Saturday, July 31, 2010

Download: Easeus Partition Master 6.1.1 Home Edition

Easeus Partition Master 6.1.1 Home Edition โปรแกรมจัดการฮาร์ดดิสก์แบบ Freeware มาพร้อมฟังก์ชัน Partition Recovery Wizard
Easeus Partition Master 6.1.1 Home Edition เวอร์ชันล่าสุดของโปรแกรมจัดการฮาร์ดดิสก์แบบ Freeware สำหรับผู้ใช้ระบบวินโดวส์ ในเวอร์ชันล่าสุดซึ่งออกเมื่อวันที่ 30 กรกฏาคม 2553 ที่ผ่านมา นี้มีการเพิ่มฟังก์ชัน Partition Recovery Wizard สำหรับใช้กู้คืนพาร์ติชันที่ถูกลบได้ โดย Easeus Partition Master เป็นโปรแกรมลักษณะเดียวกับโปรแกรมเชิงพาณิชย์ชื่อดังอย่าง Partition Magic แต่ต่างกันที่ Easeus Partition Master Home Edition นั้นเป็นฟรีแวร์ (Freeware) สามารถใช้งานได้ฟรีสำหรับการใช้งานส่วนตัว

Easeus Partition Master Home Edition เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ใช้วินโดวส์ที่ต้องการจัดการฮาร์ดดิสก์ในขั้นสูง (Advanced) ซึ่งเครื่องมือ Disk Management ที่แถมมาพร้อมกับวินโดวส์ไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตามโปรแกรม Easeus Partition Master รุ่น Home นั้นสามารถรองรับเฉพาะวินโดวส์เวอร์ชัน 32 บิต เท่านั้น หากต้องการใช้งานบนระบบ 64 บิต ต้องใช้เวอร์ชัน Professional ซึ่งจำหน่ายในราคา US$ 39.95 (ประมาณ 1,300 บาท)

หมายเหตุ: โปรแกรม Easeus Partition Master นั้นที่รู้จักในชื่อเดิมคือ Easeus Partition Manager

แนะนำโปรแกรม Easeus Partition Master
Easeus Partition Master เป็นโปรแกรมสำหรับใช้จัดการฮาร์ดดิสก์บนระบบวินโดวส์ เทียบได้กับโปรแกรม Disk Management ที่แถมมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์แต่มีความสามารถสูงกว่ามาก โดยสามารถทำการลดขนาดพาร์ติชัน (Re-size) การย้ายตำแหน่งพาร์ติชัน (Move Partition) หรือการก็อปปี้พาร์ติชัน (Copy Partition) และก็อปปี้พาร์ติชันระบบ (System Partition) ซึ่งใช้ไฟล์ซีสเต็มแบบ NTFS ได้ โดยไม่ต้องทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์

โปรแกรม Easeus Partition Master มีระบบอินเทอร์เฟชที่ใช้งานได้ง่ายมีคุณสมบัติตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงขึ้นสูงให้ใช้งานครบครัน และที่สำคัญเวอร์ชัน Home Edition นั้นเป็นฟรีแวร์สำหรับใช้งานส่วนบุคคล จึงเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ใช้วินโดวส์ระบบ 32 บิต สำหรับเวอร์ชันปัจจุบัน คือ Easeus Partition Master 6.1.1 Home Edition ซึ่งมีการเพิ่มคุณสมบัติใหม่ตามรายละเอียดด้านล่าง

คุณสมบัติใหม่ใน Easeus Partition Master 6.1.1
ใน Easeus Partition Master 6.1.1 มีการเพิ่มฟังก์ชันใหม่ ดังนี้
• เพิ่มฟังก์ชัน Partition Recovery Wizard สำหรับใช้กู้คืนพาร์ติชันที่ถูกลบได้ (Partition Recovery Wizard to recover deleted or lost partitions..)

คุณสมบัติหลัก:
โปรแกรม Easeus Partition Master มีคุณสมบัติหลักหลายอย่าง ดังต่อไปนี้
• สามารถทำการลดขนาด (Re-size) ย้าย (Move) พาร์ติชันได้โดยข้อมูลไม่สูญหาย
• สามารถทำการถ่ายโอนข้อมูลหรือปกป้องข้อมูลโดยการ ก็อปปี้ดิสก์ (Disk Copy) ก็อปปี้พาร์ติชัน (Partition Copy) และทำการก็อปปี้แบบไดนามิก (Dynamic Disk Copy)
• สามารถทำการขยายขนาดของพาร์ติชันระบบ (System Partition) ได้ง่ายและปลอดภัย
• สามารถทำการสร้าง (Create) ลบ (Delete) และฟอร์แมต (Format) พาร์ติชัน
• สามารถทำการซ่อน (Hide) และยกเลิกการซ่อน (Unhide) พาร์ติชัน
• รองรับฮาร์ดดิกส์ได้สูงสุด 32 ตัว (จำนวนฮาร์ดดิสก์ที่รองรับได้อาจน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการที่ใช้)
• รองรับพาร์ติชันหรือฮาร์ดดิกส์ที่มีความจุสูงสุด 2.0 TB
• รองรับ Hardware RAID
• สามารถทำการก็อปปี้ไดนามิกโวลุ่ม (Dynamic Volume Copy) ทำให้การก็อปปี้ข้อมูลจากไดนามิกโวลุ่มไปเบสิคดิสก์ (Basic Disk) ได้อย่างปลอดภัย
• สามารถทำการขยายขนาดของพาร์ติชันระบบ (System Partition) ซึ่งใช้ไฟล์ซีสเต็มแบบ NTFS ได้โดยไม่ต้องทำการรีบูต
• สามารถรองรับโวลุ่มแบบ GPT - การแบ่งพาร์ติชันดิสก์ GPT, การก็อปปี้ดิสก์ GPT และการกู้คืนระบบ

คุณสมบัติของ Partition Recovery Wizard
• สามารถทำการกู้คืน (Recover) ข้อมูลจากพาร์ติชันที่ถูกลบหรือหายได้
• สามารถทำการกู้คืน (Recover) ไฟล์ที่ถูกลบโดยอุบัติเหตุได้
• สามารถทำการกู้คืน (Recover) ข้อมูลจากพาร์ติชันที่ถูกฟอร์แมตได้

คุณสมบัติหลักของ Easeus Partition Master (ภาพจาก www.partition-tool.com)

ระบบปฏิบัติการที่รองรับ:
Easeus Partition Master 6.1.1 Home Edition สามารถใช้งานได้บนระบบปฏิบัติการ Windows 2000 Professional, Windows XP 32-bit, Windows Vista 32-bit และ Windows 7 32-bit โดยเวอร์ชัน Professional และ Server จะสามารถทำงานได้บน Windows ทั้งระบบ 32-bit และ 64-bit

การดาวน์โหลด Easeus Partition Master 6.1.1 Home Edition
โปรแกรม Partition Master 6.1.1 Home Edition มีขนาดประมาณ 11.08 MB สามารถดูรายละเอียดการดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ Free Download EASEUS Partition Software หรือดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ต่างๆ ดังนี้
ดาวน์โหลดจาก EASEUS.com [1]
ดาวน์โหลดจาก EASEUS.com [2]

สำหรับวิธีการใช้งานสามารถอ่านได้จาก การจัดการฮาร์ดดิสด้วย Easeus Partition Master

บทความโดย: The Windows Administrator Blog

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Easeus Partition Master 6.1.1 Home Edition

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Thursday, July 29, 2010

Windows Sysinternals Disk2vhd อัปเดทเป็นเวอร์ชัน 1.62

Windows Sysinternals Disk2vhd เป็นโปรแกรมสำหรับใช้ทำการไมเกรตจากระบบแบบกายภาพ (Physical Systems) ไปเป็นระบบเสมือน (Virtual Machines) หรือที่เรียกกันทางเทคนิคว่า Physical to Virtual (นิยมเรียกสั้นๆ ว่า P2V) สำหรับเวอร์ชันปัจจุบันคือ Disk2vhd 1.62 ออกเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมา ใน Disk2vhd เวอร์ชัน 1.62 นี้ ได้รับการแก้ไขข้อผิดพลาดในโค้ด HAL fixup ที่ทำให้การแปลงอิมเมจเมื่อทำการบูทระบบภายใต้ Virtual PC ล้มเหลว

Wednesday, July 28, 2010

Download: PortableApps.com Suite 1.6.1

PortableApps.com Suite 1.6.1 รวมโปรแกรมเครื่องมือแบบ Portable
ปัจจุบันโปรแกรม Portable นั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะมีความสะดวกต่อการใช้งาน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องทำการติดตั้งลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์และยังสามารถที่จะเก็บโปรแกรมแบบ Portable ไว้ในแฟลชไดรฟ์เพื่อพกพาไปใช้งานบนคอมพิวเตอร์เครื่องต่างๆ ได้อีกด้วย

สำหรับ PortableApps.com Suite นั้นเป็นการรวบรวมโปรแกรม Portable ที่พัฒนาโดยทีมงาน PortableApps.com ซึ่งมีอยู่หลายโปรแกรมและครอบคลุมตั้งแต่โปรแกรมสำหรับใช้งานอินเทอร์เน็ต โปรแกรมสร้างและแก้ไขเอกสาร โปรแกรมป้องกันไวรัส โปรแกรมเล่นเพลง จนถึงโปรแกรมเกม ตัวอย่างโปรแกรมที่รู้จักกันดีเช่น Mozilla Firefox, Mozilla Thunderbird, Mozilla Sunbird และรวมถึงชุดโปรแกรม OpenOffice.org เป็นต้น

ชุดโปรแกรม PortableApps.com Suite
PortableApps.com Suite เป็นชุดซอฟต์แวร์ซึ่งรวบรวมโปรแกรมแบบ Portable ที่ได้รับความนิยมใช้งาน โดยจะมีโปรแกรมประเภทต่างๆ ดังนี้ Web browser, Email client, Office suite, Calendar/scheduler, Instant messaging client, Antivirus, Audio player, Game, Password manager, PDF reader และ Notes ซึ่งเวอร์ชันปัจจุบัน (28 ก.ค. 53) คือ PortableApps.com Suite 1.6.1

PortableApps.com Suite มีให้เลือกใช้งาน 3 เวอร์ชันด้วยกัน คือ เวอร์ชัน Platform Only เวอร์ชัน Suite Light และเวอร์ชัน Suite Standard ซึ่งแต่ละเวอร์ชันจะแตกต่างกันที่จำนวนโปรแกรมที่มีให้ใช้งานตามรายละเอียดด้านล่าง

1. Platform Only
Download Size: 2MB download
Free Space Needed: 2MB installed
Recommended Device: All devices
Supported Language: Multilingual

ฟีเจอร์ที่มีใน PortableApps.com Platform
• PortableApps.com Menu
• PortableApps.com Backup
• Custom Folders, Icons & Autorun

2. Suite Light
Download Size: 52MB download
Free Space Needed: 150MB installed
Recommended Device: 256MB+ devices
Supported Language: English

ฟีเจอร์ที่มีใน PortableApps.com Platform
• PortableApps.com Menu
• PortableApps.com Backup
• Custom Folders, Icons & Autorun
• Mozilla Firefox, Portable Edition (web browser)
• Mozilla Thunderbird, Portable Edition (email)
• Mozilla Sunbird, Portable Edition (calendar/tasks)
• ClamWin Portable (antivirus)
• Pidgin Portable (instant messaging)
• Sumatra PDF Portable (PDF reader)
• KeePass Portable (password manager)
• Sudoku Portable (game)
• Mines-Perfect Portable (game)
• CoolPlayer+ Portable (audio player)
• PNotes Portable (notes)
• AbiWord Portable (word processor)

3. Suite Standard
Download Size: 137MB download
Free Space Needed: 400MB installed
Recommended Device: 1GB+ devices
Supported Language: English

ฟีเจอร์ที่มีใน PortableApps.com Platform
• PortableApps.com Menu
• PortableApps.com Backup
• Custom Folders, Icons & Autorun
• Mozilla Firefox, Portable Edition (web browser)
• Mozilla Thunderbird, Portable Edition (email)
• Mozilla Sunbird, Portable Edition (calendar/tasks)
• ClamWin Portable (antivirus)
• Pidgin Portable (instant messaging)
• Sumatra PDF Portable (PDF reader)
• KeePass Portable (password manager)
• Sudoku Portable (game)
• Mines-Perfect Portable (game)
• CoolPlayer+ Portable (audio player)
• PNotes Portable (notes)
• OpenOffice.org Portable 3.2.0 (office suite)
- Writer (word processor)
- Calc (spreadsheet)
- Impress (presentations)
- Base (database utility)
- Draw (drawing)

การดาวน์โหลดโปรแกรม PortableApps.com Suite
สามารถดาวน์โหลด PortableApps.com Suite ได้ฟรีจากเว็บไซต์ดังต่อไปนี้
Platform Only
Suite Light
Suite Standard

การติดตั้งและใช้งาน PortableApps.com Suite
PortableApps.com Suite สามารถติดตั้งได้ทั้งบนฮาร์ดดิสก์ในเครื่องคอมพิวเตอร์และในไดรฟ์เก็บข้อมูลแบบพกพา (ขนาดความจุดต้องเหมาะสมกับเวอร์ชันที่ใช้) โดยหลังจากดาวน์โหลดเสร็จแล้วให้ทำการติดตั้งโดยการดับเบิลคลิกที่ไฟล์ซึ่งได้จากการดาวนโหลด (ไฟล์ของเวอร์ชันปัจจุบันชื่อ PortableApps.com_Suite_Setup_1.6.1.exe) หลังจากการติดตั้งแล้วเสร็จ ให้ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ StartPortableApps.exe ซึ่งจะอยู่ในรูทของไดรฟ์ที่ทำการติดตั้ง (ไดรฟ์ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือไดรฟ์เก็บข้อมูลแบบพกพา ) จากนั้นก็เลือกเปิดโปรแกรมที่ต้องการจาก PortableApps.com Menu

