Showing posts with label Windows Server 2003. Show all posts
Showing posts with label Windows Server 2003. Show all posts

Thursday, November 28, 2013

พบช่องโหว่ Zero-Day ใน Windows XP และ Windows Server 2003 - ไมโครซอฟท์ออกแพตช์สำหรับปิดช่องโหว่วันที่ 14 มกราคม 2557

10 มกราคม 2557: ไมโครซอฟท์จะออกแพตช์เพื่อปิดช่องโหว่ Microsoft Windows Kernel บน Windows XP และ Windows Server 2003 ในการออกอัปเดทความปลอดภัยเดือนมกราคม 2557 ซึ่งจะออกในวันอังคารที่ 14 นี้ อ่านรายละเอียด

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ไมโครซอฟท์ประกาศว่ากำลังตรวจสอบช่องโหว่ความปลอดภัย Zero-Day ใน Kernel ของ Windows XP และ Windows Server 2003 ที่ใช้ทำการยกระดับสิทธิ์ (Elevation of Privilege หรือ EoP) ได้ โดยปัจจุบันมีรายงานการโจมตีผู้ใช้เกิดขึ้น (ในวงจำกัด) แล้ว และที่สำคัญคือ ยังไม่มีแพตช์สำหรับแก้ไข

Monday, November 11, 2013

ดาวน์โหลด Administrative Templates for Internet Explorer 11

ไมโครซอฟท์ออก Administrative Templates for Internet Explorer 11 ซึ่งไฟล์แม่แบบการบริหาร (inetres.adm) เพื่อให้ผู้ดูแลระบบใช้จัดการการตั้งค่ารีจิสทรีของ Internet Explorer 11 (IE11) ผ่านทางนโยบายกลุ่ม (Group Policy) ในสภาพแวดล้อมแบบแอคทีฟไดเร็กทอรี (Active Directory)

Monday, March 25, 2013

ดาวน์โหลด Administrative Templates สำหรับ Internet Explorer 10

ไมโครซอฟท์ออกแม่แบบการบริหาร (inetres.adm) สำหรับ Internet Explorer 10 (IE10) เพื่อให้ผู้ดูแลระบบใช้จัดการการตั้งค่ารีจิสทรีของ IE10 ผ่านทางนโยบายกลุ่ม (Group Policy) ในสภาพแวดล้อมแบบแอคทีฟไดเร็กทอรี (Active Directory)

Wednesday, February 13, 2013

ไมโครซอฟท์ออก 12 อัพเดทเพื่อแก้ 57 ช่องโหว่ความปลอดภัย - รวมช่องโหว่ร้ายแรงวิกฤตใน Windows และ Internet Explorer

ไมโครซอฟท์ออกอัพเดทความปลอดภัย (Security Update หรือ Patch Tuesday) เดือนกุมภาพันธ์ 2556 จำนวน 12 ตัวเพื่อปรับปรุง 57 ช่องโหว่ความปลอดภัย (CVEs) ที่มีผลกระทบกับ Windows, Internet Explorer, Exchange, Office, .NET Framework และ Server Software โดยไมโครซอฟท์แนะนำให้ลูกค้าทำการติดตั้งอัพเดท MS13-009, MS13-010 และ MS13-020 เป็นกรณีเร่งด่วน

Monday, January 7, 2013

ไมโครซอฟท์แจ้งผู้ใช้ Windows ให้ทำการอัปเดทระบบเพื่อยกเลิก Certificate ที่ออกโดย TURKTRUST Inc.

ไมโครซอฟท์แจ้งผู้ใช้ Windows ทุกเวอร์ชันรวมถึง Windows 8, Windows RT, Windows Server 2012 และอุปกรณ์ที่รันด้วย Windows Phone 8 ให้ระวังการโจมตีผ่านทางใบรับรองปลอม (Fraudulent Certificate) ที่ออกโดย TURKTRUST Inc. ซึ่งสามารถใช้ทำ spoof content, phishing และ man-in-the-middle โดยปัจจุบันมีรานงานการโจมตีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว

Thursday, November 17, 2011

ไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อยกเลิก Certificate ที่มีช่องโหว่ความปลอดภัยใน Windows Server 2003 และ Windows XP Pro x64 SP2

สืบเนื่องจากการพบปัญหาความปลอดภัยใน Certificate จำนวน 22 ตัวที่ออกโดย DigiCert Sdn. Bhd ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศมาเลเซีย เนื่องจากเซอร์ติฟิเคทเหล่านี้ใช้การเข้ารหัสด้วยคีย์ขนาดเพียง 512 บิท ทำให้ขาดความแข็งแกร่งและอาจเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ใช้เป็นช่องทางโจมตีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อแก้ไขไปแล้วนั้น

Monday, November 14, 2011

ไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อยกเลิก Certificate ที่มีช่องโหว่ความปลอดภัย

ไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อยกเลิก Certificate ที่มีช่องโหว่ความปลอดภัยจำนวน 22 ตัวที่ออกโดย DigiCert Sdn. Bhd ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศมาเลเซียที่เป็น Subordinate Certification Authority (CA) ภายใต้ Entrust และ GTE CyberTrust เนื่องจากเซอร์ติฟิเคทเหล่านี้ใช้การเข้ารหัสด้วยคีย์ขนาดเพียง 512 บิท ทำให้ขาดความแข็งแกร่งและอาจเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ใช้เซอร์ติฟิเคทปลอม (Fraudulent Certificate) โจมตีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้

Friday, August 26, 2011

รวมทิปที่ผู้ดูแลระบบ Active Directory Domain ควรทราบ

การจัดการระบบแอคทีฟไดเร็กตอรี (Active Directory หรือ AD) นั้นผู้ดูแลระบบสามารถใช้ได้ทั้งเครื่องมือแบบกราฟิกอย่าง เช่น Active Directory Users and Computers (ADUC) และคำสั่งแบบคอมมานด์ไลน์อย่าง dsquery แต่ข้อดีของคำสั่งแบบคอมมานด์ไลน์คือ สามารถใช้งานแบบอัตโนมัติในแบบแบทซ์ (Batch) ได้ สำหรับบทความนี้ผมรวบรวมทิปคำสั่งแบบคอมมานด์ไลนที่ผู้ดูแลระบบควรทราบเพื่อช่วยให้การจัดการระบบแอคทีฟไดเร็กตอรีประจำวันทำได้สะดวก รวดเร็ว และง่ายขึ้น

