Showing posts with label Windows Vista. Show all posts
Showing posts with label Windows Vista. Show all posts

Thursday, November 7, 2013

พบช่องโหว่ Zero-Day ใน Windows Vista, Windows Server 2008, Office และ Lync, ไมโครซอฟท์ออก Fix it เพื่อป้องกันการโจมตีแล้ว

ไมโครซอฟท์กำลังตรวจสอบช่องโหว่ความปลอดภัย Zero-Day ใน Microsoft Graphics Component ที่สามารถใช้โจมตีระบบจากระยะไกลได้ โดยมีผลกระทบกับ Windows Vista, Windows Server 2008 โปรแกรม Office เวอร์ชัน 2003, 2007 และ 2010 และ Lync เวอร์ชัน 2010 และ 2013 โดยแนะนำให้ผู้ใช้รันโปรแกรม Fix it เพื่อป้องกันการโจมตีในระหว่างรอการพัฒนาแพตช์

Saturday, August 17, 2013

ไมโครซอฟท์ปรับปรุงความปลอดภัย Network-level Authentication ในโปรโตคอล Remote Desktop บน Windows 7

ไมโครซอฟท์ออกอัปเดท KB2861855 เพื่อปรับปรุงความปลอดภัย Network-level Authentication ในโปรโตคอล Remote Desktop โดยมีผลกระทบกับทุกเวอร์ชันของ Windows Vista, Windows 7, Windows Server 2008 และ Windows Server 2008 R2*

Sunday, July 7, 2013

ไมโครซอฟท์แนะนำให้ปิด Windows Sidebar และ Gadgets เพื่อความปลอดภัย

ถ้าใครที่ลงทะเบียนรับข่าวความปลอดภัยจากไมโครซอฟท์คงจะได้รับอีเมลแนะนำให้ปิดการทำงาน Windows Sidebar และ Gadgets เนื่องจากทั้งสองคุณลักษณะมีช่องโหว่ความปลอดภัยที่ทำให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากระยะไกลจากแฮกเกอร์หรือมัลแวร์ได้

Monday, January 7, 2013

ไมโครซอฟท์แจ้งผู้ใช้ Windows ให้ทำการอัปเดทระบบเพื่อยกเลิก Certificate ที่ออกโดย TURKTRUST Inc.

ไมโครซอฟท์แจ้งผู้ใช้ Windows ทุกเวอร์ชันรวมถึง Windows 8, Windows RT, Windows Server 2012 และอุปกรณ์ที่รันด้วย Windows Phone 8 ให้ระวังการโจมตีผ่านทางใบรับรองปลอม (Fraudulent Certificate) ที่ออกโดย TURKTRUST Inc. ซึ่งสามารถใช้ทำ spoof content, phishing และ man-in-the-middle โดยปัจจุบันมีรานงานการโจมตีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว

Monday, May 28, 2012

วิธีทำให้ Windows 7 สามารถใช้งาน Remote Desktop ได้ 2 การเชื่อมต่อพร้อมกัน

ระบบปฏิบัติการ Windows จะมาพร้อมคุณสมบัติ Remote Desktop ซึ่งช่วยให้สามารถใช้งานจากระยะไกลผ่านทางระบบเครือข่ายได้ โดยใน Windows แม่ข่าย เช่น Windows Server 2008 นั้นจะสามารถใช้งาน Remote Desktop ได้ 2 การเชื่อมต่อพร้อมกัน (Concurrent connections) ในขณะที่ Windows ลูกข่าย เช่น Windows 7 นั้นจะใช้ได้พร้อมกันเพียงแค่การเชื่อมต่อเดียว นั้นคือถ้ามีผู้ใช้กำลังใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ Windows 7 แล้วผู้ดูแลระบบต้องการเชื่อมต่อแบบ Remote Desktop จะต้องทำการล็อกออฟผู้ใช้ออกก่อนจึงจะทำการเชื่อมต่อได้

Sunday, April 15, 2012

ไมโครซอฟท์ยุติการสนับสนุนแบบ Mainstream แก่ Windows Vista แล้วโดยจะสนับสนุนแบบ Extended ต่อไปอีก 5 ปี