หมายเหตุ: เพื่อความสะดวกในการการใช้งาน แนะนำให้ติดตั้ง PortableApps.com Suite ในรูทของไดรฟ์อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบพกพา เช่น K:\ เป็นต้น

บทความโดย: The Windows Administrator Blog

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
PortableApps.com Suite

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

Tuesday, July 27, 2010

Google Chrome 5.0.375.125 fixes 5 security issues

Google ออก Chrome 5.0.375.125 สำหรับ Windows, Mac และ Linux เพื่อแก้ 5 ปัญหาความปลอดภัย โดยมี 3 ปัญหาที่มีความร้ายแรงสูง
บทความโดย: The Windows Administrator Blog

Google ออก Chrome 5.0.375.125 เวอร์ชันสเถียร (Stable) สำหรับของระบบปฏิบัติการ Windows, Mac และ Linux เพื่อแก้ 5 ปัญหาความปลอดภัย (Security Fixes) โดยมี 3 ปัญหาความภัยร้ายแรงระดับสูง (High) ซึ่งเวอร์ชันใหม่ล่าสุดนี้ออกเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2553 ตามรายละเอียดด้านล่าง

การแก้ปัญหาด้านความปลอดภัยใน Google Chrome 5.0.375.125
ใน Google Chrome 5.0.375.125 มีการแก้ปัญหาด้านความปลอดภัย ดังต่อไปนี้
• [42736]* Memory contents disclosure in layout code. Credit to Michail Nikolaev. (Medium)
• [43813]** Issue with large canvases. Credit to sp3x of SecurityReason.com. (High)
• [47866]*** Memory corruption in rendering code. Credit to Jose A. Vazquez. (High)
• [48284]**** Memory corruption in SVG handling. Credit to Aki Helin of OUSPG. (High)
• [48597] Avoid hostname truncation and incorrect eliding. Credit to Google Chrome Security Team (Inferno). (Low)

หมายเหตุ:
* ปัญหาความปลอดภัยหมายเลข 42736: Memory contents disclosure in layout code. ถูกค้นพบโดย Michail Nikolaev และได้รางวัลตอบแทนจำนวน $500
** ปัญหาความปลอดภัยหมายเลข 43813: Issue with large canvases. ถูกค้นพบโดย sp3x of SecurityReason.com และได้รางวัลตอบแทนจำนวน $500
*** ปัญหาความปลอดภัยหมายเลข 447866: Memory corruption in rendering code. ถูกค้นพบโดย Jose A. Vazquez และได้รางวัลตอบแทนจำนวน $500
*** ปัญหาความปลอดภัยหมายเลข 48284: Memory corruption in SVG handling. ถูกค้นพบโดย Aki Helin of OUSPG และได้รางวัลตอบแทนจำนวน $500

อนึ่งใน Chrome 5.0.375.125 นั้น Google ยังได้การแก้ปัญหาที่เกิดได้รับผลกระทบจาก 2 ช่องโหว่ความปลอดภัยร้ายแรงขององค์ประกอบภายนอก ดังนี้
• Windows kernel bug [48283] ซึ่งค้นพบวิธีการแก้ปัญหาโดย Marc Schoenefeld for และได้รางวัลตอบแทนจำนวน $1337
• glibc bug [48733] ซึ่งค้นพบวิธีการแก้ปัญหา Simon Berry-Byrne และได้รางวัลตอบแทนจำนวน $1337

การดาวน์โหลดและการติดตั้ง Google Chrome 5.0.375.125
Google Chrome 5.0.375.125 นั้นสามารถทำงานได้บน Window XP, Windows Vista และ Windows 7 โดยผู้ใช้ใหม่ที่ยังไม่มีการติดตั้ง Google Chrome อยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถติดตั้งโดยใช้บราวเซอร์เปิดไปที่เว็บไซต์ www.google.com/chrome จากนั้นดำเนินการคำสั่งบนจอภาพ หรือดาวน์โหลด Google Chrome Offline Standalone Installer จากเว็บไซต์ Download Google Chrome 5.0.375.125 มาทำการติดตั้งด้วยตนเอง

ในกรณีที่มีการติดตั้ง Google Chrome เวอร์ชัน 5.0.375.99 หรือเก่ากว่าบนเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ก่อนแล้ว สามารถทำการอัพเดทเป็นเวอร์ชัน 5.0.375.125 ได้โดยการเปิดคำสั่ง About Google Chrome จากนั้นคลิก Update Now จากนั้นดำเนินการคำสั่งบนจอภาพจนการติดตั้งแล้วเสร็จ

Google Chrome 5.0.375.125 for Windows

สำหรับรายละเอียดวิธีการติดตั้งและอัพเดท Google Chrome สามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ How to install Google Chrome

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
Google Chrome Releases

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Saturday, July 24, 2010

Mozilla Firefox 3.6.8 - Fixed stability issue affecting some pages containing plugins

Mozilla Firefox 3.6.8 แก้ปัญหาการทำงานกับปลั๊กอินบนบางเว็บไซต์
บทความโดย: The Windows Administrator Blog

Mozilla ออก Firefox 3.6.8 เป็นการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาการทำงานกับปลั๊กอินบนบางเว็บไซต์ที่พบใน Firefox 3.6.7 เวอร์ชันล่าสุดนี้ออกในวันที่ 23 กรกฎาคม 2553 (ตรงกับวันที่ 24 ก.ค. ตามเวลาในประเทศไทย) ซึ่งออกหลังจากเวอร์ชัน 3.6.7 เพียง 3 วันเท่านั้น ดังนั้น เพื่อให้การท่องอินเทอร์เน็ตเป็นไปด้วยความราบรื่นขอแนะนำให้ท่านที่ใช้ Firefox 3.6.7 หรือเวอร์ชันเก่ากว่าให้ทำการอัปเดทในทันทีที่ทำได้ครับ

การดาวน์โหลด Mozilla Firefox 3.6.8
โปรแกรมติดตั้ง Mozilla Firefox 3.6.8 เวอร์ชันสำหรับ Windows นั้นมีขนาดประมาณ 7.7 MB สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ดังนี้
Download Mozilla Firefox 3.6.8
Download Mozilla Firefox 3.6.8 for Windows

Mozilla Firefox 3.6.8

Mozilla Firefox 3.6.8 New Features
Firefox 3.6.8 เป็นเวอร์ชันที่ออกเพื่อปรับปรุงเกี่ยวกับการทำงานและแก้ปัญหาความปลอดภัย โดยมีปัญหาความปลอดภัยได้รับการแก้ไขจำนวน 14 ตัว และมี 8 ปัญหาที่ร้ายแรงสูงระดับวิกฤติรายละเอียดดังนี้
Fixed in Firefox 3.6.8
• Fixed a single stability issue affecting some pages containing plugins.

ความต้องการระบบของ Firefox 3.6.x
ความต้องการระบบของ Firefox 3.6.x บนระบบปฏิบัติการ Windows มีดังนี้
Operating Systems
• Windows 2000
• Windows XP
• Windows Server 2003
• Windows Vista
• Windows 7

Minimum Hardware
• ใช้ซีพียูขั้นต่ำ Pentium 233 MHz (แนะนำ: Pentium 500MHz หรือสูงกว่า)
• เมมโมรี 64 MB RAM (แนะนำ: 128 MB RAM หรือมากกว่า)
• พื้นที่ฮาร์ดดิสก์ 52 MB

การติดตั้ง Mozilla Firefox 3.6.8
วิธีการติดตั้ง Mozilla Firefox 3.6.8 นั้น แบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกัน ตามรายละเอียดดังนี้
แบบที่ 1 สำหรับผู้ใช้ที่ติดตั้ง Firefox บนเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว
การอัพเดทจาก Firefox เวอร์ชันก่อนที่ติดตั้งอยู่แล้ว ถ้าหากตั้งค่า Advanced>Update>Automatically check for update to: Firefox เมื่อทำการเปิดใช้งาน Firefox และมีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต Firefox ก็จะทำการตรวจสอบการอัพเดทโดยอัตโนมัติ (สามารถสั่งให้ Firefox ทำการตรวจสอบการอัพเดทแบบแมนนวล โดยการคลิกที่เมนู Help แล้วคลิก Check for Updates)

แบบที่ 2 สำหรับผู้ใช้ที่ยังไม่ได้ทำการติดตั้ง Firefox บนเครื่องคอมพิวเตอร์
การติดตั้ง Firefox 3.6.8 ใหม่ สำหรับผู้ใช้วินโดวส์ที่ยังไม่ได้ทำการติดตั้ง Firefox บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้ดาวน์โหลด Firefox เวอร์ชันสำหรับวินโดวส์จากเว็บไซต์ในหัวข้อ การดาวน์โหลด Mozilla Firefox 3.6.8 ด้านบนแล้วทำการติดตั้งแบบแมนนวล สำหรับขั้นตอนและวิธีการติดตั้งสามารถอ่านรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ How to install Mozilla Firefox 3.6

การถอนการติดตั้ง Firefox 3.6.8
การยกเลิกการติดตั้ง Firefox 3.6.8 สามารถทำได้จาก Add or Remove Programs ใน Control Panel โดยการยกเลิกการติดตั้ง Firefox 3.6.x นั้น โปรแกรมจะไม่ทำการลบข้อมูลต่างๆ คือ Bookmarks, Web Browsing History และ Extensions หรือ Add-ons ต่างๆ ให้อัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้ต้องทำการลบด้วยตนเอง ตามตำแหน่งดังนี้

Windows Vista = Users\[username]\AppData\Roaming\Mozilla\Firefox
Windows 2000, XP, 2003 = Documents and Settings\UserName\Application Data\Mozilla\Firefox
Windows NT = WINNT\Profiles\UserName\Application Data\Mozilla\Firefox
Mac OS X = ~/Library/Application Support/Firefox
Linux and Unix systems = ~/.mozilla/firefox

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Firefox 3.6.8 Release Notes

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Windows 7 is now the second most popular operating system

Windows 7 แซง Windows Vista ขึ้นเป็นอันดับ 2 ของระบบปฏิบัติการที่มีผู้ใช้มากที่สุดแล้ว
บทความโดย: The Windows Administrator Blog

สืบเนื่องจากการประกาศของไมโครซอฟท์ว่า "Windows มียอดขายได้มากกว่า 175 ล้านก็อปปี้" และมีจำนวนเครื่องพีซี (PC) ที่ใช้ Windows 7 ทั่วโลกมากกว่า 16% ส่งผลทำให้ Windows 7 แซง WindowsVista ขึ้นเป็นอันดับ 2 ของระบบปฏิบัติการที่มีผู้ใช้มากที่สุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ถึงแม้ว่า ข้อมูลผลการสำรวจส่วนแบ่งผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2553 ของ Net Applications นั้น Windows Vista อยู่ในอันดับที่ 2 ที่ 14.68% และ Windows 7 ระบบปฏิบัติการสำหรับเดสก์ท็อปตัวล่าสุดของไมโครซอฟท์อยู่ในอันดับที่ 3 ที่ 13.70% แต่จำนวนผู้ใช้ Windows Vista นั้นยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในขณะที่จำนวนผู้ใช้ Windows 7 นั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ข้อมูลในเดือนกรกฎาคม 2553 นั้นมีความเป็นไปได้ที่ Windows 7 จะมีเปอร์เซ็นต์มากกว่า Windows Vista

สำหรับระบบปฏิบัติการที่มีจำนวนผู้ใช้มากเป็นอันดับหนึ่งยังคงเป็น Windows XP โดยมีส่วนแบ่งผู้ใช้งานที่ 62.43% สำหรับอันดับอื่นๆ สามารถดูได้จากภาพด้านล่าง

Operating System Market Share July 2010 (Credit: Net Applications)

อนึ่ง Windows 7 ได้กลายเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ที่มียอดขายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์" โดยเฉลี่ยแล้วไมโครซอฟท์สามารถ ขายไลเซนส์ Windows 7 ได้ประมาณ 7 ก็อปปี้ต่อวินาที

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Softpedia

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

175 Million Licenses of Windows 7 Sold

ยอดขาย Windows 7 ทะลุ 175 ล้านก็อปปี้
บทความโดย: The Windows Administrator Blog

Windows 7 ระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปตัวล่าสุดของไมโครซอฟท์ยังคงเดินหน้าสร้างสถิติด้านยอดขายอย่างต่อเนื่อง หลังจากก่อนหน้านี้สามารถ "ทำยอดขายได้ 150 ล้านก็อปปี้" (อ่านรายละเอียด ») ในระยะเวลาเพียง 8 เดือนหลังจากการออก Windows 7 เวอร์ชัน GA (General Availability) ล่าสุดในวันที่ 23 กรกฎาคม 2553 Brandon LeBlanc ซึ่งเป็นตัวแทนของไมโครซอฟท์ก็ได้ประกาศอย่างเป็นทางการผ่านทางบล็อก Windows Team Blog ว่า "ยอดขาย Windows 7 ทะลุ 175 ล้านก็อปปี้" แล้ว ในระยะเวลาเพียง 9 เดือนหลังจากการออก Windows 7 เวอร์ชัน GA ทำให้ "Windows 7 เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ที่มียอดขายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์" โดยสามารถขายไลเซนส์ Windows 7 ได้ประมาณ 7 ก็อปปี้ต่อวินาที

จากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของยอดขาย Windows 7 ทำให้ในปัจจุบันมีจำนวนเครื่องพีซี (PC) ทั่วโลกที่ใช้ Windows 7 มากกว่า 16% และส่งผลให้จำนวนผู้ใช้ Internet Explorer 8 มีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยไมโครซอฟท์ประเมินว่ายอดขาย Windows 7 จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป ซึ่งในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้จำนวนการขายไลเซนส์ในส่วนองค์กรเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าจากไตรมาสที่ 1 และยังมีสัญญาณแสดงให้เห็นว่าในไตรมาสที่ 3 ของ 2553 ลูกค้าแบบองค์กรจะเริ่มทำการติดตั้งใช้งาน Windows 7 มากขึ้น

ทั้งนี้ การเติบโตของ Windows 7 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของตลาดพีซีโดยรวม ซึ่งจากการศึกษาของ IDC ล่าสุดผลปรากฏว่า ยอดขายเครื่องพีซีในไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้นถึง 22.4% เทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปีที่แล้ว ในขณะที่อินเทล (Intel) ผู้ผลิตชิปรายใหญ่มีผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้น 34% ในขณะที่เอเอ็มดี (AMD) มีผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้น 40% เทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายชิปสำหรับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก (Notebook Computer)

อนึ่ง ไมโครซอฟท์ได้ขยายเวลาให้ดาวน์โหลด Windows 7 RTM (Enterprise 90 Day Trial) จนถึง 31 ธันวาคม 2553 ใครที่ต้องการทดสอบใช้งาน Windows 7 สามารถอ่านรายละเอียดการดาวน์โหลดได้ที่ Windows 7 Enterprise 90 Day Trial Downloads Extended

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Windows Team Blog

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Thursday, July 22, 2010

iPad Available in 9 More Countries on Friday, 23 July 2010

Apple เตรียมวางจำหน่าย iPad เพิ่มเติมอีก 9 ประเทศในศุกร์วันที่ 23 นี้
Apple ได้ประกาศอย่างเป็นทางการผ่านทางเว็บไซต์ว่าจะทำการวางจำหน่าย iPad เพิ่มเติมอีก 9 ประเทศ ในวันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม 2553 ที่จะถึงนี้ โดยทั้ง 9 ประเทศประกอบด้วย Austria, Belgium, Hong Kong, Ireland, Luxembourg, Mexico, Netherlands, New Zealand และ Singapore ซึ่งลูกค้าใน 9 ประเทศเหล่านี้สามารถซื้อเครื่อง iPad ทุกรุ่นได้จากร้านค้าปลีกของ Apple รวมถึงร้านค้าของตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (Authorized Resellers) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม 2553 เป็นต้นไป

จากการวางจำหน่าย iPad เพิ่มอีก 9 ประเทศในครั้งนี้ ทำให้ปัจจุบัน Apple ได้วางจำหน่าย iPad ในประเทศต่างๆ ไปแล้วทั้งรวมทั้งหมด 19 ประเทศ โดย 10 ประเทศที่ได้วางจำหน่ายไปก่อนหน้านี้ประกอบด้วย US, Australia, Canada, France, Germany, Italy, Japan, Spain, Switzerland และ UK (อ่านรายละเอียด ») และ Apple ยังมีแผนที่จะวางจำหน่าย iPad เพิ่มเติมในอีกหลายประเทศภายในปีนี้ โดยรายละเอียดนั้นจะประกาศให้ทราบในโอกาสต่อไป

iPad นั้นเป็นอุปกรณ์แกดเจ็ทที่ถูกจัดตำแหน่งให้อยู่ในระหว่างแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ (Laptop Computer) หรือสมาร์ทโฟน (Smartphone) สามารถขายได้กว่า 2 ล้านเครื่องในสหรัฐอเมริกาหลังจากออกวางจำหน่ายไม่ถึง 60 วัน (อ่านรายละเอียด ») และยังมีการดาวน์โหลดแอพ (Apps) ต่างๆ จาก App Store ของ Apple มากกว่า 12 ล้านแอพ นอกจากนี้ iBookstore ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายอีบุ๊ก (Ebook ) ออนไลน์ของ Apple ยังสามารถจำหน่ายยังมีการจำหน่ายอีบุ๊กได้แล้วกว่า 1.5 ล้านเล่ม

ราคาจำหน่าย
iPad นั้นจะมี 2 เวอร์ชัน 6 รุ่น โดยมีรายละเอียดราคา ดังต่อไปนี้
• 16GB WiFi only $499 คิดเป็นเงินไทยประมาณ 16,100 บาท
• 32GB WiFi only $599 คิดเป็นเงินไทยประมาณ 19,400 บาท
• 64GB WiFi only $699 คิดเป็นเงินไทยประมาณ 22,600 บาท
• 16GB WiFi + 3G $629 คิดเป็นเงินไทยประมาณ 20,400 บาท
• 32GB WiFi + 3G $729 คิดเป็นเงินไทยประมาณ 23,600 บาท
• 64GB WiFi + 3G $829 คิดเป็นเงินไทยประมาณ 26,800 บาท

Credit: Apple

iPad นั้นช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อแอพและคอนเท็นต์ต่างๆ ใด้ง่ายและสนุกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยสามารถใช้ในการท่องอินเทอร์เน็ต รับส่งอีเมล แบ่งปันภาพดิจิตอล ดูวิดีโอความคมชัดสูง ดูหนังฟังเพลง เล่นเกม อ่านอีบุ๊ก และฯลฯ ได้ง่ายๆ ผ่านทางการควบคุมด้วยระบบยูสเซอร์อินเทอร์เฟชแบบ Multi-Touch ในด้านคุณสมบัติทางเทคนิคนั้น ตัวเครื่องของ iPad มีความหนาเพียง 0.5 นิ้ว มีน้ำหนักเพียง 0.68 กิโลกรัม (ซึ่งเบากว่า Netbook และ Laptop 2-3 เท่า) สามารถใช้งานได้นานถึง 10 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าการใช้งานและแฟคเตอร์ประกอบอื่นๆ) ต่อการชาร์ทแบบเตอรี่เต็มหนึ่งครั้ง

นอกจากนี้ App Store บน iPad ช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำการสำรวจ ซื้อ และดาวน์โหลด แอพใหม่จาก App Store ขนาดใหญที่สุดในโลก โดย iPad นั้นจะมีแอพประเภทใหม่กว่า 12 ประเภทที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับ iPad โดยเฉพาะและสามารถรันแอพต่างๆ อีกเกือบ 200,000 แอพบน App Store รวมถึงแอพที่ซื้อสำหรับเครื่อง iPhone หรือ iPod touch ได้อีกด้วย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
• คุณลักษณะทางเทคนิคของ Apple iPad: Apple iPad Technical Specifications
• อุปกรณ์แอคเซสซอรี่สำหรับ iPad: iPad Accessories

บทความโดย: The Windows Administrator Blog

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Apple

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Windows 7 and Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 (SP1) Beta Minimum System Requirements

ความต้องการระบบขั้นต่ำสำหรับ Windows 7 และ Windows Server 2008 R2 SP1 Beta
บทความโดย: The Windows Administrator Blog

ไมโครซอฟท์ได้ระบุความต้องการระบบขั้นต่ำของ Windows 7 และ Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 (SP1) Beta ซึ่งได้เปิดให้ผู้สนใจทั่วไปดาวน์โหลดเพื่อทดสอบการทำงาน (อ่านรายละเอียด ») เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ว่าเหมือนกับความต้องการระบบของ Windows 7 และ Windows Server 2008 R2 ตามรายละเอียดดังนี้

System Requirements สำหรับ Windows 7
Windows 7 มีความต้องการระบบขั้นต่ำดังนี้
• CPU: ความเร็ว 1 GHz 32-bit (x86) ซีพียู หรือ 64-bit (x64) ซีพียู
• Memory: หน่วยความจำอย่างน้อย 1 GB สำหรับ Windows 7 32-bit และ 2 GB สำหรับ Windows 7 64-bit
• Disk space: พื้นที่ฮาร์ดดิสก์อย่างต่ำ 16 GB สำหรับ Windows 7 32-bit และ 20 GB สำหรับ Windows 7 64-bit
• Graphics: รองรับ DirectX 9 และ Windows Display Driver Model (WDDM) 1.0 หรือสูงกว่า สำหรับการใช้งาน Aero theme
• Other: DVD-R/W Drive, Internet access (สำหรับดาวน์โหลด Windows 7 และ Update)

System Requirements สำหรับ Windows Server 2008 R2
• Processor: ซีพียูความเร็วขั้นต่ำ 1.4 GHz 64-bit (x64 processor)
Note: สำหรับซีพียู Intel Itanium 2 จะรองรับเฉพาะเวอร์ชัน Windows Server 2008 R2 for Itanium-Based Systems
• Memory: มีหน่วยความจำอย่างน้อย 512 MB และสามารถรองรับหน่วยความจำได้สูงสุด 8GB ในเวอร์ชัน Foundation หรือ 32 GB ในเวอร์ชัน Standard หรือ 2 TB ในเวอร์ชัน Enterprise, Datacenter และ Itanium-Based Systems
• Disk space: ต้องการพื้นที่ฮาร์ดดิสก์อย่างต่ำ 32 GB หรือสำหรับ 10GB ในเวอร์ชัน Foundation
Note: สำหรับเซิรฟเวอร์ที่มีหน่วยความจำมากกว่า 16 GB จะต้องการพื้นที่ฮาร์ดดิสก์เพิ่มขึ้นในสำหรับการทำ paging, hibernation และ dump files
• Display: มอนิเตอร์แบบ CRT หรือ LCD มีความสามารถแสดงผลในระดับ Super VGA (800 × 600) หรือสูงกว่า
• Other: DVD Drive, Keyboard และ Microsoft Mouse, Internet access (สำหรับดาวน์โหลด Windows Server 2008 R2)

อย่างไรก็ตาม ความต้องการระบบขั้นต่ำของ SP1 Beta ที่ไมโครซอฟท์ระบุนั้นค่อนข้างกำำกวม เนื่องจากในการติดตั้งจริง ในกรณีที่ทำการติดตั้ง Windows 7 SP1 แบบ Stand-alone ต้องการพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ 1.8 GB สำหรับเวอร์ชัน 32-bit (x86) และ 3.3 GB สำหรับเวอร์ชัน 64-bit (x64) และกรณีที่ทำการติดตั้งแบบ Windows Update นั้นต้องการพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ 1.5 GB สำหรับเวอร์ชัน 32-bit (x86) และ 2.6 GB สำหรับเวอร์ชัน 64-bit (x64)

ส่วน Windows Server 2008 R2 SP1 Beta ต้องการพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ 3.3 GB สำหรับเวอร์ชัน 64-bit (x64) และ 2.8 GB สำหรับเวอร์ชัน Itanium-based ในกรณีทำการติดตั้งแบบ Stand-alone และต้องการพื้นที่ฮาร์ดดิสก์เพียง 2.5 GB สำหรับเวอร์ชัน 64-bit (x64) และ 2.3 GB สำหรับเวอร์ชัน Itanium-based ในกรณีที่ทำการติดตั้งแบบ Windows Update

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การติดตั้ง Windows 7 SP1 Beta ด้วยไฟล์ ISO อิมเมจ
Install Windows 7 Service Pack 1 Beta from Windows Update
10 Things to Know about Windows 7 Service Pack 1 (SP1) Beta

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Softpedia

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Download: AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.851a3009

ดาวน์โหลด AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.851a3009
บทความโดย: The Windows Administrator Blog

AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.851a3009 เวอร์ชันอัปเดทล่าสุดของโปรแกรมป้องกันไวรัสและมัลแวร์แบบฟรีแวร์ยอดนิยมสำหรับผู้ใช้วินโดวส์ พัฒนาโดย AVG Technologies เป็นโปรแกรมที่อนุญาตใช้งานได้ฟรีสำหรับการใช้งานส่วนตัว (Private and Non-Commercial) ในเวอร์ชันล่าสุดซึ่งออกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 นี้ได้ทำการอัปเดท AVG Toolbar เป็นเวอร์ชัน 4.9 และทำการปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

การดาวน์โหลด AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.851a3009
ท่านที่กำลังหาโปรแกรมป้องกันไวรัสและมัลแวร์แบบฟรีแวร์ไว้ใช้งาน สามารถอ่านรายละเอียดการดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ AVG Free Anti-Virus หรือดาวน์โหลดโปรแกรม AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.851a3009 โดยตรงได้ฟรีจากเว็บไซต์ Download AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.851a3009 (AVG Server /105MB)

อนึ่ง สำหรับท่านที่ใช้งาน AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.x หรือเวอร์ชันอื่นที่เก่ากว่าอยู่ก่อนแล้วโปรแกรมจะทำการอัพเดทเป็นเวอร์ชันใหม่ให้โดยอัตโนมัติ

ฟีเจอร์หลักใน AVG Anti-Virus Free Edition 9.0
AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.x นั้นสามารถป้องกันได้ทั้งไวรัสและสปายแวร์ และยังได้รับการปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีคุณสมบัติดังนี้
1. มีฟังก์ชันเพียงพอสำหรับการป้องกันขั้นพื้นฐานแต่ขาดฟังก์ชันการทำงานขั้นสูงบางอย่าง
2. จำนวนภาษาที่รองรับมีจำกัดเพียง 16 ภาษา ในขณะที่เวอร์ชัน Pro มี 22 ภาษา
3. ไม่สามารถขอรับบริการด้านเทคนิคได้
4. รองรับเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่ายเท่านั้น ไม่สามารถใช้งานบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ได้
5. ใช้งานได้ในแบบส่วนตัวเท่านั้นไม่อนุญาตให้ใช้ในเชิงพาณิชย์ (Private and Non-Commercial)
6. มีการแสดงโฆษณาเป็นช่วงๆ

หมายเหตุ: AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.x มีข้อจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับ AVG Anti-Virus Pro ($39.9) หรือ AVG Internet Security ($49.9) ซึ่งมีหลายฟีเจอร์มากกว่า ดังนี้
- AVG Identity Protection (มีเฉพาะใน AVG Internet Security)
- Web Shield
- Anti-Rootkit
- Anti-Spam (มีเฉพาะใน AVG Internet Security)
- Advanced Anti-Rootkit protection
- Game Mode
- Enhanced Firewall (มีเฉพาะใน AVG Internet Security)
- Safe Downloads
- Safe Instant Messaging
- Safe Surf
- System Tools (มีเฉพาะใน AVG Internet Security)

การปรับปรุงใน AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.851a3009
ใน AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.851a3009 ได้รับการปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนี้
- AVG Email: Fixed issue with SSL connection.
- Core: More reliable ETAP detection implemented.
- Safe Search: Fixed issue with VeriSign icons missing from some sub-domains.
- Safe Surf: Minor improvement is Safe Surf user interface.
- Toolbar: New version (4.9) of AVG Toolbar implemented.