Tuesday, June 7, 2011

ข้อจำกัดของขนาดหน่วยความจำที่สามารถรองรับได้ใน Windows

Windows แต่ละเวอร์ชันจะมีข้อจำกัดในการรองรับขนาดหน่วยความจำ (Physical Memory) สูงสุดแตกต่างกันโดยจะขึ้นอยู่กับแพล็ตฟอร์มและเวอร์ชันของ Windows ซึ่ง Windows บนแพล็ตฟอร์ม 32-บิตจะสามารถรองรับหน่วยความจำทางกายภาพได้สูงสุดเพียง 4 GB ในขณะที่แพล็ตฟอร์ม 64-บิต นั้นสามารถรองรับหน่วยความจำทางกายภาพได้สูงสุดถึง 192 GB สำหรับ Windows เวอร์ชันสำหรับเดสก์ท็อปและ 2 TB สำหรับ Windows เวอร์ชันสำหรับเซิร์ฟเวอร์

Wednesday, November 24, 2010

How to Assign Logon/Logoff Scripts via Group Policy

วิธีการคอนฟิกสคริปต์ Logon/Logoff ผ่านทาง Group Policy
บทความนี้จะสาธิตวิธีการคอนฟิกสคริปต์ Logon/Logoff ผ่านทาง Group Policy ซึ่งมีข้อดีคือมีความยืดหยุ่นทำสามารถกำหนดสคริปต์ให้แก่กลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการได้ง่ายกว่า การปรับแต่งแก้ไขทำได้สะดวกและรวดเร็วกว่าการกำหนดทาง User Properties หรือทางแบทช์ไฟล์ (.bat) นอกจากนี้ยังสามารถใช้กำหนดได้ทั้ง Logon และ Logoff อีกด้วยในขณะที่การกำหนดทาง User Properties หรือทางแบทช์ไฟล์นั้นทำได้เฉพาะการกำหนดสคริปต์ Logon

อนึ่ง บทความนี้ดำเนินการบนระบบ Windows Server 2008 R2 Active Directory Domain Services (ADDS) อย่างไรก็ตามสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งบน Windows Server 2008 ADDS และ Windows Server 2003 ADDS ได้เช่นเดียวกัน

ข้อควรทราบ: ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนด้านล่างจะต้องทำการสร้าง Group Policy ในระบบก่อน

สำหรับขั้นตอนการคอนฟิกสคริปต์ Logon/Logoff ผ่านทาง Group Policy นั้นต้องทำการล็อกออนเข้าโดเมนคอนโทรลเลอร์ด้วยแอคเคาท์กลุ่ม Domain Admins จากนั้นดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
1. คลิก Start คลิก Administrator Tools แล้วคลิก Group Policy Management
2. ในหน้าต่าง Group Policy Management ให้คลิกเครื่องหมาย + หน้า Group Policy Objects จากนั้นคลิกขวา Group Policy ที่ต้องการแล้วคลิกแท็บ Details ในแพนด้านขวามือ


3. ใช้ Windows Explorer เปิดไปที่ไดเร็กตอรี่ Logon หรือ Logoff (ขึ้นอยู่กับความต้องการ) ดังนี้

C:\Windows\SYSVOL\sysvol\wssa.com\Policies\{Group Policy ที่ได้จากขั้นตอนที่ 2}\User\Scripts\Logon
C:\Windows\SYSVOL\sysvol\wssa.com\Policies\{Group Policy ที่ได้จากขั้นตอนที่ 2}\User\Scripts\Logoff

แล้วให้ทำการสร้างแบทช์ไฟล์ (.bat) ที่ต้องการใช้เป็น Logon หรือ Logoff สคริปต์

4. หลังจากสร้างแบทช์ไฟล์เสร็จเรียบร้อยแล้วให้กลับไปยังหน้าต่าง Group Policy Management จากนั้นให้คลิกขวาบน Group Policy ที่ต้องการแล้วเลือก Edit


5. ในหน้าต่าง Group Policy Management Editor ให้คลิกเครื่องหมาย + หน้า User Configuration แล้วเครื่องหมาย + หน้า Policies แล้วคลิกเครื่องหมาย + หน้า Windows Settings แล้วคลิก Scripts (Logon/Logoff) แล้วในแพนด้านขวามือให้ดับเบิลคลิกสคริปต์ที่ต้องการ


6. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Logoff Properties (หรือ Logon Properties) ให้คลิก Add แล้วในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Add a Script ให้คลิก Browse เลือกแบทช์ไฟล์ (ที่สร้างขึ้นในขั้นตอนที่ 3 ด้านบน) ที่ต้องการเสร็จแล้วคลิก OK แล้วคลิก OK ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Logoff Properties


7. ปิดหน้าต่าง Group Policy Management Editor แล้วปิดหน้าต่าง Group Policy Management เพื่อจบการทำงาน

หลังจากทำการคอนฟิกสคริปต์ตามขั้นด้านบนแล้ว สามารถทดสอบการทำงานได้โดยการล็อกออนด้วยแอคเคาท์ที่เป็นสมาชิกของโอยู (Organization Unit) ที่ Group Policy ที่ทำการแก้ไขลิงก์อยู่บนเครื่องไคลเอ็นต์คอมพิวเตอร์ที่เป็นสมาชิกของโดเมน

บทความโดย: The Windows Administrator Blog

Copyright © 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Tuesday, April 27, 2010

Install Windows Server 2003 on HP Compaq dx2700

วิธีการติดตั้ง Windows Server 2003 บนเครื่องคอมพิวเตอร์ HP Compaq dx2700
สืบเนื่องจากการที่ผมมีงานทดสอบซอฟต์แวร์บน Windows Server 2003 จึงจำเป็นต้องทำการติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ว่างซึ่งเป็นเครื่อง HP Compaq dx2700 ซึ่งมีฮาร์ดดิสก์แบบ SATA ขนาด 160 GB ผลปรากฏว่าประสบปัญหาไม่สามารถทำการติดตั้งได้ โดยหลังจากทำการก็อปปี้ไฟล์สำหรับติดตั้งระบบในเท็กซ์โหมดแล้วเสร็จในระหว่างที่ทำการรีสตาร์ทเพื่อเข้าสู่การติดตั้ง Windows Server 2003 ในโหมด GUI จะเกิดความผิดพลาดว่า Windows could not start because of a computer disk hardware configuration problem

