Saturday, April 26, 2008

การจัดการ OU บนวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 แอ็กทีฟไดเร็กตอรี

การจัดการออร์แกไนเซชันยูนิต (Organization Unit) บนวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 แอ็กทีฟไดเร็กตอรี
ออร์เกไนเซชันยูนิต (Organizational Unit หรือ OU) นั้น เปรียบเสมือนโฟลเดอร์ในระบบวินโดวส์ โดยออร์เกไนเซชันยูนิต นั้น สามารถใช้เก็บอ็อบเจ็กต่างๆ เช่น ออร์เกไนเซชันยูนิตอื่นๆ ยูสเซอร์ กรุ๊ป หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น โดยแอดมินต้องทำการจัดการ ในด้านต่างๆ เช่น การสร้างออร์เกไนเซชันยูนิตขึ้นมาใหม่ หรือ การย้ายออร์เกไนเซชันยูนิตจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง เป็นต้น

การสร้างออร์เกไนเซชันยูนิตใหม่ (New Organizational Unit)
การสร้างออเกไนเซชันยูนิตใหม่ (New Organizational Unit) มีขั้นตอนดังนี้

1. เปิดหน้าต่าง Manage Your Server โดยการคลิก Start คลิก Manage Your Server
2. ในหน้าต่าง Manage Your Server คลิก Manage Users and Computers in Active Directory หรือเรียกโปรแกรม ADUC โดยคลิก Start คลิก All Programs คลิก Administrator Tools คลิก Active Directory Users and Computers
3. ในหน้าต่าง Active Directory Users and Computers ในด้านคอนโซลทรีให้คลิกขวาที่คอนเทนเนอร์ (Domain หรือ OU) ที่ต้องการสร้าง OU ภายใน แล้วคลิก New จากนั้นคลิก Organization Unit จากชอร์ตคัทเมนู


รูปที่ 1 New OU

4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ New Object- Organization Unit ให้พิมพ์ชื่อของ OU ในช่องว่างใต้ Name เสร็จแล้วคลิก OK


รูปที่ 2 OU's Name

การย้ายออร์เกไนเซชันยูนิต (Move Organizational Unit)
การย้ายออเกไนเซชันยูนิต (Move Organizational Unit) มีขั้นตอนดังนี้
1. เปิดหน้าต่าง Manage Your Server โดยการคลิก Start คลิก Manage Your Server
2. ในหน้าต่าง Manage Your Server คลิก Manage Users and Computers in Active Directory หรือเรียกโปรแกรม ADUC โดยคลิก Start คลิก All Programs คลิก Administrator Tools คลิก Active Directory Users and Computers
3. ในหน้าต่าง Active Directory Users and Computers ในด้านคอนโซลทรีให้คลิกขวาที่ออเกไนเซชันยูนิตที่ต้องการย้าย แล้วคลิก Move จากชอร์ตคัทเมนู


รูปที่ 3 Move OU

4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Move ให้คลิกเลือกคอนเทนเนอร์ (Domain หรือ OU) ที่ต้องการย้ายออเกไนเซชันยูนิต ไปอยู่ภายในเสร็จแล้วคลิก OK


รูปที่ 4 Move object into container

การเปลี่ยนชื่อออร์เกไนเซชันยูนิต (Rename Organizational Unit)
การเปลี่ยนชื่อออร์เกไนเซชันยูนิต (Rename Organizational Unit) มีขั้นตอนดังนี้
1. เปิดหน้าต่าง Manage Your Server โดยการคลิก Start คลิก Manage Your Server
2. ในหน้าต่าง Manage Your Server คลิก Manage Users and Computers in Active Directory หรือเรียกโปรแกรม ADUC โดยคลิก Start คลิก All Programs คลิก Administrator Tools คลิก Active Directory Users and Computers
3. ในหน้าต่าง Active Directory Users and Computers ในด้านคอนโซลทรีให้คลิกขวาที่ออร์เกไนเซชันยูนิตที่ต้องการเปลี่ยนชื่อ แล้วคลิก Rename จากชอร์ตคัทเมนู