ความต้องการระบบของโปรแกรม AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.x
โปรแกรม AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.x มีความต้องการระบบขั้นต่ำดังนี้
• Windows 2000, Windows XP (x86 และ x64), Windows Vista (x86 และ x64), และ Windows 7 (x86 และ x64)
• ซีพียู: Intel Pentium 1.8 GHz หรือสูงกว่า
• พื้นที่ว่างบนฮาร์ดดิสก์: 550 MB (เฉพาะสำหรับการติดตั้งเท่านั้น)
• หน่วยความจำ: 512 MB

การติดตั้ง AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.790
การติดตั้ง AVG Anti-Virus Free Edition 9.0.790 มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ดับเบิลคลิกไฟล์ aavg_free_stf_en_90_790a2730.exe จากนั้นในหน้า Welcome to the AVG Setup program ให้คลิก Next
2. ในหน้า Welcome to the AVG Free Setup Program ให้คลิก Next
3. ในหน้า License Agreement ให้เลือก I have read the license agreement คลิก Accept
4. รอจนโปรแกรมทำการตรวจสอบระบบแล้วเสร็จ จากนั้นในหน้า Select Installation Type แนะนำให้เลือกเป็น Standard Installation แล้วคลิก Next
5. ในหน้า Activate your AVG Free License ให้คลิก Next
6. ในหน้า AVG Security Toolbar ผมแนะนำให้ ยกเลิกการเลือกเช็คบ็อกซ์ Yes, I would like to install the AVG Security Toolbar เสร็จแล้วคลิก Next
7. ในหน้า Close down open applications ให้คลิก Next
8. รอจนการติดตั้งแล้วเสร็จ หลังจากติดตั้งเสร็จโปรแกรมจะทำการอัพเดท Virus Definition จากนั้นในหน้า AVG First Run Wizard ให้คลิก Finish
9. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ AVG First Run Wizard ให้คลิก Yes เพื่อทำการรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์

หมายเหตุ: หากมีโปรแกรมแอนตี้ไวรัสตัวอื่นติดตั้งอยู่ก่อนหน้า จะต้องทำการยกเลิกการติดตั้งโปรแกรมตัวนั้นออกก่อน และติดตั้งโปรแกรมเสร็จแล้วก็อย่าลืมอัพเดท Virus Definition อย่างสม่ำเสมอด้วยนะครับ

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Wednesday, July 21, 2010

Mozilla Firefox 3.6.7 - Fixed 8 critical security issues

Mozilla Firefox 3.6.7 แก้ 14 ปัญหาความปลอดภัยมี 8 ปัญหาที่ร้ายแรงระดับวิกฤติ
บทความโดย: The Windows Administrator Blog

Mozilla ออก Firefox 3.6.7 เพื่อปรับปรุงการทำงานและแก้ไขปัญหาความปลอดภัยที่พบใน Firefox 3.6.6 โดยมีปัญหาความปลอดภัยที่ได้รับแก้ไขถึง 14 ปัญหา ที่สำคัญมีถึง 8 ปัญหาที่ร้ายแรงระดับวิกฤติ (Critical) เวอร์ชันล่าสุดนี้ออกในวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 (ตรงกับวันที่ 21 ก.ค. ตามเวลาในประเทศไทย)

เนื่องจาก Firefox 3.6.7 นั้นมีการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยถึง 14 ปัญหาและมีถึง 8 ปัญหาที่ร้ายแรงระดับวิกฤติ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยในการท่องอินเทอร์เน็ตขอแนะนำให้ท่านที่ใช้ Firefox 3.6.6 หรือเวอร์ชันเก่ากว่าให้ทำการอัพเดทในทันทีที่ทำได้ครับ

การดาวน์โหลด Mozilla Firefox 3.6.7
โปรแกรมติดตั้ง Mozilla Firefox 3.6.7 เวอร์ชันสำหรับ Windows นั้นมีขนาดประมาณ 7.7 MB สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ดังนี้
Download Mozilla Firefox 3.6.7
Download Mozilla Firefox 3.6.7 for Windows

Mozilla Firefox 3.6.7

Mozilla Firefox 3.6.7 New Features
Firefox 3.6.7 เป็นเวอร์ชันที่ออกเพื่อปรับปรุงเกี่ยวกับการทำงานและแก้ปัญหาความปลอดภัย โดยมีปัญหาความปลอดภัยได้รับการแก้ไขจำนวน 14 ตัว และมี 8 ปัญหาที่ร้ายแรงสูงระดับวิกฤติรายละเอียดดังนี้
Fixed in Firefox 3.6.7
• MFSA 2010-47 Cross-origin data leakage from script filename in error messages [Moderate]
• MFSA 2010-46 Cross-domain data theft using CSS [Moderate]
• MFSA 2010-45 Multiple location bar spoofing vulnerabilities [Moderate]
• MFSA 2010-44 Characters mapped to U+FFFD in 8 bit encodings cause subsequent character to vanish [Moderate]
• MFSA 2010-43 Same-origin bypass using canvas context [High]
• MFSA 2010-42 Cross-origin data disclosure via Web Workers and importScripts [High]
• MFSA 2010-41 Remote code execution using malformed PNG image [Critical]
• MFSA 2010-40 nsTreeSelection dangling pointer remote code execution vulnerability [Critical]
• MFSA 2010-39 nsCSSValue::Array index integer overflow [Critical]
• MFSA 2010-38 Arbitrary code execution using SJOW and fast native function [Critical]
• MFSA 2010-37 Plugin parameter EnsureCachedAttrParamArrays remote code execution vulnerability [Critical]
• MFSA 2010-36 Use-after-free error in NodeIterator [Critical]
• MFSA 2010-35 DOM attribute cloning remote code execution vulnerability [Critical]
• MFSA 2010-34 Miscellaneous memory safety hazards (rv:1.9.2.7/ 1.9.1.11) [Critical]

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่เว็บไซต์ Mozilla Foundation Security Advisories

ความต้องการระบบของ Firefox 3.6.x
ความต้องการระบบของ Firefox 3.6.x บนระบบปฏิบัติการ Windows มีดังนี้
Operating Systems
• Windows 2000
• Windows XP
• Windows Server 2003
• Windows Vista
• Windows 7

Minimum Hardware
• ใช้ซีพียูขั้นต่ำ Pentium 233 MHz (แนะนำ: Pentium 500MHz หรือสูงกว่า)
• เมมโมรี 64 MB RAM (แนะนำ: 128 MB RAM หรือมากกว่า)
• พื้นที่ฮาร์ดดิสก์ 52 MB

การติดตั้ง Mozilla Firefox 3.6.7
วิธีการติดตั้ง Mozilla Firefox 3.6.7 นั้น แบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกัน ตามรายละเอียดดังนี้
แบบที่ 1 สำหรับผู้ใช้ที่ติดตั้ง Firefox บนเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว
การอัพเดทจาก Firefox เวอร์ชันก่อนที่ติดตั้งอยู่แล้ว ถ้าหากตั้งค่า Advanced>Update>Automatically check for update to: Firefox เมื่อทำการเปิดใช้งาน Firefox และมีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต Firefox ก็จะทำการตรวจสอบการอัพเดทโดยอัตโนมัติ (สามารถสั่งให้ Firefox ทำการตรวจสอบการอัพเดทแบบแมนนวล โดยการคลิกที่เมนู Help แล้วคลิก Check for Updates)

แบบที่ 2 สำหรับผู้ใช้ที่ยังไม่ได้ทำการติดตั้ง Firefox บนเครื่องคอมพิวเตอร์
การติดตั้ง Firefox 3.6.7 ใหม่ สำหรับผู้ใช้วินโดวส์ที่ยังไม่ได้ทำการติดตั้ง Firefox บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้ดาวน์โหลด Firefox เวอร์ชันสำหรับวินโดวส์จากเว็บไซต์ในหัวข้อ การดาวน์โหลด Mozilla Firefox 3.6.7 ด้านบนแล้วทำการติดตั้งแบบแมนนวล สำหรับขั้นตอนและวิธีการติดตั้งสามารถอ่านรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ How to install Mozilla Firefox 3.6

การถอนการติดตั้ง Firefox 3.6.7
การยกเลิกการติดตั้ง Firefox 3.6.7 สามารถทำได้จาก Add or Remove Programs ใน Control Panel โดยการยกเลิกการติดตั้ง Firefox 3.6.x นั้น โปรแกรมจะไม่ทำการลบข้อมูลต่างๆ คือ Bookmarks, Web Browsing History และ Extensions หรือ Add-ons ต่างๆ ให้อัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้ต้องทำการลบด้วยตนเอง ตามตำแหน่งดังนี้

Windows Vista = Users\[username]\AppData\Roaming\Mozilla\Firefox
Windows 2000, XP, 2003 = Documents and Settings\UserName\Application Data\Mozilla\Firefox
Windows NT = WINNT\Profiles\UserName\Application Data\Mozilla\Firefox
Mac OS X = ~/Library/Application Support/Firefox
Linux and Unix systems = ~/.mozilla/firefox

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Firefox 3.6.7 Release Notes

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Apple ออก iTunes 9.2.1

Apple ออกโปรแกรม iTunes 9.2.1.1 เวอร์ชันสำหรับ Windows และ MAC โดยเวอร์ชันอัพเดทล่าสุดนี้เป็นการออกเพื่อแก้ไขปัญหาและปรับปรุงการทำงาน (Maintenance) ออกเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2553

Tuesday, July 20, 2010

How to Sign in to Hotmail using Single-Use Code

วิธีการไซน์อินเข้าระบบ Hotmail ด้วย Single-Use Code
บทความโดย: Windows Administrator Blog

ในการไซน์อิน (Sign in) เข้าระบบ Hotmail นั้น โดยปกติแล้วจะใช้รหัสผ่าน (Password) แต่ในการใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะหรือในอินเทอร์เน็ตคาเฟ่อาจจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องความปลอดภัยได้ซึ่งทาง Hotmail ได้ตระหนักถึงประเด็นนี้จึงได้พัฒนาระบบ Single-use code ซึ่งเป็นการไซน์อินด้วยรหัสแบบใช้ครั้งเดียว (One-time password) ซึ่งจะช่วยยกระดับความปลอดภัยในการใช้งานให้สูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันบริการ Single-use code นี้ยังไม่รองกับสำหรับผู้ใช้ในประเทศไทย

สำหรับวิธีการไซน์อินด้วยรหัสแบบใช้ครั้งเดียวนั้น ขั้นตอนแรก (ในกรณีที่ยังไมได้ดำเนินการ) จะต้องระบุหมายเลขโทรศัพท์มือถือในโปรไฟล์ก่อน โดยในหน้าต่าง Hotmail ให้คลิกบนชื่อผู้ใช้แล้วเลือก View your account

รูปที่ 1.

จากนั้นในหัวข้อ Mobile number ในหน้า Account overview ให้คลิก Add แล้วทำการป้อนรหัสผ่าน หมายเลขโทรศัพท์มือถือ และหมายเลข PIN (กำหนดได้เองโดยต้องเป็นตัวเลขอย่างน้อย 6 ตัว)

รูปที่ 2.

หลังจากทำการกำหนดหมายเลขโทรศัพท์มือถือในโปรไฟล์เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเมื่อต้องการไซน์อินเข้า Hotmail ด้วยรหัสแบบใช้ครั้งเดียวให้คลิกที่ Get a single-use code to signin with

รูปที่ 3.

ในหน้า With single-use code ดังรูปที่ 4. ในกรณีที่มีโค้ดอยู่แล้วให้ทำการไซน์อินโดยการป้อนอีเมลในช่อง Windows Live ID และใส่โค้ดในช่องใต้ Single-use code เสร็จแล้วคลิกไซน์อิน ในกรณีที่มีโค้ดให้คลิก Request a code เพื่อขอรับโค้ดใหม่

รูปที่ 4.