HP Compaq dx2700

สำหรับวิธีการแก้ไขนั้น จากการสืบค้นบนอินเทอร์เน็ตผมพบคำแนะนำ 2-3 วิธี แต่วิธีที่ง่ายและได้ผลคือ วิธีการเซ็ตโหมดของฮาร์ดดิสก์ SATA ให้เป็น Native และทำการดิสเอเบิลฮาร์ดดิสก์ใน CMOS ก่อนดำเนินการติดตั้ง Windows Server 2003 ตามขั้นตอนดังนี้
1. ทำการสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นในหน้าที่แสดงโลโก้ HP ให้กดปุ่ม F10 = Setup เพื่อเข้าระบบ BIOS
2. ในหน้า HP Compaq BIOS business desktop Setup Utility ให้เลือกหัวข้อ Standard CMOS Fatures
3. ในหน้า Standard CMOS Fatures ให้เลือกหัวข้อ SATA Port 0/1 Working Mode แล้วกดปุ่ม Enter จากนั้นตั้งค่าเป็น Native เสร็จแล้วกดปุ่ม Enter
4. ในหน้า Standard CMOS Fatures ให้เลือกพอร์ต SATA Port 0 (หรือพอร์ทอื่นที่ฮาร์ดดิสก์ SATA ต่ออยู่) แล้วกดปุ่ม Enter จากนั้นในหน้า SATA Port 0 ให้เลือก SATA Port 0 (ค่าดีฟอลท์จะเป็น Auto) แล้วกดปุ่ม Enter จากนั้นตั้งค่าเป็น None เสร็จแล้วกดปุ่ม Enter
5. กดปุ่ม Esc จำนวน 2 ครั้ง เพื่อกลับไปยังหน้า HP Compaq BIOS business desktop Setup Utility จากนั้นเลือก Save & Exit Setup แล้วกดปุ่ม Y เพื่อยืนยันการบันทึก
6. จากนั้นทำการบูทเครื่องด้วยแผ่นซีดีติดตั้ง Windows Server 2003 และทำการติดตั้งตามปกติ
7. หลังจากทำการก็อปปี้ไฟล์สำหรับติดตั้งแล้วเสร็จเครื่องจะทำการรีสตาร์ท จากนั้นในหน้าที่แสดงโลโก้ HP ให้กดปุ่ม F10 = Setup เพื่อเข้าระบบ BIOS
8. ดำเนินการเหมือนขั้นตอนที่ 4 แต่ให้เปลี่ยนการตั้งค่า SATA Port 0 (หรือพอร์ทอื่นที่ฮาร์ดดิสก์ SATA ต่ออยู่) เป็น Auto
9. ดำเนินการเหมือนขั้นตอนที่ 5
10. ทำการติดตั้ง Windows Server 2003 ในโหมด GUI จนแล้วเสร็จ

หลังจากทำการติดตั้ง Windows Server 2003 เสร็จแล้วจะต้องทำการติดตั้งไดรเวอร์ของ Chipset และ Network สำหรับท่านที่ไม่มีแผ่นซีดีไดรเวอร์ สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ HP Compaq Dx2700 Drivers

บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
orafin

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Wednesday, March 3, 2010

พบช่องโหว่ความปลอดภัยแบบ Zero-Day ใน VBScript ใน Internet Explorer บน Windows XP และ Windows Server 2003

พบช่องโหว่ความปลอดภัย (Vulnerabilities) ใหม่ในโปรแกรม Internet Explorer (IE) เกิดขึ้นอีกแล้ว โดยวันที่ 1 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ออก Microsoft Security Advisory (981169): Vulnerability in VBScript Could Allow Remote Code Execution เพื่อประกาศว่าไมโครซอฟท์กำลังตรวจสอบช่องโหว่ความปลอดภัยใน VBScript ใน Internet Explorer บนระบบปฏิบัติการ Windows 2000, Windows XP และ Windows Server 2003 โดยช่องโหว่ความปลอดภัยนี้สามารถใช้เป็นช่องทางในการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์แบบ Remote Code Execution เพื่อทำการรันโค้ดบนเครื่องคอมพิวเตอร์จากระยะไกลได้ แต่ปัจจุบันไมโครซอฟท์ยังไม่ได้รับรายงานการโจมตีระบบโดยใช้ช่องโหว่นี้


โดยช่องโหว่ความปลอดภัยดังกล่าวนี้เกิดจากปัญหาการโต้ตอบระหว่าง VBScript กับไฟล์ Help ของ Windows โดยใช้โปรแกรม Internet Explorer นั้นคือ ถ้าเว็บไซต์อันตรายแสดงไดอะล็อกซ์บ็อกซ์หลอกลวง เช่น หลอกให้ผู้ใช้ให้กด F1 เพื่อดูรายละเอียดราคาสินค้า เป็นต้น และถ้าผู้ใช้กดปุ่มคีย์บอร์ด F1 จะทำให้โค้ดอันตรายจะถูกรันโดยพลการภายใต้ระดับสิทธิ์ของผู้ใช้ที่ทำการล็อกออนอยู่ ทั้งนี้ บนระบบ Windows Server 2003 นั้นจะทำการเปิดใช้งานมีฟีเจอร์ Enhanced Security Configuration โดยดีฟอลท์ทำให้ช่วยลดผลกระทบได้

อนึ่ง จากการตรวจสอบของไมโครซอฟท์พบว่าช่องโหว่ความปลอดภัยดังกล่าวนี้ไม่มีผลกับ Windows 7, Windows Server 2008 R2, Windows Vista หรือ Windows Server 2008

ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์และพาร์ทเนอร์ได้ทำการตรวจสอบสถานการณ์และติดตามช่องโหว่นี้อย่าง ใกล้ชิดและได้เปิดเว็บไซต์ Microsoft Active Protections Program (MAPP) เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลสำหรับลูกค้า

สำหรับการออกแพตช์ (Patch) เพื่อปิดช่องโหว่ความปลอดภัยนั้น หลังทำการตรวจสอบเสร็จเรียบร้อยไมโครซอฟท์จะทำการประกาศให้ผู้ใช้ทราบอีกครั้ง ในกรณีจำเป็นต้องออกแพตช์เพื่อปิดช่องโหว่ อาจจะออกแพตช์รวมอยู่ในเซอร์วิสแพ็ค อัพเดทรายเดือน หรือออกเป็นอัพเดทกรณีพิเศษ (Out-of-band) ในกรณีร้ายแรง หรือได้รับการร้องขอจากลูกค้า หรือแบบอื่นๆ ตามความเหมาะสม

โปรแกรมที่ได้รับผลกระทบ
โปรแกรมที่ได้รับผลกระทบ มีดังต่อไปนี้
• Windows 2000 Service Pack 4
• Windows XP Service Pack 2, Windows XP Service Pack 3, and Windows XP Professional x64 Edition Service Pack 2
• Windows Server 2003 Service Pack 2, Windows Server 2003 with SP2 for Itanium-based Systems, and Windows Server 2003 x64 Edition Service Pack 2