รูปที่ 5 Rename OU

4. พิมพ์ชื่อใหม่ที่ต้องการ เสร็จกดปุ่ม OK


รูปที่ 6 New name

การลบออร์เกไนเซชันยูนิต (Delete Organizational Unit)
การลบออร์เกไนเซชันยูนิต (Delete Organizational Unit) มีขั้นตอนดังนี้
1. เปิดหน้าต่าง Manage Your Server โดยการคลิก Start คลิก Manage Your Server
2. ในหน้าต่าง Manage Your Server คลิก Manage Users and Computers in Active Directory หรือเรียกโปรแกรม ADUC โดยคลิก Start คลิก All Programs คลิก Administrator Tools คลิก Active Directory Users and Computers
3. ในหน้าต่าง Active Directory Users and Computers ในด้านคอนโซลทรีให้คลิกขวาที่ออร์เกไนเซชันยูนิตที่ต้องการลบ แล้วคลิก Delete จากชอร์ตคัทเมนู


รูปที่ 7 Delete OU

4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ถัดไปวินโดวส์จะให้ยืนยันการลบ คลิก Yes เพื่อยืนยันการลบ


รูปที่ 8 Confirm delete OU

5. ในกรณีที่มีออปเจ็กต์อยูภายในออร์เกไนเซชันยูนิต วินโดวส์จะถามว่าต้องการลบออร์เกไนเซชันยูนิตและออปเจ็กต์ทั้งหมดที่อยู่ภายในหรือไม่ คลิก Yes เพื่อยืนยันการลบ* (ถ้าหากมีออปเจ็กต์อยู่ใน OU เป็นจำนวนมากอาจใช้เวลานานในการลบ)


รูปที่ 9 Confirm delete OU and objects

* หลังจากยืนยันจะทำให้ออร์เกไนเซชันยูนิตและออปเจ็กต์ที่อยู่ภายในออร์เกไนเซชันยูนิตทั้งหมดจะถูกลบ


Keywords: Windows Server 2003 Organization Unit

© 2008 dtplertkrai. All Rights Reserved

Microsoft Security Bulletin (Minor Revisions)

ไมโครซอฟท์ซีเคียวริตี้อัพเดทไมเนอร์ริวิชัน (Minor Revisions)

วันที่ออกอัพเดท: 23 เมษายน 2551
อัพเดทที่ปรับปรุงใหม่: เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2551 ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้ทำการปรับปรุงซีเคียวริตี้อัพเดทเพิ่มเติมจำนวน 5 ตัว โดยปรับปรุงอัพเดทเป็น Revision ต่างๆ ตามรายละเอียดด้านล่าง

Microsoft Security Bulletin 07-015: Vulnerabilities in Microsoft Office Could Allow Remote Code Execution (932554)
อัพเดทลิงก์: http://www.microsoft.com/technet/security/bulletin/ms07-015.mspx
- เหตุผลในการปรับปรุง: ทำการลบ Microsoft Visio 2002 ในเวอร์ชัน Office XP Service Pack 3 ออกจากซอฟต์แวร์ที่ได้รับผกระทบ และทำการแยกตารางของ Microsoft Visio 2002 Service Pack 2 ในตารางต่างหาก
- การอัพเดทตัวนี้จะแทนการอัพเดทตัวเดิมที่ออกเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2550
- วันที่ออกอัพเดท 23 เมษายน 2551
- ระดับความร้ายแรง: ระดับวิกฤต (Critical)
- เวอร์ชัน: 1.2
ซอฟต์แวร์ที่ได้รับผลกระทบ:
- Office 2000 Service Pack 3
- Office XP Service Pack 3
- Office 2003 Service Pack 2
- Microsoft Office 2004 for Mac
ผลกระทบ: Remote Code Execution

Microsoft Security Bulletin 07-040: Vulnerabilities in .NET Framework Could Allow Remote Code Execution (931212)
อัพเดทลิงก์: http://www.microsoft.com/technet/security/bulletin/ms07-040.mspx
- เหตุผลในการปรับปรุง: ทำการลบความผิดพลาดที่อ้างอิงกับ Windows XP Professional x64 Edition Service Pack 3
- การอัพเดทตัวนี้จะแทนการอัพเดทตัวเดิมที่ออกเมื่อ 10 กรกฎาคม 2550
- วันที่ออกอัพเดท 23 เมษายน 2551
- ระดับความร้ายแรง: ระดับวิกฤต (Critical)
- เวอร์ชัน: 3.1
ซอฟต์แวร์ที่ได้รับผลกระทบ:
- Windows 2000 Service Pack 4
- Windows XP Service Pack 2
- Windows XP Professional x64 Edition
- Windows XP Professional x64 Edition Service Pack 2
- Windows Server 2003 Service Pack 1
- Windows Server 2003 Service Pack 2
- Windows Server 2003 x64 Edition
- Windows Server 2003 x64 Edition Service Pack 2
- Windows Server 2003 with SP1 for Itanium-based Systems
- Windows Server 2003 with SP2 for Itanium-based Systems
- Windows Vista
- Windows Vista x64
ผลกระทบ: Remote Code Execution