จากนั้นในหน้า With single-use code ดังรูปที่ 5. ให้คลิก Request a code ให้ป้อนอีเมล (Windows Live ID) เลือกประเทศ (Country)  ป้อนหมายเลขโทรศัพท์ (ต้องตรงกับหมายเลขโทรศัพท์มือถือในโปรไฟล์) เสร็จแล้วคลิก Send text message

รูปที่ 5.

เมื่อได้รับโค้ดแล้วให้ทำการไซน์อินในหน้า With single-use code ดังรูปที่ 4.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Windows Team Blog

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Monday, July 19, 2010

How to uninstall Windows 7 Service Pack 1 Beta

ขั้นตอนการถอนการติดตั้ง Windows 7 Service Pack 1 Beta
บทความโดย: Windows Administrator Blog

บทความนี้วิธีถอนการติดตั้ง Windows 7 Service Pack 1 Beta ซึ่งไมโครซอฟท์ได้เปิดให้ผู้สนใจดาวน์โหลดไปทดสอบการทำงานเมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา (อ่านรายละเอียด ») โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. คลิก Start คลิก Control Panel จากนั้นภายใต้หัวข้อ Programs ให้คลิก Uninstall a program
2. ในหน้าต่าง Programs and Features ให้คลิก View installed updates
3. ในหน้าต่าง Install Updates ให้คลิกเลือก Service Pack for Microsoft Windows (KB976932) [1] เสร็จแล้วคลิก Uninstall [2]


4. ในหน้าต่าง Uninstall an update ให้คลิก Yes แล้วรอจนระบบทำงานแล้วเสร็จ
5. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ You musr restart your computer to apply these changes ให้คลิก Restart Now


เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การติดตั้ง Windows 7 SP1 Beta ด้วยไฟล์ ISO อิมเมจ
10 สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับ Windows 7 Service Pack 1 (SP1) Beta
ไมโครซอฟท์ยืนยัน Windows 7 Service Pack 1 Final ออกต้นปี 2554 แน่นอน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Microsoft Support

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Fix: The User Profile Service failed the logon. User profile cannot be loaded

วิธีแก้ปัญหาล็อกออนเข้า Windows 7 และ Windows Vista ไม่ได้เนื่องจากโปรไฟล์เสีย
บทความโดย: Windows Administrator Blog

ปัญหาอย่างหนึ่งที่ผู้ใช้ Windows 7 และ Windows Vista อาจจะพบได้เป็นบางครั้งคือปัญหาล็อกออน (Log on) เข้าวินโดวส์ไม่ได้เนื่องจากโปรไฟล์เสียหาย โดยผู้ใช้จะได้รับข้อความเมื่อทำการล็อกออน ดังนี้

The User Profile Service failed the logon. User profile cannot be loaded.

โดยความผิดพลาดดังกล่าวนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ถ้ามีการคอนฟิก "Do not logon users with temporary profiles" ผ่านทางนโยบายกลุ่ม (Group Policy)

สาเหตุ:
ปัญหาดังนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ถ้าทำการลบโปรไฟล์ผู้ใช้ (User profile) แบบแมนนวลโดยใช้คอมมานด์พร็อมพ์หรือทำการลบจาก Windows Explorer ซึ่งโปรไฟล์ที่ถูกลบแบบแมนนวลนั้นจะไม่ทำการลบ Security Identifier (SID) จากรายชื่อโปรไฟล์ในรีจีสทรี่ย์ เมื่อ SID ยังคงอยู่ในรีจีสทรี่ย์ Windows ก็จะพยายามทำการโหลดโปรไฟล์โดยใช้ ProfileImagePath ซึ่งชี้ไปยังพาธที่ไม่มีในระบบ (เนื่องจากถูกลบออกไปแล้ว) ดังนั้นจึงทำให้ไม่สามารถโหลดโปรไฟล์ได้ซึ่งส่งผลให้ล็อกออนเข้าวินโดวส์ไม่ได้

วิธีการแก้ไข:
ปัญหาดังกล่าวนี้สามารถมาแก้ไขโดยใช้ Microsoft Fix it 50446 หรือการแก้ไขด้วยตนเองโดยการลบโปรไฟล์ผ่านทางไดอะล็อกบ็อกซ์ Computer Properties ตามขั้นตอนดังนี้
1. คลิก Start คลิกขวาบน Computer แล้วคลิก Properties
2. ในหน้าต่าง System คลิก Change settings
3. System Properties คลิกแท็บ Advanced
4. ภายใต้หัวข้อ User Profiles คลิก Settings
5. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ User Profiles เลือกโปรไฟล์ที่ต้องการลบ [1] จากนั้นคลิก Delete [2] เสร็จแล้วคลิก OK


6. คลิก Start แล้วพิมพ์ regedit ใน Search programs and files เสร็จแล้วคลิก ENTER
7. ในหน้าต่าง Registry Editor ให้ไปยังรีจีสทรี่คีย์ย่อยต่อไปนี้
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows NT\CurrentVersion\ProfileList
8. คลิกขวาบน SID ที่ต้องการลบ จากนั้นคลิก Delete
9. ล็อกการลอกออนด้วยชื่อผู้ใช้ที่มีปัญหาเพื่อทำการสร้างโปรไฟล์ใหม่

วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับ
วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับ Windows 7 และ Windows Vista รุ่นต่างๆ ดังนี้
• Windows Vista Enterprise 64-bit Edition
• Windows Vista Home Basic 64-bit Edition
• Windows Vista Home Premium 64-bit Edition
• Windows Vista Ultimate 64-bit Edition
• Windows Vista Business
• Windows Vista Business 64-bit Edition
• Windows Vista Enterprise
• Windows Vista Home Basic
• Windows Vista Home Premium
• Windows Vista Starter
• Windows Vista Ultimate
• Windows 7 Enterprise
• Windows 7 Home Basic
• Windows 7 Home Premium
• Windows 7 Professional
• Windows 7 Starter
• Windows 7 Ultimate

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Microsoft Support

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Sunday, July 18, 2010

New Zero-Day Critical Vulnerability in Windows Shell Affects all Windows versions

พบช่องโหว่ความปลอดภัยร้ายแรงระดับวิกฤติตัวใหม่ใน Windows Shell กระทบกับ Windows ทุกเวอร์ชันและยังไม่มีแพตซ์สำหรับแก้ไข (Zero-Day)
บทความโดย: Windows Administrator Blog

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการผ่านทางเว็บไซต์ในบทความเรื่อง Microsoft Security Advisory (2286198): Vulnerability in Windows Shell Could Allow Remote Code Execution เพื่อยืนยันว่ามีการพบช่องโหว่ความปลอดภัยร้ายแรงระดับวิกฤติ (Critical Vulnerability) ตัวใหม่ใน Windows Shell ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ Windows ทุกเวอร์ชัน ซึ่งแฮกเกอร์อาจใช้โจมตีระบบเพื่อทำการรันโค้ดจากระยะไกลได้ (Remote code execution) และที่สำคัญ เป็นช่องโหว่ความปลอดภัยแบบ Zero-Day เนื่องจากยังไม่มีแพตซ์สำหรับแก้ไข

ช่องโหว่ความปลอดภัยที่พบใน Windows Shell นี้เกิดจากความผิดพลาดในการประมวลผลชอร์ตคัท (ไฟล์นามสกุล .Lnk และ .Pif) ของ Windows ทำให้โค้ดประสงค์ร้าย (Malicious code) ถูกเอ็กซีคิวต์ได้เมื่อผู้ใช้คลิกชอร์ตคัทที่มีการแฝงโค้ด (Crafted shortcut) เอาไว้ ช่องโหว่ความปลอดภัยดังกล่าวนี้มีลักษณะคล้ายกับการโจมตีผ่านทางไดรฟ์อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบพกพา ซึ่งการโจมตีผ่านทางช่องโหว่ของไดรฟ์อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบพกพาบนระบบที่ปิดฟังก์ชัน AutoPlay นั้นจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ใช้ทำการเบราซ์ไปยังโฟลเดอร์บนสุด (Root folder) ของไดรฟ์อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบพกพานั้น สำหรับระบบ Windows 7 นั้นฟังก์ชัน AutoPlay สำหรับอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบพกพาจะถูกปิดการทำงานโดยดีฟอลท์

ปัจจุบันไมโครซอฟท์ได้รับรายงานเกี่ยวกับการโจมตีระบบโดยใช้ช่องโหว่นี้บ้างแล้ว ทั้งนี้ไมโครซอฟท์และพาร์ทเนอร์ได้ทำการตรวจสอบสถานการณ์และติดตามช่องโหว่นี้อย่างใกล้ชิดและได้เปิด Microsoft Active Protections Program (MAPP) เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลสำหรับลูกค้า

สำหรับการออกแพตช์ (Patch) เพื่อปิดช่องโหว่นั้น หลังทำการตรวจสอบเสร็จเรียบร้อยไมโครซอฟท์จะทำการประกาศให้ผู้ใช้ทราบอีกครั้ง ซึ่งในกรณีจำเป็นต้องออกแพตช์เพื่อปิดช่องโหว่ อาจจะออกแพตช์รวมอยู่ในเซอร์วิสแพ็ค อัพเดทรายเดือน หรือออกเป็นอัพเดทกรณีพิเศษ (Out-of-band) ในกรณีร้ายแรง หรือได้รับการร้องขอจากลูกค้า หรือแบบอื่นๆ ตามความเหมาะสม

ซอฟต์แวร์ที่ได้รับผลกระทบ
ซอฟต์แวร์ที่ได้รับผลกระทบ มีดังต่อไปนี้
• Windows XP Service Pack 3
• Windows XP Professional x64 Edition Service Pack 2
• Windows Server 2003 Service Pack 2
• Windows Server 2003 x64 Edition Service Pack 2
• Windows Server 2003 with SP2 for Itanium-based Systems
• Windows Vista Service Pack 1 and Windows Vista Service Pack 2
• Windows Vista x64 Edition Service Pack 1 and Windows Vista x64 Edition Service Pack 2
• Windows Server 2008 for 32-bit Systems and Windows Server 2008 for 32-bit Systems Service Pack 2
• Windows Server 2008 for x64-based Systems and Windows Server 2008 for x64-based Systems Service Pack 2
• Windows Server 2008 for Itanium-based Systems and Windows Server 2008 for Itanium-based Systems Service Pack 2
• Windows 7 for 32-bit Systems
• Windows 7 for x64-based Systems
• Windows Server 2008 R2 for x64-based Systems
• Windows Server 2008 R2 for Itanium-based Systems

Issue References
CVE Reference: CVE-2010-2568
Microsoft Knowledge Base Article 2286198

Mitigating Factors
ปัจจัยที่ช่วยลดผลกระทบของช่องโหว่ความปลอดภัยต่อระบบ
• ในกรณีที่การโจมตีประสบผลสำเร็จแฮกเกอร์จะได้รับสิทธิ์ในระดับเดียวกันกับ ผู้ใช้ที่กำลังล็อกออน ดังนั้นผู้ใช้ที่มีระดับสิทธิ์น้อยจะมีผลกระทบน้อยกว่าผู้ใช้ที่มีระดับสิทธิ์สูง
• การปิดฟังก์ชัน AutoPlay นั้นส่งผลให้การเข้าถึงโฟลเดอร์บนสุดของไดรฟ์อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบพกพาเปิดต้องดำเนินการด้วยตนเองโดยการเปิด Windows Explorer หรือแอพพลิเคชันอื่นๆ แล้วเบราซ์ไปยังโฟลเดอร์บนสุดของไดรฟ์อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบพกพา
• การบล็อคการเชื่อมต่อขาเข้าของ SMB บนเพอริมิเตอร์ไฟร์วอลล (perimeter firewall) จะช่วยลดความเสี่ยงจากการโจทตีแบบรีโมทผ่านทางการแชร์ไฟล์ได้

คำแนะนำเพื่อป้องกันระบบจากการโจมตี
ในระหว่างที่รอการตรวจสอบและการพัฒนาแพตช์ (Patch) แล้วเสร็จ ไมโครซอฟท์ได้คำแนะนำผู้ใช้ Windows เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบให้ดำเนินการดังนี้
Disable the displaying of icons for shortcuts
1. คลิก Start คลิก Run พิมพ์ Regedit ในช่อง Open เสร็จแล้วคลิก OK
2. ในหน้าต่างโปรแกรม Registry Editor ให้เนวิเกตไปยังรีจีสทรีคีย์:
HKEY_CLASSES_ROOT\lnkfile\shellex\IconHandler

3. คลิกเมนู File แล้วเลือก Export
4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Export Registry File ให้ใส่ชื่อไฟล์เป็น LNK_Icon_Backup.reg เสร็จแล้วคลิก Save
5. ในคอลัมน์ขวามือของหน้าต่างโปรแกรม Registry Editor ให้ดับเบิลคลิก (Default) แล้วในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Edit String ให้ลบค่าดีฟอลท์ (ค่าจะว่าง) เสร็จแล้วคลิก OK

ค่า (Default) ก่อนแก้ไข

ค่า (Default) หลังแก้ไข

6. ทำการรีสตาร์ท explorer.exe หรือรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล

Disable the WebClient service
1. คลิก Start คลิก Run พิมพ์ Services.msc ในช่อง Open เสร็จแล้วคลิก OK
2. ในหน้าต่าง Services ให้คลิกขวาบนเซอร์วิส WebClient service แล้วเลือก Properties
3. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ WebClient Properties ให้เปลี่ยนค่า Startup type เป็น Disabled ในกรณีที่เซอร์วิสกำลังทำงานอยู่ให้คลิก Stop เสร็จแล้วคลิก OK