ข้อควรทราบ
ข้อควรทราบเกี่ยวกับผลกระทบของช่องโหว่ความปลอดภัยต่อระบบต่างๆ มีดังนี้
• ช่องโหว่ความปลอดภัยนี้ไม่มีผลกระทบกับ Windows 7, Windows Server 2008 R2, Windows Vista หรือ Windows Server 2008
• การโจมตีระบบโดยใช้ช่องโหว่ความปลอดภัยนี้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์อันตรายซึ่งหลอกให้ผู้ใช้กดปุ่ม F1 โดยการแสดงไดอะล็อกซ์บ็อกซ์หลอกลวง
• หากการโจมตีระบบประสบความสำเร็จ จะทำให้โค้ดอันตรายจะถูกรันโดยพลการภายใต้ระดับสิทธิ์ของผู้ใช้ที่ทำการล็อกออนอยู่
• บนระบบ Windows Server 2003 นั้นจะทำการเปิดใช้งานมีฟีเจอร์ Enhanced Security Configuration โดยดีฟอลท์ทำให้ช่วยลดผลกระทบได้

คำแนะนำเพื่อป้องกันระบบจากการโจมตี
ในระหว่างที่รอการตรวจสอบและการพัฒนาแพตช์ (Patch) แล้วเสร็จ ไมโครซอฟท์ได้คำแนะนำผู้ใช้ Internet Explorer เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบให้ดำเนินการดังนี้
• อย่ากดปุ่ม F1 เมื่อได้รับพร็อมท์จากเว็บไซต์
• จำกัดการเข้าถึงระบบ Windows Help โดยการรันคำสั่งด้านล่าง
echo Y | cacls "%windir%\winhlp32.exe" /E /P everyone:N

หากต้องการยกเลิกการจำกัดการเข้าถึงระบบ Windows Help ให้รันคำสั่งด้านล่าง
echo Y | cacls "%windir%\winhlp32.exe" /E /R everyone

• ตั้งค่า Security Zone ของโซน "Internet และ Local intranet" เป็น "High" เพื่อป้องกันไม่ให้ ActiveX Controls และ Active Scripting ทำงานโดยอัตโนมัติ
• คอนฟิกให้ Internet Explorer แสดงพร็อมท์ก่อนทำการรัน Active Scripting หรือทำการปิดการทำงานของ Active Scripting ในโซน "Internet และ Local intranet"

บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Microsoft Security Advisory (981169)

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Wednesday, June 3, 2009

วิธีการสร้างแอคเคาท์จำนวนมากบน Active Directory ด้วยคำสั่ง DSadd.exe

การสร้าง User Account บน Active Directory (AD) เป็นภารกิจหลักหนึ่งของ Administrator โดยทั่วไปถ้าเป็นการสร้างแอคเคาท์ในจำนวนไม่มากนัก ก็สามารถที่จะใช้เครื่องมือแบบกราฟิกอย่าง Active Directory Users and Computers (ADUC) หรือใช้คำสั่งแบบคอมมานด์ไลน์อย่าง Net user แต่ถ้าต้องแอคเคาท์ใหม่เป็นจำนวนหลายร้อยหรือหลายพันแอคเคาท์ การใช้เครื่องมือดังที่กล่าวมาคงจะไม่สะดวกนัก บทความนี้จะสาธิตการสร้างแอคเคาท์จำนวนมากโดยใช้คำสั่ง dsadd.exe

Sunday, May 24, 2009

Advanced Group Policy Management (AGPM)

ภาพรวมของ Advanced Group Policy Management (AGPM)
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

สำหรับ Administrator ที่ดูแลระบบ Windows Server 2003 คงจะพอคุ้นเคยกับเครื่องมือ Group Policy Management Console (GPMC) ซึ่งเป็นเครื่องมือเพิ่มเติมสำหรับใช้จัดการเกี่ยวกับ GPOs ซึ่งช่วยให้ Administrator สามารถบริหารจัดการ GPOs ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (อ่านรายละเอียดวิธีการใช้งาน GPMC ได้ที่เว็บไซต์ Windows Server 2003 Group Policy & GPMC)

สำหรับ Microsoft Advanced Group Policy Management (AGPM) นั้นเป็นเครื่องมือที่ได้ขยายความสามารถของ GPMC ให้สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลง GPOs ได้กว้างขวางขึ้น และปรับปรุงการจัดการ GPOs ให้ดียิ่งขึ้น โดย AGPM นั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของชุด Microsoft Desktop Optimization Pack (MDOP) ซึ่งมีให้เฉพาะลูกค้าแบบ Software Assurance เท่านั้น

AGPM สามารถรองรับการใช้งานในด้านต่างๆ ดังนี้
1. ทำการแก้ไข GPO แบบออฟไลน์ ทำให้ Admin สามารถสร้างและทดสอบ GPO ก่อนที่จะทำการปรับใช้ในสภาพแวดล้อมการใช้งานจริง
2. บำรุงรักษา GPO หลายๆ เวอร์ชัน จากจุดเดียว ทำให้สามารถย้อนกลับได้ในกรณีเกิดปัญหาในการใช้งาน
3. สามารถแบ่งความรับผิดชอบในการแก้ไข อนุมัติ หรือทบทวน GPO ระหว่าง Admin แต่ละท่านโดยใช้ role-based delegation
4. ขจัดปัญหาการแก้ไข Group Policy ที่ซ้ำซ้อนระหว่าง Admin หลายคน โดยเพิ่มความสามารถ check-in และ check-out ในการแก้ไข GPOs
5. วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของ GPO เปรียบเทียบระหว่าง GPO แต่ละชุด หรือแต่ละเวอร์ชันของ GPO ชุดเดียวกัน โดยใช้ difference reporting
6. สามารถสร้าง GPOs ใหม่ได้ง่าย เนื่องจากมีเท็มเพลตซึ่งเก็บการตั้งค่านโยบายทั่วไปและการตั้งค่าพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นของ GPOs ใหม่