Microsoft Security Bulletin 08-019: Vulnerabilities in Microsoft Visio Could Allow Remote Code Execution (949032)
อัพเดทลิงก์: http://www.microsoft.com/technet/security/bulletin/ms08-019.mspx
- เหตุผลในการปรับปรุง: อัพเดท FAQ ให้เห็นชัดเจนว่าในรีวิชัน 1.4 (18 เมษายน 2551) นั้น จะเปลี่ยนแปลงการตรวจสอบเท่านั้น
- การอัพเดทตัวนี้จะแทนการอัพเดทตัวเดิมที่ออกเมื่อ 8 เมษายน 2551
- วันที่ออกอัพเดท 23 เมษายน 2551
- ระดับความร้ายแรง: ระดับสูง (Important)
- เวอร์ชัน: 1.5
ซอฟต์แวร์ที่ได้รับผลกระทบ:
- Microsoft Visio 2002 Service pack 3
- Microsoft Visio 2003 Service Pack 2
- Microsoft Visio 2003 Service Pack 3
- Microsoft Visio 2007
- Microsoft Visio 2007 Service Pack 1
ผลกระทบ: Remote Code Execution

Microsoft Security Bulletin 08-023: Security Update of ActiveX Kill Bits (948881)
อัพเดทลิงก์: http://www.microsoft.com/technet/security/bulletin/ms08-023.mspx
- เหตุผลในการปรับปรุง: แก้ไขค่ารีจีสทรีคีย์สำหรับ Windows Server 2003 x64 ทุกๆ เอดิชันให้ถูกต้อง
- การอัพเดทตัวนี้จะแทนการอัพเดทตัวเดิมที่ออกเมื่อ 8 เมษายน 2551
- วันที่ออกอัพเดท 23 เมษายน 2551
- ระดับความร้ายแรง: ระดับวิกฤต (Critical)
- เวอร์ชัน: 1.2
ซอฟต์แวร์ที่ได้รับผลกระทบ:
- Microsoft Internet Explorer 5.01 Service Pack 4
- Microsoft Internet Explorer 6 Service Pack 1
- Microsoft Windows XP Service Pack 2
- Windows XP Professional x64 Edition และ Windows XP Professional x64 Edition Service Pack 2
- Windows Server 2003 Service Pack 1 และ Windows Server 2003 Service Pack 2
- Windows Server 2003 x64 Edition และ Windows 2003 Server x64 Edition Service Pack 2
- Windows Server 2003 Service Pack 1 สำหรับ Itanium-based และ Windows Server 2003 with SP2 สำหรับ Itanium based
- Windows Vista และ Windows Vista Service Pack 1
- Windows Vista x64 Edition และ Windows Vista x64 Edition Service Pack 1
- Windows Server 2008 for 32-bit
- Windows Server 2008 for x64-based
- Windows Server 2008 สำหรับ Itanium-based
ผลกระทบ: Remote Code Execution