4. ในหน้าต่าง Services ให้คลิก OK เพื่อจบการทำงาน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Microsoft Security Advisory (2286198): Vulnerability in Windows Shell Could Allow Remote Code Execution

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Windows 7 64-bit users almost equal 32-bit users

จำนวนผู้ใช้ Windows 7 เวอร์ชัน 64-bit ใกล้เคียงกับเวอร์ชัน 32-bit
บทความโดย: Windows Administrator Blog

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้เปิดเผยสถิติจำนวนผู้ใช้ Windows 7 เวอร์ชัน 32-bit และ 64-bit ผ่านทางบล็อก Windows Team Blog ซึ่งเป็นข้อมูลที่รวบรวมมาจากจำนวนการขายเครื่องพีซี (PC) ที่มีการติดตั้ง Windows 7 ล่วงหน้า (Pre-Installed) และจากจำนวนการขายไลเซนส์ Windows 7 ถึงเดือนมิถุนายน 2553 ซึ่งผลปรากฏว่า จำนวนผู้ใช้ Windows 7 เวอร์ชัน 64-bit ใกล้เคียงกับเวอร์ชัน 32-bit โดยจำนวนผู้ใช้ Windows 7 64-bit มี 46% ส่วนจำนวนผู้ใช้ Windows 7 32-bit มี 54% ต่างกันเพียง 8% เท่านั้น

เมื่อเทียบจำนวนผู้ใช้ Windows 7 64-bit กับเวอร์ชันก่อนหน้าอย่าง Windows Vista และ Windows XP จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจำนวนผู้ใช้เวอร์ชัน 64-bit เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยจำนวนผู้ใช้ Windows 7 64-bit นั้นสูงกว่า Windows Vista 64-bit ถึง 35% และสูงกว่า Windows XP 64-bit มากกว่า 45% ดังภาพประกอบด้านล่าง


ข้อแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างระบบปฏิบัติการแบบ 32-bit กับ 64-bit คือจำนวนของหน่วยความจำ (Memory) ที่สามารถใช้งานได้ โดยเวอร์ชัน 32-bit นั้นหน่วยความจำสูงสุดที่สามารถรองรับได้ถูกจำกัดที่ 4 GB เท่านั้น ในขณะที่เวอร์ชัน 64-bit นั้นสามารถรองรับหน่วยความจำได้สูงสุดถึง 17200 GB อย่างไรก็ตาม Windows 7 64-bit นั้นออกแบบมาให้สามารถรองรับหน่วยความจำได้สูงสุดถึง 192 GB

ประโยชน์ที่ผู้ใช้ Windows 7 64-bit ได้รับจากขนาดหน่วยความจำที่มากกว่าคือ ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเมื่อทำการรันโปรแกรมพร้อมกันจำนวนหลายๆ ตัว นอกจากนี้ประสิทธิภาพการทำงานจะเพิ่มขึ้นแล้วประสิทธิภาพในการรองรับเวอร์ชวลไลเซชัน (Virtualization) จะมีมากกว่าเวอร์ชัน 32-bit อีกด้วย

สำหรับสาเหตุที่ทำให้มีผู้ใช้ Windows 7 64-bit เพิ่มมากขึ้นมีผลมาจากหน่วยความจำมีราคาถูกลงทำให้ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ (OEMs) สามารถเพิ่มขนาดหน่วยความจำในเครื่องพีซีที่ผลิต และในปัจจุบันโปรเซสเซอร์ส่วนใหญ่สามารองรับระบบปฏิบัติการแบบ 64-bit ได้ รวมถึงมีอุปกรณ์และแอพพลิเคชันที่คอมแพตติเบิลกับพีซีที่ใช้ระบบปฏิบัติการแบบ Windows 7 64-bit มากขึ้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Windows Team Blog

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Saturday, July 17, 2010

Dynamic Memory Beta – Supported Guest Operating Systems

รายชื่อ Guest Operating Systems ที่รองรับโดย Dynamic Memory ใน Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 Beta
บทความโดย: Windows Administrator Blog

Dynamic Memory นั้นเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่มีใน Service Pack 1 สำหรับ Windows Server 2008 R2 เป็นฟีเจอร์ที่ทำให้เซิร์ฟเวอร์ Hyper-V สามารถจัดสรรการใช้งานหน่วยความจำทางกายภาพ (Physical Memory) ของเวอร์ชวลแมชชีน (Virtual Machine) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (อ่านรายละเอียด »)

โดย Dynamic memory เวอร์ชันเสร็จสมบูรณ์นั้นจะสามารถรองรับเวอร์ชวลแมชชีน (Virtual machines) ซึ่งรันระบบปฏิบัติการเกสต์ (Guest Operating Systems) มีดังนี้
• Windows Server 2003 Web, Standard, Enterprise and Datacenter (32-bit and 64-bit)
• Windows Server 2003 R2 Web, Standard, Enterprise and Datacenter (32-bit and 64-bit)
• Windows Server 2008 Web, Standard, Enterprise and Datacenter (32-bit and 64-bit)
• Windows Server 2008 R2 Web, Standard, Enterprise and Datacenter (64-bit)
• Windows Vista Enterprise and Ultimate (32-bit and 64-bit)
• Windows 7 Enterprise and Ultimate (32-bit and 64-bit)

แต่ใน Service Pack 1 (SP1) Beta ที่เปิดให้ดาวน์โหลดเมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมานั้น จะสามารถรองรับเวอร์ชวลแมชชีนซึ่งรันระบบปฏิบัติการเกสต์มีดังนี้
• Windows Server 2003 Enterprise and Datacenter (32-bit and 64-bit)
• Windows Server 2003 R2 Enterprise and Datacenter (32-bit and 64-bit)
• Windows Server 2008 Enterprise and Datacenter (32-bit and 64-bit)
• Windows Server 2008 R2 Enterprise and Datacenter (64-bit)
• Windows Vista Enterprise and Ultimate (32-bit and 64-bit)
• Windows 7 Enterprise and Ultimate (32-bit and 64-bit)

สำหรับระบบปฏิบัติการเกสต์ที่จะรองรับหลังจาก Service Pack 1 (SP1) Beta มีดังนี้
• Windows Server 2003 Web and Standard (32-bit and 64-bit)
• Windows Server 2003 R2 Web and Standard (32-bit and 64-bit)
• Windows Server 2008 Web and Standard (32-bit and 64-bit)
• Windows Server 2008 R2 Web and Standard (64-bit)

สำหรับรายละเอียดการดาวน์โหลด Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 (SP1) Beta สามารอ่านได้จากเว็บไซต์ Download Windows 7 and Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 Beta

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
10 สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับ Windows 7 Service Pack 1 Beta

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Virtual PC Guy's Blog

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Friday, July 16, 2010

10 Things to Know about Windows 7 Service Pack 1 (SP1) Beta

10 สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับ Windows 7 Service Pack 1 (SP1) Beta
ไมโครซอฟท์ได้เปิดให้ผู้สนใจทั่วไปดาวน์โหลด Windows 7 และ Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 (SP1) Beta เพื่อทดสอบการทำงาน (อ่านรายละเอียด ») ไปแล้วเมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งอาจมีหลายคนที่มีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับ Windows 7 SP1 Beta ผมเลยทำการรวบรวม 10 สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับ Windows 7 SP1 Beta มาฝากรายละเอียดดังนี้

1. วัตถุประสงค์หลักในการออก Windows 7 SP1 Beta ของไมโครซอฟท์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ด้านไอทีและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (IT Pros and developers) ได้ทดสอบ Service Pack ในองค์กรหรือกับซอฟต์แวร์ที่ทำการพัฒนา และที่สำคัญ SP1 Beta ยังเป็นเวอร์ชันทดสอบ ดังนั้นไม่ควรติดตั้งบนเครื่องที่ใช้งานจริงโดยเด็ดขาด

2. Windows 7 SP1 Beta นั้นมีให้ดาวน์โหลดใน 2 รูปแบบคือแบบ
• Download the 32-bit (x86) Edition using Windows Update ซึ่งเป็น SP1 Beta รุ่น 32 บิท ติดตั้งผ่านทาง Windows Update
• Download the 64-bit (x64) Edition using Windows Update ซึ่งเป็น SP1 Beta รุ่น 64 บิท ติดตั้งผ่านทาง Windows Update
• Download the 1.2GB ISO file with standalone update ซึ่งเป็นไฟล์ ISO อิมเมจที่รวมทั้งรวม SP1 Beta ทั้งรุ่น 32 บิท และ 64 บิท และจะต้องทำการเบิร์นลงดีวีดีก่อนจึงจะสามารถใช้ทำการติดตั้งได้

3.Windows 7 SP1 Beta นั้นมีอายุการใช้งานจำกัด โดยจะหมดอายุในวันที่ 30 มิถุนายน 2554 และจะเริ่มแจ้งเตือนในวันที่ 30 มีนาคม 2554

4. ไม่สามารถอัพเกรดจาก Windows 7 SP1 Beta ไปเป็น SP1 Final ได้ นั้นคือจะต้องทำการถอนการติดตั้งบิลด์ Beta ออกก่อนแล้วจึงจะสามารถติดตั้ง SP1 บิลด์ Final ได้

5. SP1 Beta (และ SP1 Final) รุ่น 64 บิท สามารถใช้ติดตั้งได้ทั้งบน Windows 7 และ Windows Server 2008 R2 ในรุ่น 64 บิท

หมายเหตุ: Windows Server 2008 R2 มีเฉพาะรุ่น 64 บิท

6. Windows 7 SP1 ไม่มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงการรวมฟิกซ์ (Fixes) ต่างๆ ที่ออกหลังจาก Windows 7 RTM เท่านั้น

7. Windows Server 2008 R2 SP1 มีฟีเจอร์ใหม่ 2 ตัว ด้วยกันคือ Dynamic Memory และ Remote FX (อ่านรายละเอียด »)

8. ความต้องการระบบของ SP1 Beta นั้นเหมือนกับความต้องการระบบของ Windows 7 RTM ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ Windows 7 System Requirements

9. Windows 7 และ Windows Server 2008 R2 SP1 Beta มีให้ดาวน์โหลดใน 5 ภาษา ได้แก่ English, French, German, Japanese และ Spanish ทั้งนี้ SP1 Beta จะไม่สามารถติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการติดตั้ง Display Languages (MUI) นอกจาก 5 ภาษาดังกล่าวนี้ นั้นคือ จะต้องทำการถอนการติดตั้ง Display Languages ที่ไม่รองรับออกก่อนจึงจะสามารถติดตั้ง SP1 Betaได้

10. ไมโครซอฟท์ยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า Windows 7 และ Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 Final จะออกในช่วงต้นปี 2554 อย่างแน่นอน แต่ยังไม่ได้ระบุวันที่ออกที่แน่นอน โดยสำหรับลูกค้าทั่วไปจะสามารถติดตั้งผ่านทาง Windows Update สำหรับองค์กรนั้นจะออกในรูปแบบไฟล์ ISO อิมเมจ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การติดตั้ง Windows 7 SP1 Beta ด้วยไฟล์ ISO อิมเมจ
Install Windows 7 Service Pack 1 Beta from Windows Update

บทความโดย: Windows Administrator Blog

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Windows 7 and Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 Beta FAQs

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Install Windows 7 Service Pack 1 Beta from Windows Update

การติดตั้ง Windows 7 Service Pack 1 (SP1) Beta ผ่าน Windows Update
บทความโดย: Windows Administrator Blog

Windows 7 Service Pack 1 (SP1) Beta ที่ไมโครซอฟท์เปิดให้ดาวน์โหลดนั้นจะมีใน 2 ฟอร์แมตด้วยกันคือฟอร์แมต ISO อิมเมจสำหรับการติดตั้งแบบสแตนด์อะโลน และฟอร์แมต .exe สำหรับติดตั้งผ่านทาง Windows Update ซึ่งวิธีการติดตั้งด้วยไฟล์ ISO อิมเมจนั้นผมได้สาธิตไปแล้วก่อนหน้านี้ (อ่านรายละเอียด ») สำหรับในบทความนี้จะเป็นการสาธิตการติดตั้ง Windows 7 Service Pack 1 Beta ผ่าน Windows Update

ในการติดตั้งนี้เป็นการติดตั้ง Windows 7 Service Pack 1 Beta บน Windows 7 Ultimate เวอร์ชัน 32-บิท บนเครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ HP รุ่น DC5750 ใช้ซีพียู AMD Ahtlon 5600+ มีหน่วยความจำ 2 GB โดยไฟล์ที่ใช้ติดตั้งจะชื่อ WUSignUpTool_x86.exe โดยรายละเอียดการดาวน์โหลดอ่านได้จาก Download Windows 7 and Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 Beta) ทั้งนี้ ก่อนทำการติดตั้ง Service Pack 1 Beta ผ่านทาง Windows Update จะต้องทำการคอนฟิก Windows Update ตามวิธีการในบทความเรื่อง How to update Windows 7 Using windows update ก่อน

หมายเหตุ: เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในบนความนี้เป็นเครื่องสำหรับใช้ทดสอบซอฟต์แวร์โดยเฉพาะ

การติดตั้งมีขั้นตอนดังนี้
1. ดับเบิลคลิกไฟล์ WUSignUpTool_x86.exe จากนั้นในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ User Account Control (UAC) ให้คลิก Continue
2.ในหน้า Enroll for Service Pack prerelease builds from Windows Update ดังรูปที่ 1 ด้านล่างเลือกเช็คบ็อกซ์ I accept the license terms เสร็จแล้วให้คลิก Finish

รูปที่ 1.