ไมโครซอฟท์ยุติการให้การสนับสนุนแบบ Mainstream แก่ระบบปฏิบัติการ Windows Vista แล้วเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา และจะเปลี่ยนไปให้การสนับสนุนแบบ Extended ต่อไปอีก 5 ปี ไปถึงวันที่ 11 เมษายน 2560 โดย Windows Vista นั้นออกเวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (General Availability) เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2550 ปัจจุบันมีผู้ใช้ประมาณ 7.65% (ข้อมูลเดือนมีนาคม 2555 โดย MarketShare) ของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ทั้งหมดซึ่งเป็นอันดับที่ 3 รองจาก Windows XP และ Windows 7 โดยจะมีอายุ 5 ปี 2 เดือน 15 วันนับถึงวันยุติการให้การสนับสนุน Mainstream support

Monday, November 14, 2011

ไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อยกเลิก Certificate ที่มีช่องโหว่ความปลอดภัย

ไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อยกเลิก Certificate ที่มีช่องโหว่ความปลอดภัยจำนวน 22 ตัวที่ออกโดย DigiCert Sdn. Bhd ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศมาเลเซียที่เป็น Subordinate Certification Authority (CA) ภายใต้ Entrust และ GTE CyberTrust เนื่องจากเซอร์ติฟิเคทเหล่านี้ใช้การเข้ารหัสด้วยคีย์ขนาดเพียง 512 บิท ทำให้ขาดความแข็งแกร่งและอาจเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ใช้เซอร์ติฟิเคทปลอม (Fraudulent Certificate) โจมตีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้

Tuesday, October 25, 2011

วิธีการเปิด Command Prompt ภายใต้สิทธิ์ผู้ดูแลระบบแบบถาวรบน Windows 7

การเปิดคอมมานด์พรอมท์ (Command Prompt) บน Windows 7 ตามปกติจะรันภายใต้สิทธิ์ผู้ใช้ธรรมดา (Standard user) แต่ถ้าต้องการเปิดหน้าต่างคอมมานด์พรอมท์ภายใต้สิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ (Administrator Privileges) จะต้องเปิดโดยการคลิก Start แล้วพิมพ์ cmd ในช่อง Search programs and files จากนั้นคลิกขวาบน cmd แล้วเลือก Run as Administrator จากนั้นคลิก Yes ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ User Account Control (UAC)* แต่ถ้าต้องใช้งานคอมมานด์พรอมท์ภายใต้สิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบเป็นประจำควรทำการคอนฟิกให้คอมมานด์พรอมท์ภายใต้สิทธิ์ผู้ดูแลระบบแบบถาวรเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการทำงาน

Monday, October 24, 2011

How To Shrink Hard Disk Partition In Windows 7

วิธีการลดขนาดพาร์ติชันฮาร์ดดิสก์บน Windows 7
Disk Management ใน Windows 7 และ Windows Vista นั้นได้รับการปรับปรุงให้มีความสามารถสูงขึ้นโดยสามารถรองรับการปรับขนาดพาร์ติชันฮาร์ดดิสก์ได้ นั้นคือ ผู้ใช้สามารถทำการขยายขนาด (Extend) พาร์ติชันฮาร์ดดิสก์, ลดขนาด (Shrink) พาร์ติชันฮาร์ดดิสก์ ได้โดยไม่ต้องทำการลบแล้วสร้างพาร์ติชันใหม่ส่งผลให้ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลที่เก็บอยู่บนฮาร์ดิสก์จะได้รับผลกระทบหรือเสียหาย และที่สำคัญไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเสริมแบบเธิร์ดปาร์ตี้ให้เสียเวลาอีกด้วย

สำหรับบทความนี้จะเป็นการสาธิตวิธีการลดขนาดพาร์ติชันฮาร์ดดิสก์ใน Windows 7 ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. คลิก Start แล้วพิมพ์คำว่า partition ในช่อง Search programs and files จากนั้นคลิกเลือก Create and format hard disk partitions ซึ่งแสดงอยู่ภายใต้หัวข้อ Control Panel จะปรากฏหน้าต่าง Disk Management
2. ในหน้าต่าง Disk Management ให้คลิกเลือกฮาร์ดดิสก์ที่ต้องการลดขนาดพาร์ติชัน โดยในที่นี้คือ Disk 0 ดังรูปที่ 1