Microsoft Security Bulletin 08-024: Cumulative Security Update for Internet Explorer (947864)
อัพเดทลิงก์: http://www.microsoft.com/technet/security/bulletin/ms08-024.mspx
- เหตุผลในการปรับปรุง: ทำการลบความผิดพลาดที่อ้างอิงกับ Windows XP Professional x64 Edition Service Pack 3
- การอัพเดทตัวนี้จะแทนการอัพเดทตัวเดิมที่ออกเมื่อ 8 เมษายน 2551
- วันที่ออกอัพเดท 23 เมษายน 2551
- ระดับความร้ายแรง: ระดับวิกฤต (Critical)
- เวอร์ชัน: 2.1
ซอฟต์แวร์ที่ได้รับผลกระทบ:
- Internet Explorer 5.01 Service Pack 4 on Microsoft Windows 2000 Service Pack 4
- Internet Explorer 6 Service Pack 1 when installed on Microsoft Windows 2000 Service Pack 4
- Internet Explorer 6 for Windows XP Service Pack 2
- Internet Explorer 6 for Windows XP Professional x64 Edition และ Windows XP Professional x64 Edition Service Pack 2
- Internet Explorer 6 for Windows Server 2003 Service Pack 1 และ Windows Server 2003 Service Pack 2
- Internet Explorer 6 for Windows Server 2003 x64 Edition และ Windows Server 2003 x64 Edition Service Pack 2
- Internet Explorer 6 for Windows Server 2003 Service Pack 1 สำหรับ Itanium-based และ Windows Server 2003 with SP2 สำหรับ Itanium-based
- Internet Explorer 7 for Windows XP Service Pack 2
- Internet Explorer 7 for Windows XP Professional x64 Edition และ Windows XP Professional x64 Edition Service Pack 2
- Internet Explorer 7 for Windows Server 2003 Service Pack 1 และ Windows Server 2003 Service Pack 2
- Internet Explorer 7 for Windows Server 2003 x64 Edition และ Windows Server 2003 x64 Edition Service Pack 2
- Internet Explorer 7 for Windows Server 2003 Service Pack 1 สำหรับ Itanium-based และ Windows Server 2003 with SP2 สำหรับ Itanium-based
- Internet Explorer 7 ใน Windows Vista และ Windows Vista Service Pack 1
- Internet Explorer 7 ใน Windows Vista x64 Edition และ Windows Vista x64 Edition Service Pack 1
- Internet Explorer 7 ใน Windows Server 2008 for 32-bit
- Internet Explorer 7 ใน Windows Server 2008 for x64-based
- Internet Explorer 7 ใน Windows Server 2008 สำหรับ Itanium-based
ผลกระทบ: Remote Code Execution

Keywords: MS08-024 MS08-023 MS08-019 MS07-015 MS07-040 KB932554 KB931212 KB949032 KB948881 KB947864

Copyright © 2008 TWA Blog. All Rights Reserved.

มาตรฐานความละเอียดการแสดงผลของ Monitor

บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

ผมรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐานความละเอียดการแสดงผล (Resolution) ของจอภาพคอมพิวเตอร์ (Monitor) สำหรับเป็นข้อมูลอ้างอิงในการเลือกซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งการแสดงผลของกราฟฟิกนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. จอภาพแบบธรรมดา (Standard Screen) มีอัตราส่วนความกว้าง:ความสูงเท่ากับ 4:3 จอภาพประเภทนี้จะมีทั้งแบบ CRT และ LCD
2. จอภาพแบบไวด์ (Wide Screen) มีอัตราส่วนความกว้าง:ความสูงเท่ากับ 16:9 จอภาพประเภทนี้จะมีเฉพาะแบบ LCD เพียงอย่างเดียว

Standard Screen
มาตรฐานความละเอียดการแสดงผลของจอภาพแบบธรรมดา มีดังนี้
• VGA (Video Graphics Array) = 640x480
• SVGA (Super Video Graphics Array) = 800x600
• XGA (Extended Graphics Array )= 1024x768
• SXGA (Super eXtended Graphics Array) = 1280x1024
• SXGA+ = 1400x1050
• UXGA (Ultra eXtended Graphics Array) = 1600x1200
• QXGA (Quad eXtended Graphics Array) = 2048x1536 หรือ 2048x1600

Wide Screen
มาตรฐานความละเอียดการแสดงผลของจอภาพแบบไวด์ มีดังนี้
• WXGA (Wide Extended Graphics Array) = 1280x800 หรือ 1366x768
• WSXGA (Wide Super eXtended Graphics Array) = 1600x900 ถึง 1680 x 1050
• WUXGA (Wide Ultra eXtended Graphics Array) = 1920x1200
• WQXGA(Wide Quad eXtended Graphics Array) = 2560x1600