3. คลิก Start คลิก Control Panel ภายใต้หัวข้อ System and Security ให้คลิก Windows Update จากนั้นคลิกลิงก์ Check for updates แล้วรอจนระบบทำงานแล้วเสร็จ

รูปที่ 2.

4. ในหน้าต่าง Windows Update ดังรูปที่ 3 ให้คลิกลิงก์ [X] important updates are available 7 โดยที่ X เป็นตัวเลขแสดงจำนวนอัพเดทซึ่งอาจมีค่าแตกต่างกันไปบนละระบบ

รูปที่ 3.

จากนั้นในหน้า Select updates to install ให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เลือกเช็คบ็อกซ์หน้า Windows 7 Service Pack 1 Beta (KB976932) ดังรูปที่ 4 เสร็จแล้วคลิก OK

รูปที่ 4.

ในหน้า Windows Update ดังรูปที่ 5 ให้คลิก Install updates จากนั้นระบบจะทำการดาวน์โหลดอัพเดทหลังจากดาวน์โหลดเสร็จจะทำการติดตั้งอัพเดท รอจนการติดตั้งแล้วเสร็จซึ่งอาจใช้เวลานานหลายนาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสเปคของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ติดตั้ง

รูปที่ 5.

5. หลังจากทำการติดตั้งอัพเดทแล้วเสร็จ ให้คลิก Restart now เพื่อทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์

รูปที่ 6.

เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมใช้งานให้ล็อกออนเข้าเครื่องซึ่งระบบจะแสดงหน้า Windows 7 Service Pack 1 is now installed ดังรูปที่ 7 ให้คลิก Close เพื่อจบการติดตั้ง

รูปที่ 7.

ผลการติดตั้ง Windows 7 Service Pack 1 (SP1) Beta Pre-Release
หลังจากทำการติดตั้ง Windows 7 Service Pack 1 Beta แล้วเสร็จ หมายเลขเวอร์ชันของ Windows 7 Ultimate จะเปลี่ยนเป็น Version 6.1 (Build 7601: Service Pack 1, v.178 ดังรูปที่8

รูปที่ 8.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
10 สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับ Windows 7 Service Pack 1 (SP1) Beta
ไมโครซอฟท์ยืนยัน Windows 7 Service Pack 1 Final ออกต้นปี 2554 แน่นอน

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Thursday, July 15, 2010

How to add Rich Text Signature to Gmail

วิธีการใส่ลายเซ็นต์แบบ Rich Text ใน Gmail
ก่อนหน้านี้ผู้ใช้ Gmail สามารถใส่ลายเซ็นต์ (Signature) ได้เฉพาะข้อความที่เป็นตัวอักษรธรรมดา (Plain text) เพียงอย่างเดียว แต่ล่าสุด Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ให้ผู้ใช้ Gmail สามารถใส่ลายเซ็นต์ด้วยข้อความที่สามารถจัดรูปแบบได้ (Rich Text) ตัวอย่างเช่น ตัวอักษรตัวหนา ตัวอักษรตัวเอียง ตัวอักษรแบบมีสี เป็นต้น ได้แล้ว นอกจากนี้ ยังสามารถใส่ภาพโลโก้ และยูอาร์แอลของเว็บไซต์ ในลายเซ็นต์ได้อีกด้วย

สำหรับวิธีการใส่ลายเซ็นต์ด้วยข้อความที่สามารถจัดรูปแบบได้ใน Gmail มีขั้นตอนดังนี้
  1. ทำการไซน์อินเข้า Gmail จากนั้นคลิก Settings
  2. ในหน้า Settings ให้เลื่อนลงไปยังหัวข้อ Signature จากนั้นเลือกตัวเลือกที่ไม่ใช่ No signature แล้วใส่ลายเซ็นต์ในรูปแบบที่ต้องการ เช่น ตัวอักษรตัวหนา ตัวอักษรแบบมีสี ภาพโลโก้ หรือลิงก์ของเว็บไซต์ เป็นต้น ทั้งนี้สามารถใส่ได้หลายรูปแบบพร้อมๆ กัน เสร็จแล้วคลิก Save Changes


หลังจากทำการกำหนดค่าลายเซ็นต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อทำการส่งอีเมล ในครั้งต่อไปก็จะปรากฏลายเซ็นต์ที่กำหนดแสดงอยู่ท้ายของอีเมลไปด้วยทุกครั้ง

บทความโดย: Windows Administrator Blog

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Problems While Installing Windows 7 Service Pack 1 (SP1) Beta

ปัญหาที่พบในการติดตั้ง Windows 7 Service Pack 1 Beta
บทความโดย: Windows Administrator Blog

ผมมีโอกาสได้ทดสอบ Windows 7 Service Pack 1 (SP1) Beta ซึ่งไมโครซอฟท์เปิดให้ดาวน์โหลด Windows 7 Service Pack 1 (SP1) Beta เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา (อ่านรายละเอียด ») ซึ่งจากการทดสอบผมประสบกับปัญหาการติดตั้ง 2 ประเด็นดังนี้

ประเด็นที่ 1: ไม่สามารถติดตั้ง Windows 7 Service Pack 1 Beta ได้เนื่องจากมีการติดตั้ง Display Language (MUI) ภาษาไทย โดยจะได้รับไดอะล็อกบ็อกซ์ข้อมูลดังรูปด้านล่าง
สาเหตุ: ปัญหาดังกล่าวนี้เกิดมาจาก Windows 7 SP1 Beta นั้นรองรับภาษาเพียง 5 ได้แก่ English, French, German, Japanese และ Spanish เท่านั้น
วิธีการแก้ไข: ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยทำการถอนการติดตั้ง Display Language ภาษาไทย ตามวิธีการในบทความเรื่อง วิธีการถอนการติดตั้ง Display Languages (MUI) ใน Windows 7


ประเด็นที่ 2: ไม่สามารถติดตั้ง Windows 7 Service Pack 1 Beta ได้เนื่องจากมีการติดตั้งโปรแกรม Microsoft Security Essentials (MSE)
สาเหตุ: ปัญหาดังกล่าวนี้เกิดมาจากการติดตั้งโปรแกรม Microsoft Security Essentials (MSE) เวอร์ชันเก่ากว่า 1.0.1963.0
วิธีการแก้ไข: ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยทำการอัพเดท Microsoft Security Essentials (MSE) เป็นเวอร์ชัน 1.0.1963.0  โดยการคลิก Start คลิก All Programs คลิก Microsoft Security Essentials จากนั้นในหน้าต่างโปรแกรม Microsoft Security Essentials ให้คลิก Update หรือทำการดาวน์โหลด MSE  1.0.1963.0 มาติดตั้งใหม่ดังวิธีการในบทความเรื่อง ดาวน์โหลด Microsoft Security Essentials 1.0.1963.0

วิธีการดูเวอร์ชันของ MSE: คลิก Start คลิก All Programs คลิก Microsoft Security Essentials จากนั้นในหน้าต่างโปรแกรม Microsoft Security Essentials ให้คลิกบนไอคอนรูป 3 เหลี่ยม (อยู่ด้านขวามือของ Help) แล้วคลิก About Microsoft Security Essentials


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Windows 7 Help & How-to

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Wednesday, July 14, 2010

Windows 7 Service Pack 1 Final will be released in the first half of year 2011

ไมโครซอฟท์ยืนยัน Windows 7 Service Pack 1 Final ออกต้นปี 2554 แน่นอน

ไมโครซอฟท์ยืนยันอย่างเป็นทางการผ่านคำตอบใน Windows 7 and Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 Beta FAQs ว่า Windows 7 Service Pack 1 Final จะออกในช่วงต้นปี 2554 อย่างแน่นอนแต่ยังไม่ได้ระบุวันที่ออกที่แน่นอน ซึ่งไมโครซอฟท์ได้ตอบคำถาม When will SP1 be released? ว่า "Service Pack 1 will be released within the first half of calendar year 2011."


โดยวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้เปิดให้ผู้สนใจทั่วไปดาวน์โหลด Windows 7 และ Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 (SP1) Beta เพื่อทดสอบการทำงาน (อ่านรายละเอียด ») สำหรับขั้นตอนการติดตั้ง Windows 7 SP1 ด้วยไฟล์ ISO อิมเมจสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ (อ่านรายละเอียด »)

ทั้งนี้ Windows 7 SP1 นั้นจะเป็นเพียงการรวมฟิกซ์ (Fixes) ต่างๆ ที่ออกหลังจาก Windows 7 RTM เท่านั้นโดยไม่มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ใดๆ ส่วน Windows Server 2008 R2 SP1 นั้นจะมีฟีเจอร์ใหม่ 2 ตัว ด้วยกันคือ Dynamic Memory และ Remote FX (อ่านรายละเอียด »)

ข้อควรทราบ:
Service Pack 1 (SP1) นั้นจะสามารถใช้อัปเดทได้ทั้ง Windows 7 และ Windows Server 2008 R2 ในรุ่นที่ตรงกัน

บทความโดย: Windows Administrator Blog

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Microsoft Patch Tuesday July 2010

ไมโครซอฟท์ออก Patch Tuesday จำนวน 4 ตัวเพื่อแก้ 5 ปัญหาความปลอดภัยใน Windows และ Microsoft Office
บทความโดย: Windows Administrator Blog

เดือนนี้แอดมินที่รับผิดชอบการอัปเดทระบบวินโดวส์ได้เจองานเบาบ้าง เมื่อไมโครซอฟท์ (Microsoft) ทำการออกแพตซ์ (Patch Tuesday) ของเดือนกรกฎาคมจำนวน 4 ตัว สำหรับแก้ 5 ปัญหาช่องโหว่ความปลอดภัยของ Windows และ Microsoft Office ตามรายละเอียดด้านล่างครับ

Executive Summaries
วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม 2553 (ตรงกับวันพุธที่ 14 กรกฎาคม 2553 ตามเวลาในประเทศไทย) ไมโครซอฟท์ได้ออก "Microsoft Security Update for July 2010" หรือที่เรียกกันในเหล่าแอดมินว่า "Patch Tuesday" จำนวน 4 อัปเดท เป็นแพตซ์ของระบบ Windows และ Microsoft Office รายละเอียดดังต่อไปนี้
• มีแพตซ์ 2 ตัวที่มีผลกับระบบ Windows โดยแพตซ์ทั้ง 2 ตัวมีความร้ายแรงระดับวิกฤติ (Critical)
• มีแพตซ์ 2 ตัวที่มีผลกับระบบ Microsoft Office โดยมีแพตซ์ 1 ตัวมีความร้ายแรงระดับวิกฤติ และอีก 1 ตัว มีความร้ายแรงสูง (Important)

แพตซ์สำหรับแก้ปัญหาความปลอดภัยที่มีความร้ายแรงระดับวิกฤติ (Critical)
แพตซ์สำหรับแก้ปัญหาความปลอดภัยที่มีความร้ายแรงระดับวิกฤติมีจำนวน 3 ตัว เป็นแพตซ์ของระบบ Windows จำนวน 2 ตัว และ Microsoft Office จำนวน 1 ตัว มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

MS10-042: Vulnerability in Help and Support Center Could Allow Remote Code Execution (2229593)
Update Link: http://www.microsoft.com/technet/security/Bulletin/MS10-042.mspx
Impact: Remote Code Execution
Affected Software:
- Windows XP Service Pack 2 and Windows XP Service Pack 3
- Windows XP Professional x64 Edition Service Pack 2
- Windows Server 2003 Service Pack 2
- Windows Server 2003 x64 Edition Service Pack 2
- Windows Server 2003 with SP2 for Itanium-based Systems

MS10-043: Vulnerability in Canonical Display Driver Could Allow Remote Code Execution (2032276)
Update Link: http://www.microsoft.com/technet/security/Bulletin/MS10-043.mspx
Impact: Remote Code Execution
Affected Software:
- Windows 7 for x64-based Systems
- Windows Embedded Standard 7 for x64-based Systems
- Windows Server 2008 R2 for x64-based Systems (Windows Server 2008 R2 Server Core installation not affected)

MS10-044: Vulnerabilities in Microsoft Office Access ActiveX Controls Could Allow Remote Code Execution (982335)
Update Link: http://www.microsoft.com/technet/security/Bulletin/MS10-044.mspx
Impact: Remote Code Execution
Affected Software:
- Microsoft Office Access 2003 Service Pack 3
- Microsoft Office Access 2007 Service Pack 1 and Microsoft Office Access 2007 Service Pack 2

แพตซ์สำหรับแก้ปัญหาความปลอดภัยที่มีความร้ายแรงสูง (Important)
แพตซ์สำหรับแก้ปัญหาความปลอดภัยที่มีความร้ายแรงสูงมีจำนวน 1 ตัว เป็นแพตซ์ของ Microsoft Office มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
MS10-045: Vulnerability in Microsoft Office Outlook Could Allow Remote Code Execution (978212)
Update Link: http://www.microsoft.com/technet/security/Bulletin/MS10-045.mspx
Impact: Remote Code Execution
Affected Software:
- Microsoft Office Outlook 2002 Service Pack 3
- Microsoft Office Outlook 2003 Service Pack 3
- Microsoft Office Outlook 2007 Service Pack 1 and Microsoft Office Outlook 2007 Service Pack 2

Severity and Exploitability Index (Credit:Microsoft)

Deployment Priority (Credit:Microsoft)