ปัจจุบัน AGMP นั้น พัฒนามาถึงเวอร์ชัน 3.0 แล้ว โดยมีฟีเจอร์ใหม่ดังนี้

1. รองรับ Windows Server® 2008 และ Windows Vista® ที่ติดตั้ง Service Pack 1 ทั้งเวอร์ชัน 32-bit และ 64-bit
2. ปรับปรุงกระบวนการติดตั้งให้ดีขึ้น
3. ขั้นตอนการประยุกต์การแก้ไขหมายเลขพอร์ตที่ AGPM Server ใช้ในการติดต่อ
4. มีคำอธิบายและข้อมูลแสดงรายละเอียดในประวัติของ GPO แต่ละตัว
5. สามารถในการทำ delegate
6. สามารถจำกัดจำนวนเวอร์ชันของ GPO ที่จะทำการจัดเก็บไว้ได้
7. สามารถทำการคอนฟิก e-mail security สำหรับ AGPM
8. ชื่อของการตั้งค่านโยบาย AGPM ที่ใช้งานง่าย
9. การลบ GPOs จากที่จัดเก็บไว้โดย Editor จะต้องได้รับอนุญาตก่อน

สำหรับรายละเอียดการใช้งานสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ต่างๆ ที่แสดงไว้ในแหล่งข้อมูลอ้างอิง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Step-by-Step Guide for Microsoft Advanced Group Policy Management 2.5
Step-by-Step Guide for Microsoft Advanced Group Policy Management 3.0

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

Tuesday, October 28, 2008

How to recover from Winsock2 corruption in Windows XP

วิธีการแก้ไขปัญหา Winsock บน Windows XP
Winsock นั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการใช้งานโปรโตคอล TCP/IP บนระบบวินโดวส์ ในกรณีที่ Winsock เกิดการคอรัปท์หรือเสียหายจะส่งผลให้ยูสเซอร์ไม่สามารถใช้งานระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ โดยวินโดวส์จะแสดงข้อความแจ้งความผิดพลาดเมื่อทำการใช้งานต่างๆ ตามกรณี ดังนี้

ข้อควรระวัง: บทความนี้มีการดำเนินการแก้ไขรีจิสตรี ดังนั้น เพื่อให้สามารถทำการเรียกคืนรีจิสตรี ได้ในกรณีเกิดปัญหา โปรดสำรองรีจิสตรีไว้ก่อนที่จะแก้ไข

1. เมื่อทำการรันคำสั่ง Ipconfig /release หรือ Ipconfig /renew วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:
An error occurred while renewing interface 'Internet': An operation was attempted on something that is not a socket.

2. เมื่อทำการรัน ipconfig /renew วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:

ข้อผิดพลาดที่ 1
An error occurred while renewing interface local area connection: an operation was attempted on something that is not a socket. Unable to contact driver Error code 2.

ข้อผิดพลาดที่ 2
The operation failed since no adapter is in the state permissible for this operation.

ข้อผิดพลาดที่ 3
The attempted operation is not supported for the type of object referenced.

3. เมื่อเปิดโปรแกรม Internet Explorer วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:
The page cannot be displayed

4. เมื่อใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:
Initialization function INITHELPERDLL in IPMONTR.DLL failed to start with error code 10107

5. เมื่อทำการสร้าง dial-up connection วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:
Error 720: No PPP Control Protocols Configured

6.ใน Device Manager เมื่อคลิก Show Hidden Devices ไดรเวอร์ TCP/IP Protocol Driver มีสถานะเป็น Disabled ในส่วน Non-Plug and Play drivers และได้รับรหัสข้อผิดพลาด 24

การแก้ไขปัญหา Winsock
ก่อนอื่นต้องทำการตรวจสอบการทำงานของ Winsock ก่อนว่ามีปัญหาหรือไม่ โดยวิธีการตรวจสอบว่าคีย์ Winsock2 เสียหายหรือไม่ ทำได้โดยใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งดังต่อไปนี้

วิธีที่ 1: ใช้โปรแกรม Netdiag
การใช้ Netdiag ต้องยกเลิกการติดตั้ง Support Tools ของ Windows XP เสียก่อน โดยให้ดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

หมายเหตุ:
• หากไม่ได้ติดตั้ง Support Tools ให้ไปที่ขั้นตอนที่ 2 ในส่วนนี้
• หากไม่ได้ติดตั้ง Support Tools และไม่มีแผ่นซีดีติดตั้ง Windows XP ให้ใช้วิธีที่ 2

ขั้นตอนที่ 1
1. ใส่แผ่นซีดีติดตั้ง Windows XP แล้วไปยังโฟลเดอร์ Support\Tools
2. ดับเบิลคลิกไฟล์ Setup.exe
3. จากนั้นทำตามขั้นตอนต่างๆ บนหน้าจอจนกระทั่งถึงหน้า Select An Installation Type
4. ที่หน้าจอ Select An Installation Type ให้คลิก Complete แล้วคลิก Next

ขั้นตอนที่ 2
เมื่อทำการติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ทำตามขั้นตอนต่างๆ ดังต่อไปนี้:
1. คลิก Start คลิก Run พิมพ์ Command แล้วคลิก OK
2. พิมพ์ netdiag /test:winsock แล้วกด ENTER

โปรแกรม Netdiag จะแสดงผลการทดสอบสำหรับองค์ประกอบเน็ตเวิร์กหลายๆ อย่างรวมทั้ง Winsock หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทดสอบให้ใช้พารามิเตอร์ /v ต่อท้ายคำสั่ง netdiag: netdiag /test:winsock /v

วิธีที่ 2: ใช้โปรแกรม Msinfo32
วิธีการตรวจสอบว่าคีย์ Winsock2 เสียหายหรือไม่ โดยใช้โปรแกรม Msinfo32 นั้น จะใช้ได้เฉพาะเมื่อไม่มีแผ่นซีดีติดตั้ง Windows XP และไม่ได้ติดตั้ง Support Tools บนระบบ ตามขั้นตอนดังนี้

1. คลิก Start คลิก Run พิมพ์ Msinfo32 แล้วคลิก OK
2. ในหน้า System Information ให้คลิกขยาย Components ขยาย Network แล้วคลิก Protocol
3. ภายใต้ Protocol จะมีหัวข้อของส่วนต่างๆ 10 หัวข้อ ซึ่งมีชื่อต่างๆ ต่อไปนี้หากคีย์ Winsock2 ไม่ได้รับความเสียหาย:
• MSAFD Tcpip [TCP/IP]
• MSAFD Tcpip [UDP/IP]
• RSVP UDP Service Provider
• RSVP TCP Service Provider
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...