รูปที่ 1

3. จากนั้นคลิกขวาบนพาร์ติชันที่ต้องการขยายขนาดในที่นี้คือ Volume 1 (D:) แล้วเลือก Shrink Volume ดังรูปที่ 2

รูปที่ 2

4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Shrink D: ให้ใส่ขนาดที่ต้องการลด (หน่วยเป็น MB) ในช่อง Enter the amount of space to shrink in MB ดังรูปที่ 3 เสร็จแล้วคลิก Shrink เพื่อจบการลดขนาดพาร์ติชันฮาร์ดดิกส์ ซึ่งพาร์ติชันของ Disk 0 จะเพิ่มจาก 2 พาร์ติชันเป็น 3 พาร์ติชัน ดังรูปที่ 4 จากนั้นปิดหน้าต่าง Disk Management เพื่อจบการทำงาน

รูปที่ 3

รูปที่ 4

สำหรับวิธีการขยายขนาดพาร์ติชันสามารถอ่านได้จาก How To Extend Hard Disk Partition in Windows 7

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Copyright © 2011 TWA Blog. All Rights Reserved.

How To Extend Hard Disk Partition in Windows 7

วิธีการขยายขนาดพาร์ติชันฮาร์ดดิสก์บน Windows 7
Disk Management ใน Windows 7 และ Windows Vista นั้นได้รับการปรับปรุงให้มีความสามารถสูงขึ้นโดยสามารถรองรับการปรับขนาดพาร์ติชันฮาร์ดดิสก์ได้ นั้นคือ ผู้ใช้สามารถทำการขยายขนาด (Extend) พาร์ติชันฮาร์ดดิสก์, ลดขนาด (Shrink) พาร์ติชันฮาร์ดดิสก์ ได้โดยไม่ต้องทำการลบแล้วสร้างพาร์ติชันใหม่ส่งผลให้ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลที่เก็บอยู่บนฮาร์ดิสก์จะได้รับผลกระทบหรือเสียหาย และที่สำคัญไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเสริมแบบเธิร์ดปาร์ตี้ให้เสียเวลาอีกด้วย

สำหรับบทความนี้จะเป็นการสาธิตวิธีการขยายขนาดพาร์ติชันฮาร์ดดิสก์ใน Windows 7 ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

หมายเหตุ: การขยายพาร์ติชันฮาร์ดดิสนั้นจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีพื้นที่ว่างบนฮาร์ดิสก์

1. คลิก Start แล้วพิมพ์คำว่า partition ในช่อง Search programs and files จากนั้นคลิกเลือก Create and format hard disk partitions ซึ่งแสดงอยู่ภายใต้หัวข้อ Control Panel จะปรากฏหน้าต่าง Disk Management
2. ในหน้าต่าง Disk Management ให้คลิกเลือกฮาร์ดดิสก์ที่ต้องการขยายขนาดพาร์ติชัน โดยในที่นี้คือ Disk 0 ดังรูปที่ 1

รูปที่ 1

3. จากนั้นคลิกขวาบนพาร์ติชันที่ต้องการขยายขนาดในที่นี้คือ Volume 1 (D:) แล้วเลือก Extend Volume ดังรูปที่ 2 จะปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ Welcome to the Extend Volume Wizard ดังรูปที่ 3 ให้คลิก Next เพื่อไปยังขั้นตอนถัดไป

รูปที่ 2

รูปที่ 3

4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Select Disk ให้เลือกฮาร์ดดิสก์ในช่อง Available เสร็จแล้วคลิก Add จากนั้นใส่ขนาดที่ต้องการขยาย (หน่วยเป็น MB) ในช่อง Select the amount of space in MB เสร็จแล้วคลิก Next

รูปที่ 4

5. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Completing the Extend Volume Wizard ดังรูปที่ 5 ให้คลิก Finish เพื่อจบการขยายขนาดพาร์ติชันฮาร์ดดิกส์ ซึ่งพาร์ติชันของ Disk 0 จะลดลงจาก 3 พาร์ติชันเหลือ 2 พาร์ติชัน ดังรูปที่ 6 จากนั้นปิดหน้าต่าง Disk Management เพื่อจบการทำงาน

รูปที่ 5

รูปที่ 6

สำหรับวิธีการลดขนาดพาร์ติชันสามารถอ่านได้จาก How To Shrink Hard Disk Partition In Windows 7

บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog


Copyright © 2011 TWA Blog. All Rights Reserved.