การแพตซ์ระบบ
ผู้ที่ใช้วินโดวส์และซอฟต์แวร์เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ สามารถทำการอัปเดทจากเว็บไซต์ Microsoft Update ผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือทำการอัปเดทผ่านทาง Windows Server Update Services (WSUS) สำหรับผู้ใช้แบบองค์กรที่มีการติดตั้งระบบ WSUS Server ทั้งนี้ ตั้งแต่วันอังคารที่ 13กรกฎาคม 2553 (ตรงกับวันพุธที่ 14 กรกฎาคม 2553 ตามเวลาในประเทศไทย) เป็นต้นไป

ส่งท้ายเอนทรี่
ถึงแม้ว่าในเดือนกรกฎาคมนี้จะมีแพตซ์ที่ต้องติดตั้งเพียง 4 ตัว แต่มีแพตซ์ที่มีความร้ายแรงระดับวิกฤติถึง 3 ตัว ซึ่งกระทบต่อ Windows ถึง 2 ตัว ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยขอให้ผู้ที่เป็นแอดมินทุกท่านทำการแพตซ์ระบบให้เรียบร้อยนะครับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Microsoft Security Bulletin Summary for July 2010
Technet Blog

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Microsoft Security Center

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Windows Sysinternals Disk2vhd อัปเดทเป็นเวอร์ชัน 1.6

Windows Sysinternals Disk2vhd เป็นโปรแกรมสำหรับใช้ทำการไมเกรตจากระบบแบบกายภาพ (Physical Systems) ไปเป็นระบบเสมือน (Virtual Machines) หรือที่เรียกกันทางเทคนิคว่า Physical to Virtual (นิยมเรียกสั้นๆ ว่า P2V) สำหรับเวอร์ชันปัจจุบันคือ Disk2vhd 1.6 ออกเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมา

Tuesday, July 13, 2010

Download Windows 7 and Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 (SP1) Beta

ไมโครซอฟท์เปิดให้ดาวน์โหลด Windows 7 Service Pack 1 (SP1) Beta และ Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 (SP1) Beta แล้ว
ไมโครซอฟท์เปิดให้ดาวน์โหลด Windows 7 Service Pack 1 (SP1) Beta และ Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 (SP1) Beta แล้ว หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Worldwide Partner Conference (WPC) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคม 2553 ในวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดย Windows 7 SP1 นั้นจะเป็นเพียงการรวมฟิกซ์ (Fixes) ต่างๆ ที่ออกหลังจาก Windows 7 RTM เท่านั้นโดยไม่มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ใดๆ ส่วน Windows Server 2008 R2 SP1 นั้นจะมีฟีเจอร์ใหม่ 2 ตัว ด้วยกันคือ Dynamic Memory และ Remote FX (อ่านรายละเอียด »)

สำหรับ Windows 7 และ Windows Server 2008 R2 SP1 Beta ที่ให้ดาวน์โหลดในครั้งนี้มี 5 ภาษา ได้แก่ English, French, German, Japanese และ Spanish สำหรับท่านที่สนใจทดสอบการทำงานสามารถดาวน์โหลดได้ตามขั้นตอนด้านล่าง

1. เปิดไปยังเว็บไซต์ Download Windows 7 and Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 (SP1) Beta แล้วคลิกปุ่ม Get Started Now


2. ทำการไซน์อิน (Sign In) ด้วย Windows Live ID ซึ่งประกอบด้วย MSN Hotmail, MSN Messenger, Passport account หรือบริการอื่นๆ ของไมโครซอฟท์เพื่อเข้าสู่ระบบการดาวน์โหลด
3. ในหน้าเว็บที่ถามว่า What occupation best describes you? ให้เลือกค่าเป็น IT Manager (หรืออื่นๆ ตามความเหมาะสม) จากนั้นคลิก Continue
4. ในหน้าเว็บที่ถาม My Name (Personal Information), Country/Location, My E-Mail Address และ What operating system are you currently running? ถ้าหากไม่ต้องการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่ไมโครซอฟท์ให้คลิก Cancel หรือป้อนข้อมูลให้ครบถ้วนเสร็จแล้วคลิก Continue
5. ในหน้าเว็บถัดไปให้ตอบคำถามถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการดาวน์โหลด Windows 7 SP1 เสร็จแล้วคลิก Continue
6. ในหน้าถัดไปให้คลิกปุ่ม Download Now ใต้ประเภทดาวน์โหลดที่ต้องการ แล้วรอจนการดาวน์โหลดแล้วเสร็จ โดยการดาวน์โหลดนั้นมี 3 ประเภท ดังนี้
• Download the 32-bit (x86) Edition using Windows Update ซึ่งจะเป็นการดาวน์โหลด SP1 Beta รุ่น 32 บิท ซึ่งจะได้ไฟล์ชื่อ WUSignUpTool_x86.exe จากนั้นทำการรันไฟล์ดังกล่าวนี้เพื่อทำการติดตั้ง SP1 โดยใช้ Windows Update
• Download the 64-bit (x64) Edition using Windows Update ซึ่งจะเป็นการดาวน์โหลด SP1 Beta รุ่น 64 บิท ซึ่งจะได้ไฟล์ชื่อ WUSignUpTool_x64.exe จากนั้นทำการรันไฟล์ดังกล่าวนี้เพื่อทำการติดตั้ง SP1 โดยใช้ Windows Update
• Download the 1.2GB ISO file with standalone update จะได้ไฟล์ ISO อิมเมจชื่อ 7601.16562.100603-1800_Update_Sp_Wave0-B1SP1.0_DVD.iso ซึ่งจะรวม SP1 Beta ทั้งรุ่น 32 บิท และ 64 บิท ซึ่งไฟล์ดาวน์โหลดมีขนาด 1.2 GB และจะต้องทำการเบิร์นลงดีวีดีก่อนจึงจะสามารถใช้ทำการติดตั้งได้


สำหรับวิธีการและผลการติดตั้ง Windows 7 SP1 Beta ด้วยไฟล์ ISO อิมเมจนั้นอ่านได้ที่ Install Windows 7 Service Pack 1 Beta Pre-Release (Build 7601: 16562,v.178) ส่วนวิธีการติดตั้งโดยใช้ Windows Update นั้นสามารถอ่านได้ที่ Install Windows 7 Service Pack 1 Beta from Windows Update

ข้อควรทราบ:
Windows 7 และ Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 (SP1) Beta จะหมดอายุในวันที่ 30 มิถุนายน 2554 โดยจะเริ่มแจ้งเตือนในวันที่ 30 มีนาคม 2554

บทความโดย: Windows Administrator Blog

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.

Monday, July 12, 2010

ราคาโปรแกรม Microsoft Office 2010 พร้อมช่องทางการจำหน่ายให้กับลูกค้า

บทความนี้ผมมีรายละเอียดราคาอย่างเป็นทางการของชุดโปรแกรม Microsoft Office 2010 ทั้งหมดรวมถึงเวอร์ชันเซิร์ฟเวอร์ (Server) และเว็บเซอร์วิส (Services) พร้อมช่องทางการจำหน่ายให้กับลูกค้ามาฝากครับ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เพิ่มเติมจากที่ได้โพสต์ไปก่อนหน้านี้ (อ่านรายละเอียด)

Install Read-Only Domain Controller on Windows Server 2008 R2

การติดตั้ง Read-Only Domain Controller (RODC) บน Windows Server 2008 R2
บทความโดย: Windows Administrator Blog

เรื่องที่นำมาฝากวันนี้เป็นการติดตั้ง Read-Only Domain Controller (RODC) บน Windows Server 2008 R2 นี้จะต่อเนื่องจากเรื่อง "การติดตั้ง Active Directory Domain Services บน Windows Server 2008 R2" ซึ่งได้โพสต์ไปก่อนหน้านี้ สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับ RODC สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ What Is an Read-Only Domain Controller (RODC)?

ข้อมูลที่จำเป็นในการติดตั้ง Windows Server 2008 R2 เป็น Additional DC
ก่อนการติดตั้ง Windows Server 2008 R2 เป็น RODC ใน Windows Server 2008 R2 โดเมนนั้น แอดมินจะต้องเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับชื่อโดเมนและแอคเคาท์ที่จะใช้ในการติดตั้งรวมถึงต้องกำหนดค่าพื้นฐานของระบบเครือข่ายของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เช่น หมายเลขไอพีและซับเน็ตมาสก์ที่ใช้ หมายเลขไอพีของ DNS เซิร์ฟเวอร์ หมายเลขไอพีของดีฟอลท์เกตเวย์ (Default Gateway) โดยก่อนทำการติดตั้งให้แอดมินวางแผนและเตรียมข้อมูลต่างๆ ดังนี้

• ชื่อของ Domain Name ที่จะติดตั้ง RODC
• แอคเคาท์ที่จะใช้ในการติดตั้ง RODC
• หมายเลข IP Address สำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่จะติดตั้งเป็น RODC
• หมายเลข Subnet Mask
• IP Address ของดีฟอลท์เกตเวย์
• IP Address ของ DNS เซิร์ฟเวอร์
• Group หรือ User ที่จะให้เป็นผู้ดูแล RODC เซิร์ฟเวอร์ (แนะนำให้ใช้ Group)

หมายเหตุ: ในการสาธิตนี้ ใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ Windows Server 2008 R2 รุ่น Enterprise

ดำเนินการติดตั้งเครื่อง Windows Server 2008 R2 เป็น Read-Only Domain Controller
หลังจากทำการเตรียมความพร้อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนดำเนินการติดตั้งให้ทำการตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ได้รับการคอนฟิกถูกต้องรวมถึงตรวจสอบระบบเครือข่ายและสายแลนทำงานต่างๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน จากนั้นให้ทำการล็อกออนเข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ด้วยแอคเคาท์ที่เป็นโลคอลแอดมิน (Local Administrator) โดยดีฟอลท์นั้นวินโดวส์จะเปิดหน้าต่าง Initial Configuation Tasks ซึ่งจะเป็นเครื่องมือช่วยเหลือแอดมินในการเริ่มต้นการจัดการ Windows Server 2008 R2 ในด้านต่างๆ เช่น Configure Networking, Adding Roles, Add Features และ Configure Windows Firewall รวมถึงใช้ติดตั้ง Active Directory Domain Services

นอกจากนี้ ยังสามารถติดตั้ง Active Directory Domain Services โดยใช้ Server Manager (ไอคอนแสดงอยู่บน Taskbar) ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักสำหรับแอดมินใช้ในการจัดการเซิร์ฟเวอร์แบบรูทีน โดยวิธีการเปิด Initial Configuation Tasks และ Server Manager มีขั้นตอนดังนี้

• วิธีการเปิดหน้าต่าง Initial Configuation Tasks ทำได้โดยการคลิก Start พิมพ์ OOBE ในช่อง Start Search แล้วกด Enter
• วิธีการเปิดหน้าต่าง Server Manager ทำได้โดยการคลิก Start แล้วคลิก Server manager

จากนั้นดำเนินการติดตั้งตามขั้นตอนที่ 1-12 ใน "การติดตั้ง Active Directory Domain Services บน Windows Server 2008 R2

13. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Additional Domain Controller Options ให้เลือกเช็คบ็อกซ์หน้า Read-only domain controller (RODC) ส่วนตัวเลือกอื่นๆ ปล่อยตามค่าดีฟอลท์ เสร็จแล้วคลิก Next

หมายเหตุ: สังเกตว่า Domain Controller จะถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ Global catalog โดยอัตโนมัติ

Additional Domain Controller Options

14. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Delegation of RODC Installation and Administration ให้ใส่ชื่อกลุ่ม (Group) หรือผู้ใช้ (User) ที่จะให้เป็นผู้ดูแล RODC เซิร์ฟเวอร์ (แนะนำให้ใช้ Group) เสร็จแล้วคลิก Next

AD Domain Services Installation Wizard

15. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Location of Database. Log Files. and SYSVOL ขอแนะนำให้ใช้ค่าที่วินโดวส์กำหนดให้ แต่หากต้องการกำหนดค่าเองก็สามารถทำได้โดยป้อนค่าที่ต้องการในช่อง Database folder, Log folder และ SYSVOL folder เสร็จแล้วคลิก Next

Location of Database. Log Files. and SYSVOL

16. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Directory Services Restore Mode Administrator Password ให้ป้อนรหัสผ่านที่ต้องการในช่อง Password และ ในช่อง Confirm password เสร็จแล้วคลิก Next

AD Services Restore Mode Administrator Password

17. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Summary ให้คลิก Next

หมายเหตุ: สามารถทำการส่งออกการกำหนดค่าได้โดยการคลิกที่ Export settings

Summary

18. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Active Directory Domain Services Installation Wizard ให้รอจนระบบจะทำการติดตั้ง Active Directory แล้วเสร็จ

หมายเหตุ: หากต้องการให้ระบบทำการรีสตาร์ทโดยอัตโนมัติให้คลิกเลือกเช็คบ็อกซ์ Reboot on complete ซึ่งระบบจะทำการรีสตาร์ทโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องทำขั้นตอนที่ 19 และ 20

19. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Completing the Active Directory Domain Services Installation Wizard ให้คลิก Finish
Finish

20. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ถัดไปให้คลิก Restart Now

Restart Now

หลังจากทำการรีสตาร์ทเสร็จ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็จะทำหน้าที่เป็น Read-Only Domain Controllers (RODC) สำหรับการให้บริการ Active Directory Domain Services (AD DS) แก่สำนักงานสาขา ในส่วนวิธีการจัดการเซิร์ฟเวอร์นั้นจะนำม่โพสต์ในโอกาศต่อๆ ไปครับ

© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.