หากชื่อต่างๆ ที่แสดงแตกต่างไปรายการด้านบน แสดงว่าคีย์ Winsock2 เสียหาย หรือถ้าหากมีโปรแกรมเพิ่มเติมอื่นๆ เช่นซอฟต์แวพรอกซี่ติดตั้งไว้ และหากได้ติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมจากผู้ผลิตอื่นๆ ชื่อของโปรแกรมเพิ่มเติมเหล่านั้ยจะแทนที่อักษร "MSAFD" ในรายการ ในกรณีที่มีมากกว่า 10 หัวข้อในลิสต์ แสดงว่ามีโปรแกรมอื่นๆ ติดตั้งไว้ แต่ถ้าหากมีน้อยกว่า 10 หัวข้อ หมายถึงการที่มีข้อมูลขาดหายไป

หมายเหตุ: รายการต่างๆ เหล่านี้แสดงการติดตั้งเฉพาะเมื่อมีการติดตั้งโปรโตคอล TCP/IP เท่านั้น ดังนั้นสามารถมี Winsock ที่ใช้งานเพิ่มเติมได้หากมีการติดตั้งโปรโตคอลอื่นๆ ไว้ ตัวอย่างเช่น หากติดตั้ง NWLink IPX/SPX ไว้ จะเห็นส่วนเพิ่มเติมอื่นๆ อีก 7 ส่วน ทำให้รวมเป็นทั้งหมด 17 ส่วน โดยส่วนหัวของส่วนหนึ่งในส่วนใหม่ คือ MSAFD nwlnkipx [IPX] และแต่ละส่วนใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยการติดตั้ง NWLink IPX/SPX จะเริ่มต้นด้วยชื่อ "MSAFD" โดยมีเพียง 2 หัวข้อเท่านั้นที่ไม่ได้เริ่มต้นชื่อด้วยอักขระต่างๆ เหล่านั้น

หากการทดสอบ Netdiag ล้มเหลว หรือหากผลการตรวจสอบพบว่าเกิดความเสียหายกับ Winsock โดยการดูที่ Msinfo32 จะต้องแก้ไขคีย์ Winsock2 โดยการใช้ขั้นตอนต่างๆ ในส่วนถัดไป

วิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสีย
วิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียนั้น แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ การแก้ไขจากการเสียหายของไฟล์ Winsock2 บน Windows XP Service Pack 2 และ การแก้ไขจากการเสียหายของไฟล์ Winsock2 บน Windows XP ที่ไม่ได้ติดตั้ง SP2

• การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียบน Windows XP Service Pack 2
วิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียบน Windows XP Service Pack 2 (SP2) ไว้ ให้พิมพ์ netsh winsock reset ที่คอมมานด์พรอมท์แล้วกดปุ่ม ENTER

หมายเหตุ: หลังจากทำการรันคำสั่งแล้วให้ทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ สำหรับคอมพิวเตอร์ที่รัน Windows XP SP2 สามารถใช้ netsh ทำการสร้างคีย์ Winsock ใหม่ได้ โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์ต่อไปนี้: http://www.microsoft.com/technet/prodtechnol/winxppro/maintain/sp2netwk.mspx

คำเตือน: การรันคำสั่ง netsh winsock reset นั้น อาจมีผลกระทบกับโปรแกรมต่างๆ เช่น โปรแกรมป้องกันไวรัส ไฟร์วอลล์หรือไคลเอนต์พร็อกซี่ เป็นต้น

หากมีโปรแกรมที่ทำงานได้ไม่ถูกต้องหลังจากทำการแก้ปัญหาด้วยวิธีการด้านบน อาจจะต้องทำติดตั้งโปรแกรมนั้นๆ ใหม่เพื่อให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง

หมายเหตุ: หากขั้นตอนเหล่านี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ให้ทำตามขั้นตอนต่างๆ ในส่วนถัดไป

• การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียบน Windows XP ที่ไม่ได้ติดตั้ง Service Pack 2
การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียบน Windows XP ที่ไม่ได้ติดตั้ง Service Pack 2 ให้ลบรีจิสตรีคีย์ที่เสียหายทิ้ง แล้วติดตั้งโปรโตคอล TCP/IP ใหม่ ตามขั้นตอนดังนี้

• ขั้นที่ 1: ลบรีจิสตรีคีย์ที่เสียหาย
ข้อควรระวัง: บทความนี้มีการดำเนินการแก้ไขรีจิสตรี ดังนั้น เพื่อให้สามารถทำการเรียกคืนรีจิสตรี ได้ในกรณีเกิดปัญหา โปรดสำรองรีจิสตรีไว้ก่อนที่จะแก้ไข

1. คลิก Start และคลิก Run
2. ในช่อง Open ให้พิมพ์ regedit และคลิก OK
3. ในหน้าต่าง Registry Editor หาคีย์ต่างๆ ดังต่อไปนี้ จากนั้นคลิกขวาที่แต่ละคีย์ แล้วคลิก Delete
HKEY_LOCAL_MACHINE\System\CurrentControlSet\Services\Winsock
HKEY_LOCAL_MACHINE\System\CurrentControlSet\Services\Winsock2


4. เมื่อระบบพรอมต์ให้ยืนยันการลบ ให้คลิก Yes

หมายเหตุ: หลังจากทำการลบคีย์ Winsock แล้ว ให้ทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ระบบปฏิบัติการ Windows XP สร้างรายการเชลล์ใหม่สำหรับคีย์ทั้งสอง หากไม่ทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์หลังจากลบคีย์ Winsock ขั้นตอนถัดไปจะทำงานไม่ถูกต้อง

• ขั้นที่ 2: ทำการติดตั้ง TCP/IP
1. คลิก Start คลิก Control Panel แล้วคลิก Network Connection
2. คลิกขวาที่ network connection แล้วคลิก Properties
3. คลิก Install
4. คลิก Protocol แล้วคลิก Add
5. คลิก Have Disk
6. พิมพ์ C:\Windows\inf แล้วคลิก OK
7. ในลิสต์ของโปรโตคอลต่างๆ ที่ใช้ได้ ให้คลิก Internet Protocol (TCP/IP)แล้วคลิก OK
8. ทำการรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์

วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับ
• Microsoft Windows XP Home Edition
• Microsoft Windows XP Professional Edition
• Microsoft Windows Server 2003 Standard Edition
• Microsoft Windows Server 2003 Enterprise Edition

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
How to determine and to recover from Winsock2 corruption in Windows Server 2003, in Windows XP/Vista

Winsock2 corruption Winsock KB811259

© 2008 TWA Blog, All Rights Reserved.

Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1

Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1
Microsoft File Server Migration Toolkit เป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้ดูแลระบบในการไมเกรตไฟล์เซิร์ฟเวอร์หรือการคอนโซลิเดตไฟล์เซิร์ฟเวอร์เก่าไปยังไฟล์เซิร์ฟเวอร์ใหม่ โดยที่พาธของการแชร์ หรือ Universal Naming Convention (UNC) ยังเหมือนเดิม เพื่อที่ยูสเซอร์สามารถแอคเซสแชร์โฟลเดอร์โดยใช้ Universal Naming Convention (UNC) ของการแชร์ตัวเดิมหลังจากทำการไมเกรตหรือการคอนโซลิเดตเสร็จแล้ว

Microsoft File Server Migration Toolkit จะใช้เซอร์วิส Distributed File System (DFS) ในการทำงาน โดยสามารถทำการดาวน์โหลด Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 ได้จากเว็บไซต์ของ Microsoft ตามรายละเอียดด้านล่าง

Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1
ชื่อไฟล์:
- FSMigrate_x64.msi สำหรับระบบ 64 บิต
- FSMigrate_x64.msi สำหรับระบบ 64 บิต
เวอร์ชัน: 1.1
วันที่ออก: 10/27/2008
ขนาดของไฟล์: 1.3MB (x86)/1.3MB (x64)
เวลาดาวน์โหลดโดยประมาณ: 9 นาที (Dial-up 56K)
ภาษา: English, Freach, German, Japanese และ Spanish
การดาวน์โหลด:
เว็บไซตสำหรับดาวน์โหลด Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1
คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด Microsoft FSMT 1.1 x64
คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด Microsoft FSMT 1.1 x86

ความต้องการระบบ
Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 รองรับระบบปฏิบัติการ Windows Server 2003 R2 (32-Bit x86) Windows Server 2003 Service Pack 2, Windows Server 2008

ความต้องการด้าน DFS Consolidation Root Wizard และ Dfsconsolidate.exe
• บนเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น DFS Consolidation Root จะต้องคอนฟิก Windows Firewall ให้อนุญาต WMI calls ซึ่ง DFS Consolidation Root Wizard จะต้องใช้ WMI ในการในการตรวจสอบว่ามีการทำงานเป็นแบบคลัสเตอร์หรือไม่ โดยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ connecting to WMI remotely starting with Windows Vista สามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ http://go.microsoft.com/fwlink/?LinkID=120250

• เซิร์ฟเวอร์ที่เป็น Distributed File System (DFS) root ซึ่งเป็นโฮสต์ของ DFS consolidation roots จะต้องมีระบบดังนี้
# DFS root server จะต้องไม่เป็น domain controller.
# DFS root server จะต้องรันระบบปฏิบัติการดังต่อไปนี้
# - Windows Server 2003, Enterprise Edition with Service Pack 2
# - Windows Server 2003, Datacenter Edition with Service Pack 2
# - Windows Storage Server 2003, Enterprise Edition
# - Windows Server 2008, Enterprise Edition
# - Windows Server 2008, Datacenter Edition
# - Windows Storage Server 2008, Enterprise Edition

• ในกรณี DFS root server เป็นส่วนหนึ่งของคลัสเตอร์ ก่อนที่จะทำการรัน DFS Consolidation Root Wizard จะต้องสร้างหรือกำหนดกลุ่มทรัพยากรที่จะใช้ในการสร้าง consolidation root โดยที่กลุ่มทรัพยากรจะต้องประกอบด้วยหมายเลขไอพีและดิสก์ทางกายภาพ

เครื่องไคลเอ็นต์ที่จะแอคเซส DFS Namespaces ซึ่งเซตอัพโดย DFS Consolidation Root Wizard and Dfsconsolidate.exe จะต้องรันระบบปฏิบัติการดังต่อไปนี้
- Windows Server 2003 family
- Windows XP Professional
- Windows 2000 Server family
- Windows 2000 Professional
- Windows NT Server 4.0 with Service Pack 6a (SP6a)
- Windows NT Workstation 4.0 with SP6a
- Windows NT Vista
- Windows Server 2008 family

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 Download


Keywords: Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 FSMT1.1

© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.

Monday, September 29, 2008

ShellRunas - launching programs under different accounts in Windows XP

การรันโปรแกรมภายใต้แอคเคาท์อื่นใน Windows XP โดยใช้ ShellRunas
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

โดยดีฟอลท์บน Windows Vista นั้น มีทางเลือกในการรันโปรแกรมภายใต้ยูสเซอร์ Administrator โดยผ่านฟีเจอร์ User Account Control และหากต้องการรันโปรแกรมภายใต้แอคเคาท์อื่นๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยใช้ Group Poilicy Editor ทำการคอนฟิก "User Account Control:Behavior of the elevation prompt for administrators in Administrative Approval Mode เป็น "Prompt for credentials" (อ่านรายละเอียดได้ที่ การรันโปรแกรมภายใต้ยูสเซอร์อื่นบน Windows Vista) แต่หากไม่ต้องการทำการคอนฟิกแบบแมนนวลก็สามารถใช้โปรแกรมฟรีที่ชื่อว่า ShellRunas (โปรแกรม ShellRunas พัฒนาโดย Mark Russinovich and Jon Schwartz แห่ง Sysinternals เวอร์ชันขณะที่เขียนบทความนี้คือ 1.01 ขนาดไฟล์ 50 KB) ซึ่งดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ ดาวน์โหลดโปรแกรม ShellRunas

การใช้งานโปรแกรม ShellRunas
โปรแกรม ShellRunas สามารถทำงานบน Windows XP, Windows Server 2003, Windows Vista และ Windows Server 2008 สำหรับวิธีการใช้งานโปรแกรม ShellRunas นั้น หลังจากทำการดาวนโหลดเสร็จก็ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
1. ให้เปลี่ยนไปโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ Shellrunas.zip จากนั้นให้ทำการแตกไฟล์ ซึ่งจะได้ไฟล์ 2 ไฟล์ คือ Eula.txt และ ShellRunas.exe
2. จากนั้นให้เปิดหน้าต่างคอมมานด์พร้อมท์ แล้วเปลี่ยนไปทำงานในโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ ShellRunas.exe
3. ทำการเพิ่มคำสั่ง Runas เข้าเป็นคำสั่งใน context-menu โดยรันคำสั่งดังนี้ ShellRunas.exe /reg
4. คลิก OK ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ที่แจ้งผลการทำงาน เสร็จแล้วปิดหน้าต่างคอมมานด์พร้อมท์

หลังทำการเพิ่มคำสั่ง Runas เข้าเป็นคำสั่งเมื่อทำการคลิกขวา (Context menu) เสร็จแล้ว ทดสอบการทำงานโดยการคลิกขวาที่โปรแกรมที่ต้องการรันแล้วคลิก Run as different user... จากนั้นในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ ShellRunas ให้ใส่ยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดของยูสเซอร์ที่มีสิทธิ์ระดับ Administrators ที่ต้องการใช้รันโปรแกรม ตัวอย่างเช่น Adminisrator เป็นต้น เสร็จแล้วคลิก OK

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
การรันโปรแกรมภายใต้ยูสเซอร์อื่นบน Windows Vista

ShellRunas ShellRunas.exe Shell Runas Run as

© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.