ค่าความละเอียดที่เหมาะสมของจอภาพ
การตั้งค่าความละเอียดของจอภาพที่เหมาะสมจะทำให้การใช้งานได้สบายตาขึ้น โดยค่าที่เหมาะสมนั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดของจอภาพ ตามรายละเอียดดังนี้
1. จอภาพขนาด 15" Monitor ค่าความละเอียดที่เหมาะสมคือ: 1024x768 (60Hz refresh rate, 24-bit color หรือ สูงกว่า)
2. จอภาพขนาด 17", 18", 19" Monitor ค่าความละเอียดที่เหมาะสมคือ: 1204x768 (60Hz refresh rate, 24-bit color หรือ สูงกว่า)
3. จอภาพขนาด 19" Wide Monitor ค่าความละเอียดที่เหมาะสมคือ: 1440x900 (60Hz refresh rate, 24-bit color หรือ สูงกว่า)
4. จอภาพขนาด 20" Monitor ค่าความละเอียดที่เหมาะสมคือ: 1600x1200 (60Hz refresh rate, 24-bit color หรือ สูงกว่า)
5. จอภาพขนาด 20", 22" Wide Monitor ค่าความละเอียดที่เหมาะสมคือ: 1680x1050 (60Hz refresh rate, 24-bit color หรือ สูงกว่า)
6. จอภาพขนาด 23", 24" Wide Monitor ค่าความละเอียดที่เหมาะสมคือ: 1920x1200 (60Hz refresh rate, 24-bit color หรือ สูงกว่า)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• WikiPedia เว็บไซต์ http://en.wikipedia.org/

Keywords: Monitor Screen resolution

© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.

การแพตช์ Windows Server 2008 ด้วย WSUS

การแพตช์ Windows Server 2008 ด้วย WSUS
สำหรับยูสเซอร์แบบองค์กรที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows Server 2008 และมีการติดตั้งให้บริการเซิร์ฟเวอร์ Windows Server Update Services (WSUS) นั้น สามารถทำการแพตช์หรืออัพเดทเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Server 2008 ผ่านทางเซิร์ฟเวอร์ WSUS ได้

การแพตช์หรืออัพเดทเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Server 2008 ผ่านทางเซิร์ฟเวอร์ WSUS ขั้นแรกนั้นผู้ดูแลเซิร์ฟเวอร์ WSUS จะต้องทำการคอนฟิก Synchronization Options ของเซิร์ฟเวอร์ WSUS ให้รองรับการอัพเดทระบบปฏิบัติการ Windows Server 2008 โดยการเพิ่ม Windows Server 2008 เข้าในรายการ Product and Classifications ก่อน ตามวิธีการดังนี้

1. จากหน้า WSUS Home ไปที่ Options
2. คลิก Synchronization Options
3. Products and Classifications คลิก Change
4. ในหน้าไดอะล็อก Add/Remove Products คลิกเลือก Windows Server 2008 ดังรูปที่ 1


รูปที่ 1. Add Windows Server 2008

5. จากนั้นทำการบันทึกการตั้งค่าโคยลิกที่ Save settings
6. เมื่อทำการบันทึกการตั้งค่าเสร็จแล้วให้ทำการ Synchronize โดยคลิกที่ Synchronize now หากมีความผิดพลาดให้ทำการแก้ไขให้ถูกต้อง
7. เมื่อทำการ Synchronize ก็ให้ทำการตวจสอบ Update และทำการ approve เพื่อให้ทำการติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย
8. ที่เครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Server 2008 ให้ทำการคอนฟิกให้ทำการอัพเดทจากเซิร์ฟเวอร์ WSUS ขององค์กร (อ่านรายละเอียดที่ http://windowsserveradmin.blogspot.com/2007/03/group-policy-editor.html)
9. ที่เครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Vista ให้ทำการรันคำสั่ง wuauclt /detectnow ที่คอมมานด์พร็อมพ์ ซึ่งวินโดวส์จะทำการตรวจสอบอัพเดทและหากมีอัพเดทใหม่ก็จะทำงานตามที่ได้คอนฟิกในขั้นตอนที่ 8

Keywords: Update Windows Vista WSUS

© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.

การแบ็คอัพ System State ใน Windows Server 2003

การแบ็คอัพ System State ใน Windows Server 2003
รู้จักกับ System State
System State ของระบบปฏิบัติการวินโดวส์ คือ ข้อมูลต่างๆ ของระบบ เช่น Registry, COM Class Registration database, และ System boot file ถ้าเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็จะรวม Certificate Service database ถ้าเป็น Domain Cntroller จะรวมถึง Active Directory services database และ SYSVOL directory