Thursday, October 13, 2011

Windows 7 SP1 ปลอดภัยจากมัลแวร์มากกว่า Windows 7 RTM, Windows Vista SP2 และ Windows XP SP3

ไมโครซอฟท์จะจัดทำและออก Security Intelligence Report (SIR) ซึ่งเป็นรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของมัลแวร์ในระบบคอมพิวเตอร์เป็นประจำในทุกๆ 6 เดือน และล่าสุดไมโครซอฟท์ออกรายงาน SIR โวลุ่ม 11 (SIRv11) ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาครึ่งแรกของปี 2554

Thursday, September 8, 2011

How to configure the Windows 7 Firewall to allow ICMP traffic

วิธีการคอนฟิก Firewall ของ Windows 7 เพื่อให้ทราฟฟิก ICMP ผ่านและสามารถ Ping ได้
คำสั่งง่ายที่สุดที่ผู้ดูแลระบบใช้เมื่อต้องการตรวจสอบการเชื่อมต่อของเครื่องคอมพิวเตอร์บนระบบเครือข่าย คือคำสั่ง Ping ซึ่งคำสั่งนี้จะใช้โปรโตคอล ICMP ในการทำงาน แต่ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยไมโครซอฟท์ได้ออกแบบให้ Windows Firewall ของ Windows 7 ทำการบล็อคทราฟฟิกของโปรโตคอล ICMP ทั้งหมด ส่งผลให้คำสั่ง Ping ไม่สามารถทำงานได้ วิธีการแก้ไขปัญหานี้ทำได้ 2 วิธี โดยวิธีที่ 1 คือปิดการทำงานของ Windows Firewall แต่วิธีการนี้ไม่ใช่วิธีการที่ควรทำเพราะทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย สำหรับวิธีที่ 2 คือทำการสร้างกฏเพื่อให้ Windows Firewall อนุญาตให้ทราฟฟิกของโปรโตคอล ICMP เดินทางผ่านเข้าระบบได้

Tuesday, August 23, 2011

ไมโครซอฟท์ออก System Update Readiness Tool [August 2011] เพื่อแก้ปัญหาการติดตั้ง Update, Service Pack และ Software บน Windows 7

ไมโครซอฟท์ออก System Update Readiness Tool เวอร์ชันอัพเดท August 2011 เพื่อแก้ปัญหาการติดตั้ง Update, Service Pack และ Software ผ่านทาง Windows Update บน Windows 7 โดย System Update Readiness Tool ที่ออกในครั้งนี้มีทั้งเวอร์ชันสำหรับ Windows Vista 32-บิต/64-บิต, Windows 7 32-บิต/64-บิต, Windows Server 2008 32-บิต/64-บิต/IA-64 และ Windows Server 2008 R2 64-บิต/IA-64

Monday, July 18, 2011

Managing the Trusted Platform Module in Windows 7

การจัดการ Trusted Platform Module (TPM) ใน Windows 7
Trusted Platform Module (TPM) เป็นไมโครชิปที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถใช้งานคุณสมบัติความปลอดภัยขั้นสูงอย่างเช่น การเข้ารหัสข้อมูลแบบ BitLocker Drive Encryption ของ Windows 7 ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้แนะนำวิธีทำการเปิดใช้งานการเริ่มต้น TPM (Initialize TPM) ไปแล้วในบทความเรื่อง How to initialize Trusted Platform Module (TPM) in Windows 7 สำหรับบทความนี้จะเป็นการเจาะลึกถึงวิธีการการจัดการ TPM ในด้านต่างๆ อย่างเช่น Turn TPM Off, Change Owner TPM Password, Clear TPM และ Reset Lockout TPM