Sunday, September 21, 2008

การใช้คำสั่งคอนโทรลพาเนลเวอร์ชัน 32 บิต บนระบบ 64 บิต

การใช้คำสั่งคอนโทรลพาเนลเวอร์ชัน 32 บิต บนระบบ 64 บิต
บนระบบปฏิบัติการ Windows XP Professional หรือ Windows Server 2003 เวอร์ชัน 64 บิต นั้น จะมีคำสั่งคอนโทรลพาเนลเวอร์ชัน 32 บิตมาให้ด้วย โดยมีวิธีการใช้งาน ดังนี้

1. คลิก Start คลิก Control Panel
2. ในหน้าต่าง Control Panel ให้ดับเบิลคลิกที่ View x86 Control Panel Icons

หมายเหตุ: คำสั่งคอนโทรลพาเนลเวอร์ชัน 32 บิต บนระบบ 64 บิต นั้น ไม่สามารถเปิดด้วยคำสั่ง Run จาก Start menu ได้

สามารถใช้ได้กับ
• Microsoft Windows Server 2003, Enterprise x64 Edition
• Microsoft Windows Server 2003, Datacenter x64 Edition
• Microsoft Windows Server 2003, Standard x64 Edition
• Microsoft Windows XP Professional x64 Edition


Keywords: 32-bit Control Panel KB888832

© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.

Saturday, September 6, 2008

How to backup event logs in Windows Server 2003

การแบ็คอัพ Event Logs ใน Windows Server 2003
เอนทรี่นี้จะสาธิตวิธีการแบ็คอัพ Event Logs บน Windows Server 2003 Server

แนะนำ Event Logs
Event Logs คือ ล็อกของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนระบบตามข้อกำหนดในการออดิตระบบ ซึ่งโดยทั่วไปบน Windows Server 2003 Server จะแบ่งประเภทของล็อกเหตุการณ์เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. Application
2. Security
3. System

ขั้นตอนการแบ็คอัพ Event Logs ใน Windows Server 2003
วิธีการแบ็คอัพ Event Logs ใน Windows Server 2003 มีขั้นตอนดังนี้
1. เรียกใช้โปรแกรม Event Viewer โดยคลิก Start คลิก Administrative Tools คลิก Event Viewer จะได้หน้าต่าง Event Viewer
2. ในหน้าต่าง Event Viewer ในส่วนเนวิเกตแพนให้คลิกขวาที่ประเภทของล็อกเหตุการณ์ที่ต้องการแบ็คอัพ เช่น Security แล้วเลือก Save Log File As…
3. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Save "ประเภทของล็อกเหตุการณ์" As ให้เนวิเกตไปยังโฟลเดอร์ที่ใช้เก็บไฟล์แบ็คอัพ Event Logs จากนั้นพิมพ์ชื่อไฟล์แบ็คอัพ Event Logs ในกล่อง File name: เสร็จแล้วคลิก Save รอจนการทำงานแล้วเสร็จ
4. ปิดหน้าต่าง Event Viewer เพื่อจบการแบ็คอัพ Event Logs

Keywords: Backup Back up Event Logs

© 2008 TWA Blog, All Rights Reserved.

Saturday, August 2, 2008

วิธีการดีเลย์การโหลดเซอร์วิส

วิธีการดีเลย์การโหลดเซอร์วิส
ยูสเซอร์ที่ใช้ระบบฏิบัติการ Windows NT/Xp หรือ Serve 2003 นั้น อาจเคยประสบกับปัญหา การรันเซอร์วิสไม่สัมพันธ์กับการโหลดฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์ประกอบ โดยเฉพาะบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ค่อนข้างเก่าที่การทำงานของฮาร์ดแวร์จะค่อนข้างช้า ตัวอย่างเช่น ระบบอาจจะทำการรันเซอร์วิส DHCP ก่อนที่การโหลดไดร์ฟเวอร์ของการ์ดแลนจะเสร็จเรียบร้อย ซึ่งทำให้การรันเซอร์วิส DHCP เกิคความล้มเหลว

วิธีการแก้ไข
สำหรับวิธีการแก้ไขปัญหานี้สามารถทำได้โดยการกำหนดการเงื่อนไขการโหลดเซอร์วิสในรีจีทรีย่อย HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\ ตามขั้นตอนดังนี้

1. เปิดโปรแกรม Registry Editor โดยการคลิก Statr คลิก Run พิมพ์ regedit เสร็จแล้วกด Enter
2. ในหน้าต่างโปรแกรม Registry Editor ให้ไปที่รีจีทรีย่อย HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\
3. คลิกขวาที่ Service name คลิก New คลิก Multi-String Value โดยตั้งชื่อเป็น DependOnService
4. ดับเบิลคลิกที่คีย์ย่อย DependOnService ที่สร้างในขั้นตอนที่ 3 แล้วกำหนดเซอร์วิสต่างๆ ที่ต้องทำการสตาร์ทก่อนที่จะทำการสตาร์ทเซอร์วิส Service name โดยให้ใส่ชื่อของเซอร์วิสทีละบรรทัดแล้วกด Enter เมื่อกำหนดเสร็จแล้วให้คลิก OK
5. ทำการรีสตาร์ทระบบ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล

หมายเหตุ:
ชื่อของเซอร์วิสที่ใส่นั้น จะต้องตรงกับชื่อที่ปรากฏภายใต้รีจีทรีย่อย HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\ ตัวอย่างเช่น เซอร์วิส DHCP จะขึ้นอยู่กับเซอร์วิส Tcpip, Afd และ NetBT เป็นต้น

วิธีการนี้สามารถนำไปใช้ได้กับ
• Microsoft Windows NT Workstation 4.0 Developer Edition
• Microsoft Windows NT Server 4.0 Standard Edition
• Microsoft Windows 2000 Professional Edition
• Microsoft Windows 2000 Server
• Microsoft Windows 2000 Advanced Server
• Microsoft Windows XP Professional
• Microsoft Windows XP Home Edition
• Microsoft Windows Server 2003, Standard Edition (32-bit x86)
• Microsoft Windows Server 2003, Enterprise Edition (32-bit x86)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• http://support.microsoft.com/kb/193888/en-us


delay loading services

© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.