การแบ็คอัพ System State ใน Windows Server 2003 มีขั้นตอนดังนี้

• ขั้นตอนการ Backup System State Data
1. เรียกใช้โปรแกรม Backup โดยคลิก Start คลิก All Programs คลิก Accessoriesคลิก System Tools คลิก Backup จะได้หน้าต่าง Backup Utility
2. ในหน้าต่าง Backup Utility บนแท็บ Welcome คลิก Backup Wizard (Advanced) จะได้ไดอะล็อกบ็อกซ์ Backup Wizard ให้คลิก Next เพื่อเริ่มทำการ Backup
3. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ What to Back Up เลือก Only backup the System State data เสร็จแล้วให้คลิก Next
4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Backup Type, Destination, and Name ให้เลือกโฟลเดอร์ที่จะใช้เก็บไฟล์ Backup โดยในส่วน Choose a place to save your backup: ให้คลิกเม้าส์ที่ปุ่ม Browse เลือกโฟลเดอร์ที่ต้องการแล้วคลิก Open จากนั้นในหน้า Save As ให้ใส่ชื่อไฟล์ที่ต้องการในกล่อง File name เสร็จแล้วคลิก Save จากนั้นหากต้องการกำหนดชื่อให้การ Backup เอง ให้พิมพ์ชื่อที่ต้องการในกล่องType a name for this backup (โดยดีฟอลท์ระบบกำหนดชื่อให้การ Backup เหมือนกับชื่อไฟล์แบ็คอัพ) เสร็จแล้วคลิก Next
5. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Completing the Backup Wizard ให้คลิก Advanced จากนั้นในไดอะล็อกบ็อกซ์ Type of Backup ในส่วน Select the type of backup: ให้เลือกประเภทของการแบ็คอัพที่ต้องการ ซึ่งมีให้เลือก 5 ประเภทคือ Normal, Copy, Incremental, Differential และ Daily เสร็จแล้วคลิก Next
6. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ How to Back Up ให้เลือกอ็อปชันการแบ็คอัพที่ต้องการเสร็จแล้วคลิก Next
7. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Backup Options ให้เลือกอ็อปชันของการแบ็คอัพที่ต้องการ ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบ คือ Append this backup to existing backups หรือ Replace the existing backups เสร็จแล้วคลิก Next
8. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ When to Back Up เลือกเวลาที่จะทำการแบ็คอัพเป็น Now เสร็จแล้วคลิก Next
9. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Completing the Backup Wizard คลิก Finish เพื่อเริ่มทำการแบ็คอัพ
10. ระบบจะทำการแบ็คอัพ System State data โดยจะแสดงไดอะล็อกบ็อกซ์ Backup Progress ให้รอจนการทำงานแล้วเสร็จ จากนั้นคลิกปุ่ม Close
11. ในหน้าต่าง Backup Utility คลิกเมนู Job คลิก Exit เพื่อจบการทำแบ็คอัพ