Monday, June 27, 2011

Microsoft is ending support for Windows Vista Service Pack 1 (SP1) on July 12, 2011

ไมโครซอฟท์จะหยุดซัพพอร์ต Windows Vista Service Pack 1 หลังวันที่ 12 ก.ค. 54
ไมโครซอฟท์ได้ประกาศถึงผู้ที่กำลังใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Vista Service Pack 1 (SP1) ให้เตรียมแผนการอัพเดท อัพเกรด หรือไมเกรตระบบไปเป็น Windows เวอร์ชันที่ใหม่กว่า เนื่องจากการซัพพอร์ตกำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 12 กรกฏาคม 2554 ที่จะถึงนี้ ซึ่งนับจากวันนี้ (27 มิถุนายน 2554) เหลือเวลาเพียง 16 วันเท่านั้น โดยหลังจากสิ้นสุดการซัพพอร์ตไมโครซอฟท์จะไม่ทำการพัฒนาและออกอัปเดท (แบบไม่มีค่าใช้จ่าย) สำหรับ Windows Vista SP1 อีกต่อไป โดยวิธีการแก้ไขสำหรับผู้ใช้ Windows Vista SP1 นั้นไมโครซอฟท์แนะนำให้ทำการอัพเดทเป็น Service Pack 2 (SP2) หรืออัพเกรดไปเป็น Windows 7

Tuesday, June 7, 2011

ข้อจำกัดของขนาดหน่วยความจำที่สามารถรองรับได้ใน Windows

Windows แต่ละเวอร์ชันจะมีข้อจำกัดในการรองรับขนาดหน่วยความจำ (Physical Memory) สูงสุดแตกต่างกันโดยจะขึ้นอยู่กับแพล็ตฟอร์มและเวอร์ชันของ Windows ซึ่ง Windows บนแพล็ตฟอร์ม 32-บิตจะสามารถรองรับหน่วยความจำทางกายภาพได้สูงสุดเพียง 4 GB ในขณะที่แพล็ตฟอร์ม 64-บิต นั้นสามารถรองรับหน่วยความจำทางกายภาพได้สูงสุดถึง 192 GB สำหรับ Windows เวอร์ชันสำหรับเดสก์ท็อปและ 2 TB สำหรับ Windows เวอร์ชันสำหรับเซิร์ฟเวอร์

Saturday, May 21, 2011

How to disable the CTRL+ALT+DELETE sequence for logging on to Windows 7

วิธีการล็อกออนเข้า Windows 7 โดยไม่ต้องกดปุ่ม CTRL + ALT + DELETE
ในการล็อกออนเข้าระบบ Windows 7 นั้นโดยดีฟอลท์แล้วผู้ใช้จะต้องทำการกดปุ่ม CTRL + ALT + DELETE ก่อน แล้วคลิกเลือกแอคเคาท์ที่ต้องการล็อกออน (ในกรณีมีหลายแอคเคาท์) จากนั้นจึงทำการป้อนรหัสผ่าน อย่างไรก็ตามผู้ใช้สามารถทำการคอนฟิกให้ Windows 7 ข้ามขั้นตอนการกดปุ่ม CTRL + ALT + DELETE ได้หลายวิธีด้วยกัน ในที่นี้นำมาสาธิต 2 วิธี วิธีที่ 1 คือการใช้คำสั่ง netplwiz ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและไม่ซับซ้อน และวิธีที่ 2 เป็นการแก้ไขค่า Interactive logon: Do not require CTRL + ALT + DEL ใน Security Options ใน Local Security Policy ซึ่งวิธีการหลังนี้ค่อนข้างซับซ้อนแต่มีข้อดีคือสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบโดเมนได้

Tuesday, November 2, 2010

Windows 7 Computer Stops Responding when Rename a Folder

คอมพิวเตอร์ Windows 7, Windows Server 2008 R2, Windows Vista หรือ Windows Server 2008 หยุดตอบสนองการทำงานเมื่อทำการเปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์