• ขั้นตอนการกำหนดตารางเวลา Backup System State
1. เรียกใช้โปรแกรม Backup โดยคลิก Start คลิก All Programs คลิก Accessoriesคลิก System Tools คลิก Backup จะได้หน้าต่าง Backup Utility
2. ในหน้าต่าง Backup Utility บนแท็บ Welcome คลิก Backup Wizard (Advanced) จะได้ไดอะล็อกบ็อกซ์ Backup Wizard ให้คลิก Next เพื่อเริ่มทำการ Backup
3. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ What to Back Up เลือก Only backup the System State data เสร็จแล้วให้คลิก Next
4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Backup Type, Destination, and Name ให้เลือกโฟลเดอร์ที่จะใช้เก็บไฟล์ Backup โดยในส่วน Choose a place to save your backup: ให้คลิกเม้าส์ที่ปุ่ม Browse เลือกโฟลเดอร์ที่ต้องการแล้วคลิก Open จากนั้นในหน้า Save As ให้ใส่ชื่อไฟล์ที่ต้องการในกล่อง File name เสร็จแล้วคลิก Save จากนั้นหากต้องการกำหนดชื่อให้การ Backup เอง ให้พิมพ์ชื่อที่ต้องการในกล่องType a name for this backup (โดยดีฟอลท์ระบบกำหนดชื่อให้การ Backup เหมือนกับชื่อไฟล์แบ็คอัพ) เสร็จแล้วคลิก Next
5. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Completing the Backup Wizard ให้คลิก Advanced จากนั้นในไดอะล็อกบ็อกซ์ Type of Backup ในส่วน Select the type of backup: ให้เลือกประเภทของการแบ็คอัพที่ต้องการ ซึ่งมีให้เลือก 5 ประเภทคือ Normal, Copy, Incremental, Differential และ Daily เสร็จแล้วคลิก Next
6. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ How to Back Up ให้เลือกอ็อปชันการแบ็คอัพที่ต้องการเสร็จแล้วคลิก Next
7. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Backup Options ให้เลือกอ็อปชันของการแบ็คอัพเป็น Replace the existing backups เสร็จแล้วคลิก Next
8. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ When to Back Up เลือกเวลาที่จะทำการแบ็คอัพเป็น Later ในส่วน Schedule entry ให้พิมพ์ชื่อของงาน Backup ในกล่อง Job name: จากนั้นคลิก Set Schedule…
9. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Schedule Job บนแท็บ Schedule ในส่วน Schedule Task: เลือกเป็น Daily ในส่วน Start time: เลือกเป็น 3.50 AM ในส่วน Schedule Task Daily: เลือกเป็น 1 day(s) จากนั้นคลิก Advanced….
10. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Advanced Schedule Options ให้เลือกเช็คบ็อกซ์ End Date: จากนั้นเลือกวันที่ต้องการจากดร็อปดาวน์ลิสต์ เสร็จแล้วคลิก OK เพื่อกลับไปยังไดอะล็อกบ็อกซ์ Schedule Job
11. คลิก OK อีกครั้ง จากนั้นในไดอะล็อกบ็อกซ์ Set Account Information ให้พิมพ์รหัสผ่านของแอคเคาท์ที่จะใช้ในการแบ็คอัพในกล่อง Enter the password และ Confirm password boxes แล้วคลิก OK
12. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ When to Back Up หลังจากกำหนดค่าต่างๆ เสร็จแล้ว ให้คลิก Next จากนั้นในไดอะล็อกบ็อกซ์ Set Account Information ให้พิมพ์รหัสผ่านของแอคเคาท์ที่จะใช้ในการแบ็คอัพในกล่อง Enter the password และ Confirm password boxes แล้วคลิก OK
13. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Completing the Backup Wizard คลิก Finish
14. ในหน้าต่าง Backup Utility คลิกเมนู Job คลิก Exit เพื่อจบการทำแบ็คอัพ

หมายเหตุ: เมื่อถึงเวลาที่กำหนดระบบจะทำการแบ็คอัพ System State data โดยอัตโนมัติ เพื่อความแน่ใจให้ทำการตรวจสอบทุกครั้งว่าทำการแบ็คอัพสำเร็จหรือไม่

• ขั้นตอนการรีสโตร์ System State data
การรีสโตร์ System State data ข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้
1. เรียกใช้โปรแกรม Backup โดยคลิก Start คลิก All Programs คลิก Accessories คลิก System Tools คลิก Backup จะได้หน้าต่าง Backup Utility
2. ในหน้าต่าง Backup Utility เริ่มทำการ Restore โดยบนแท็บ Welcome ให้คลิกที่ Restore Wizard จะได้หน้าต่าง Welcome to the Restore Wizard คลิก Next เพื่อเริ่มต้นทำขั้นตอนการเลือกข้อมูล Backup ที่ต้องการ Restore
3. ในหน้าต่าง What to Restore เลือกข้อมูล Backup ที่ต้องการ Restore เสร็จแล้วคลิก Next
4. ในหน้าต่าง Completing the Restore Wizard คลิก Advanced เพื่อเลือก Option ของการ Restore
5. ในหน้าต่าง Where to Restore หากเป็นการ Restore ไปยัง Original Location ให้คลิก Next แล้วข้ามไปขั้นตอนที่ 7. หากว่าเป็นการเลือก Restore ไปยัง Alternate Location ให้คลิก Next แล้วไปขั้นตอนที่ 6.
6. เลือก Alternate Location ที่ต้องการ Restore เสร็จแล้วคลิก Next
7. ในหน้าต่าง How to Restore เลือกรูปแบบของการ Restore เสร็จแล้วคลิก Next
8. ในหน้าต่าง Advanced Restore Options ให้เลือก Advanced Option ของการ Restore เสร็จแล้วคลิก Next
9. ในหน้าต่าง Completing the Restore Wizard คลิก Finish เพื่อปิด Restore Wizard และเริ่มทำการ Restore ข้อมูล
10. ระบบจะทำการ Restore เมื่อแล้วเสร็จจะแสดงหน้าต่างสรุปผลการ Restore คลิกปุ่ม Close เพื่อจบการทำ Restore

Add to Technorati Favorites Add to Google Add to delicious.com Add to digg.com
Keywords: Backup System State

© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.