สืบเนื่องจากมีรายงานเกี่ยวกับปัญหาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 7, Windows Server 2008 R2, Windows Vista หรือ Windows Server 2008 หยุดตอบสนองการทำงาน (Stops responding) เมื่อผู้ใช้ทำการเปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์นั้น ไมโครซอฟท์ได้ออกฮอตฟิกซ์สำหรับใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้แล้วพร้อมทั้งชี้แจงรายละเอียดว่าปัญหานี้จะเกิดขึ้นในกรณีมีเงื่อนไขดังนี้
- เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Windows 7, Windows Server 2008 R2, Windows Vista และ Windows Server 2008
- เครื่องคอมพิวเตอร์มีโวลุ่มที่เป็นระบบ NTFS และมีไฟล์เป็นจำนวนมากในโฟลเดอร์ในโวลุ่มดังกล่าวนี้ ตัวอย่างเช่น มีไฟล์ในโฟลเดอร์มากกว่า 5,000 ไฟล์
- มีหลายไฟล์ในโฟลเดอร์ที่ถูกเปิดกอนหน้านี้
- ผู้ใช้พยายามทำการเปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์

ในสถานการณ์ด้านบน คอมพิวเตอร์จะตอบสนองการอัปเดทหน้าจอและการคลิกเม้าส์ช้ามาก และบางครั้งเครื่องคอมพิวเตอร์จะหยุดตอบสนองการทำงาน

หมายเหตุ ถ้ามีการติดตั้งคุณสมบัติ Failover Clustering ทรัพยากรต่างๆ ที่อยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เสียจะถูกโอนย้ายไปยังโหนดอื่น

สาเหตุ
ปัญหาดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก เมื่อผู้ใช้ทำการเปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ระบบจะทำการตรวจสอบไฟล์ที่อยู่ในโฟลเดอร์ว่าถูกเปิดอยู่หรือไม่ ซึ่งในระหว่างที่กำลังทำการเปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ระบบจะทำการล็อค Volume Control Block (VCB) และจะทำการบล็อคการร้องขอ I/O อื่นๆ ทั้งหมด แต่ถ้าจำนวนของไฟล์ในโฟลเดอร์มีจำนวนมากจะทำให้โปรเชสการตรวจสอบไฟล์ที่ถูกเปิดนั้นจะใช้เวลานานมาก ส่งผลให้คอมพิวเตอร์หยุดตอบสนองการทำงาน

วิธีการแก้ไข
ไมโครซอฟท์ออกฮอตฟิกซ์สำหรับใช้แก้ปัญหาตามที่อธิบายด้านบนแล้ว โดยผู้ใช้ Windows 7, Windows Server 2008 R2, Windows Vista หรือ Windows Server 2008 ที่ประสบปัญหาดังกล่าวนี้สามารถดาวน์โหลดได้ที่ Hotfix (KB980382) อย่างไรก็ตาม ไมโครซอฟท์ได้แนะนำให้ผู้ใช้ทำการติดตั้งฮ็อตฟิกซ์ตัวนี้เฉพาะบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีปัญหาตามที่อธิบายด้านบนเท่านั้น เนื่องจากฮ็อตฟิกซ์นี้ยังต้องทดสอบการทำงานเพิ่มเติมและจะรวมอยู่ในเซอร์วิสแพ็ค (Service Pack) ที่จะออกในอนาคต

ทั้งนี้ ก่อนทำการติดตั้งฮอตฟิกซ์จะมีความต้องการระบบดังนี้
- Windows Vista Service Pack 1 (SP1)
- Windows Vista Service Pack 2 (SP2)
- Windows Server 2008
- Windows Server 2008 Service Pack 2 (SP2)
- Windows 7
- Windows Server 2008 R2

หมายเหตุ: ไมโครซอฟท์ไม่แนะนำให้ทำการติดตั้งฮอตฟิกซ์ในกรณีที่ยังไม่แน่ใจว่าฮอตฟิกซ์จะช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่?

วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับ
วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับ Windows เวอร์ชันและรุ่นต่างๆ ดังนี้
- Windows Server 2008 R2 Datacenter
- Windows Server 2008 R2 Enterprise
- Windows 7 Enterprise
- Windows 7 Home Basic
- Windows 7 Home Premium
- Windows 7 Professional
- Windows 7 Starter
- Windows 7 Ultimate
- Windows Server 2008 R2 Foundation
- Windows Server 2008 R2 Standard
- Windows Server 2008 Datacenter
- Windows Server 2008 Enterprise
- Windows Vista Business
- Windows Vista Enterprise
- Windows Vista Home Basic
- Windows Vista Home Premium
- Windows Vista Starter
- Windows Vista Ultimate

บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
980382

Copyright © 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Monday, July 19, 2010

Fix: The User Profile Service failed the logon. User profile cannot be loaded

วิธีแก้ปัญหาล็อกออนเข้า Windows 7 และ Windows Vista ไม่ได้เนื่องจากโปรไฟล์เสีย
บทความโดย: Windows Administrator Blog

ปัญหาอย่างหนึ่งที่ผู้ใช้ Windows 7 และ Windows Vista อาจจะพบได้เป็นบางครั้งคือปัญหาล็อกออน (Log on) เข้าวินโดวส์ไม่ได้เนื่องจากโปรไฟล์เสียหาย โดยผู้ใช้จะได้รับข้อความเมื่อทำการล็อกออน ดังนี้

The User Profile Service failed the logon. User profile cannot be loaded.

โดยความผิดพลาดดังกล่าวนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ถ้ามีการคอนฟิก "Do not logon users with temporary profiles" ผ่านทางนโยบายกลุ่ม (Group Policy)

สาเหตุ:
ปัญหาดังนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ถ้าทำการลบโปรไฟล์ผู้ใช้ (User profile) แบบแมนนวลโดยใช้คอมมานด์พร็อมพ์หรือทำการลบจาก Windows Explorer ซึ่งโปรไฟล์ที่ถูกลบแบบแมนนวลนั้นจะไม่ทำการลบ Security Identifier (SID) จากรายชื่อโปรไฟล์ในรีจีสทรี่ย์ เมื่อ SID ยังคงอยู่ในรีจีสทรี่ย์ Windows ก็จะพยายามทำการโหลดโปรไฟล์โดยใช้ ProfileImagePath ซึ่งชี้ไปยังพาธที่ไม่มีในระบบ (เนื่องจากถูกลบออกไปแล้ว) ดังนั้นจึงทำให้ไม่สามารถโหลดโปรไฟล์ได้ซึ่งส่งผลให้ล็อกออนเข้าวินโดวส์ไม่ได้

วิธีการแก้ไข:
ปัญหาดังกล่าวนี้สามารถมาแก้ไขโดยใช้ Microsoft Fix it 50446 หรือการแก้ไขด้วยตนเองโดยการลบโปรไฟล์ผ่านทางไดอะล็อกบ็อกซ์ Computer Properties ตามขั้นตอนดังนี้
1. คลิก Start คลิกขวาบน Computer แล้วคลิก Properties
2. ในหน้าต่าง System คลิก Change settings
3. System Properties คลิกแท็บ Advanced
4. ภายใต้หัวข้อ User Profiles คลิก Settings
5. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ User Profiles เลือกโปรไฟล์ที่ต้องการลบ [1] จากนั้นคลิก Delete [2] เสร็จแล้วคลิก OK


6. คลิก Start แล้วพิมพ์ regedit ใน Search programs and files เสร็จแล้วคลิก ENTER
7. ในหน้าต่าง Registry Editor ให้ไปยังรีจีสทรี่คีย์ย่อยต่อไปนี้
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows NT\CurrentVersion\ProfileList
8. คลิกขวาบน SID ที่ต้องการลบ จากนั้นคลิก Delete
9. ล็อกการลอกออนด้วยชื่อผู้ใช้ที่มีปัญหาเพื่อทำการสร้างโปรไฟล์ใหม่

วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับ
วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับ Windows 7 และ Windows Vista รุ่นต่างๆ ดังนี้
• Windows Vista Enterprise 64-bit Edition
• Windows Vista Home Basic 64-bit Edition
• Windows Vista Home Premium 64-bit Edition
• Windows Vista Ultimate 64-bit Edition
• Windows Vista Business
• Windows Vista Business 64-bit Edition
• Windows Vista Enterprise
• Windows Vista Home Basic
• Windows Vista Home Premium
• Windows Vista Starter
• Windows Vista Ultimate
• Windows 7 Enterprise
• Windows 7 Home Basic
• Windows 7 Home Premium
• Windows 7 Professional
• Windows 7 Starter
• Windows 7 Ultimate

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Microsoft Support

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Saturday, February 27, 2010

End of Support for Windows XP SP2 and Windows Vista RTM

ไมโครซอฟท์กำลังจะหยุดซัพพอร์ต Windows XP SP2 และ Windows Vista RTM
ไมโครซอฟท์ได้แจ้งเตือนผู้ที่กำลังใช้ระบบปฏิบัติการ Windows XP SP2, Windows Vista RTM รวมถึง Windows 2000 ให้เตรียมแผนการอัพเดท อัพเกรด หรือไมเกรตระบบ เนื่องจากใกล้ถึงกำหนดวันสิ้นสุดการซัพพอร์ตทั้ง 3 ระบบแล้ว

โดยไมโครซอฟท์หยุดซัพพอร์ต Windows Vista ที่ไม่มีเซอร์วิสแพ็ค หรือ Windows Vista RTM หรือ SP0 ในวันที่ 13 เมษายน 2553 ซึ่งนับจากวันนี้ก็เหลือเวลาเพียง 45 วันเท่านั้น โดยไมโครซอฟท์ได้แนะนำให้ผู้ใช้ทำการอัพเดทเป็น Service Pack 2 (SP2) หรืออัพเกรดเป็น Windows 7 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ตัวล่าสุด สำหรับการดาวน์โหลด Vista SP2 นั้นสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ Download Windows Vista Service Pack 2 ทั้งนี้ก่อนติดตั้ง SP2 นั้นจะต้องทำการติดตั้ง SP1 บนระบบก่อน

สำหรับการซัพพอร์ตทุกเวอร์ชันของ Windows XP SP2 และ Windows 2000 นั้นจะสิ้นสุดลงในวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ซึ่งนับจากวันนี้ก็เหลือเวลาอีกประมาณ 4 เดือนครึ่งเท่านั้น โดยไมโครซอฟท์ได้แนะนำผู้ Windows XP SP2 ให้ทำการอัพเดทเป็น Service Pack 3 (SP3) หรืออัพเกรดเป็น Windows 7 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ตัวล่าสุด สำหรับการดาวน์โหลด XP SP3 นั้นสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ Download Windows XP SP3 Network Installation

อนึ่ง Windows XP นั้นไม่รองรับการอัพเกรดเป็น Windows 7 นั้นคือถ้าผู้ใช้ Windows XP ต้องการเปลี่ยนไปใช้ Windows 7 จะต้องใช้วิธีการไมเกรตระบบโดยใช้เครื่องมือ Windows User State Migration Tool (USMT) 4.0 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่รวมอยู่ใน Windows Automated Installation Kit (AIK)

สำหรับผู้ใช้ Windows 2000 นั้นไมโครซอฟท์ได้แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ Windows เวอร์ชันที่ใหม่กว่าอย่างเช่น Windows 7 อย่างไรก็ตาม Windows 2000 นั้นไม่รองรับทั้งการอัพเกรดและการไมเกรตเป็น Windows 7 นั้นคือถ้าผู้ใช้ Windows 2000 ต้องการเปลี่ยนไปใช้ Windows 7 จะต้องทำการอัพเกรดเป็น Windows XP ก่อน จากนั้นจึงทำการไมเกรตไปเป็น Windows 7 โดยใช้ Windows User State Migration Tool (USMT) 4.0

อนึ่ง การดูแลและอัพเดทระบบปฏิบัติการวินโดวส์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตั้งเซอร์วิสแพ็คตัวล่าสุดนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อให้การใช้งานมีความปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Enterprise products: Windows 7: End of support

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.