ไมโครซอฟท์จะหยุดให้การสนับสนุนทางเทคนิคแก่ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows XP ในเวลาไม่ถึง 2 ปี
ไมโครซอฟท์จะให้การสนับสนุนทางเทคนิคแบบ Extended support แก่ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows XP Service Pack 3 (SP3) ไปจนถึงวันที่ 8 เมษายน 2557 ซึ่งนับจากวันที่เขียนเรื่องนี้ (12 เมษายน 2555) จะเหลือเวลาไม่ถึง 2 ปี และถึงแม้ว่า Windows XP ซึ่งออกเวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (General Availability) เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 และมีอายุมากกว่า 10 ปีแล้ว แต่ยังคงเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์ที่มีจำนวนผู้ใช้มากที่สุดที่ 46.86% ซึ่งสูงกว่า Windows 7 ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันปัจจุบันมากกว่า 9% (ข้อมูลเดือนมีนาคม 2555 โดย MarketShare)
Showing posts with label Windows XP. Show all posts
Showing posts with label Windows XP. Show all posts
Windows XP support ends in less than 27 months
ไมโครซอฟท์แจ้งให้ผู้ใช้ Windows XP เตรียมไมเกรตก่อนวันที่ 8 เมษายน 2557
นับจากวันที่เขียนบทความนี้ (1 ก.พ. 55) จะเหลือเวลาไม่ถึง 27 เดือนก่อนถึงวันที่ 8 เมษายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ไมโครซอฟท์จะหยุดให้การสนับสนุนทางเทคนิคสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows XP Service Pack 3 (SP3) โดยไมโครซอฟท์ได้แจ้งผ่านทาง Windows Blog ให้ผู้ใช้ Windows XP เตรียมไมเกรตก่อนหมดเวลาให้การสนับสนุน
นับจากวันที่เขียนบทความนี้ (1 ก.พ. 55) จะเหลือเวลาไม่ถึง 27 เดือนก่อนถึงวันที่ 8 เมษายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ไมโครซอฟท์จะหยุดให้การสนับสนุนทางเทคนิคสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows XP Service Pack 3 (SP3) โดยไมโครซอฟท์ได้แจ้งผ่านทาง Windows Blog ให้ผู้ใช้ Windows XP เตรียมไมเกรตก่อนหมดเวลาให้การสนับสนุน
Microsoft Will End Support For Windows XP SP3 In April 8, 2014
ไมโครซอฟท์จะหยุดให้การสนับสนุน Windows XP SP3 ในวันที่ 8 เมษายน 2557
ไมโครซอฟท์ประกาศหยุดให้การสนับสนุนทางเทคนิคสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows XP Service Pack 3 (SP3) ในวันที่ 8 เมษายน 2557 ซึ่งจะทำให้หลังจากนั้นจะไม่มีการพัฒนาและออก อัพเดท อัพเดทความปลอดภัย ฮอตฟิกซ์ สำหรับผู้ใช้ Windows XP SP3 ทั้งแบบฟรีหรือเสียเงินอีกต่อไป
สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows XP ออกวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 และปัจจุบันมีอายุมากกว่า 10 ปี ในขณะที่ Windows XP SP3 ออกวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2551 ดังนั้นถ้านับถึงวันที่ 8 เมษายน 2557 จะทำให้ Windows XP ได้รับการสนับสนุนเป็นเวลามากกว่า 12 ปี ซึ่งนานกว่านโยบายของไมโครซอฟท์ที่กำหนดให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นเวลา 10 ปี โดยแบ่งเป็นสนับสนุนหลัก 5 ปี และการขยายการสนับสนุนอีก 5 ปี ส่วนการสนับสนุนเซอร์วิสแพ็คจะสิ้นสุดหลังระยะเวลา 24 เดือนหลังจากการออกเซอร์วิสแพ็คถัดไป
หมายเหตุ: จากการตรวจสอบข้อมูลในเว็บไซต์ Microsoft Support ปรากฏว่าไมโครซอฟท์ยังไม่ได้ระบุวันหยุดสนับสนุน Windows XP SP3 (รูปประกอบด้านล่าง)
เกิดอะไรขึ้นกับผู้ใช้ Windows XP SP3 หลังจากไมโครซอฟท์หยุดการสนับสนุน
หลังจากวันที่ 8 เมษายน 2557 แม้ว่าผู้ใช้จะยังคงสามารถใช้งาน Windows XP SP3 ได้ต่อไป แต่จะทำให้การใช้งานมีความเสี่ยง เนื่องจากจะไม่มีการออกอัพเดท อัพเดทความปลอดภัย ฮอตฟิกซ์ สำหรับ Windows XP SP3 ทั้งแบบฟรีหรือเสียเงินอีกต่อไป
ผู้ใช้ Windows XP SP3 ต้องทำอย่างไรหลังจากไมโครซอฟท์หยุดการสนับสนุน
ไมโครซอฟท์ได้แนะนำผู้ใช้ Windows XP SP3 ให้ทำการไมเกรตไปเป็น Windows 7 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ตัวล่าสุด โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Microsoft End of Support
นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์จะหยุดสนับสนุน Microsoft Office 2003 ในวันที่ 8 เมษายน 2557 อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยไมโครซอฟท์แนะนำให้ผู้ใช้อัพเกรดไปใช้ Microsoft Office 2010 ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุด โดยสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ ดาวน์โหลด Microsoft Office Professional Plus 2010 (ทดลองใช้ 30 วัน) หรือ Office 635 ซึ่งเป็นบริการโปรแกรมออฟฟิศแบบคลาวด์ทดแทน
หมายเหตุ: ไมโครซอฟท์ได้หยุดสนับสนุน Windows XP SP2 ทุกรุ่นไปเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ปีที่แล้ว
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
Copyright © 2011 TWA Blog. All Rights Reserved.
ไมโครซอฟท์ประกาศหยุดให้การสนับสนุนทางเทคนิคสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows XP Service Pack 3 (SP3) ในวันที่ 8 เมษายน 2557 ซึ่งจะทำให้หลังจากนั้นจะไม่มีการพัฒนาและออก อัพเดท อัพเดทความปลอดภัย ฮอตฟิกซ์ สำหรับผู้ใช้ Windows XP SP3 ทั้งแบบฟรีหรือเสียเงินอีกต่อไป
สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows XP ออกวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 และปัจจุบันมีอายุมากกว่า 10 ปี ในขณะที่ Windows XP SP3 ออกวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2551 ดังนั้นถ้านับถึงวันที่ 8 เมษายน 2557 จะทำให้ Windows XP ได้รับการสนับสนุนเป็นเวลามากกว่า 12 ปี ซึ่งนานกว่านโยบายของไมโครซอฟท์ที่กำหนดให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นเวลา 10 ปี โดยแบ่งเป็นสนับสนุนหลัก 5 ปี และการขยายการสนับสนุนอีก 5 ปี ส่วนการสนับสนุนเซอร์วิสแพ็คจะสิ้นสุดหลังระยะเวลา 24 เดือนหลังจากการออกเซอร์วิสแพ็คถัดไป
หมายเหตุ: จากการตรวจสอบข้อมูลในเว็บไซต์ Microsoft Support ปรากฏว่าไมโครซอฟท์ยังไม่ได้ระบุวันหยุดสนับสนุน Windows XP SP3 (รูปประกอบด้านล่าง)
Windows XP SP3
เกิดอะไรขึ้นกับผู้ใช้ Windows XP SP3 หลังจากไมโครซอฟท์หยุดการสนับสนุน
หลังจากวันที่ 8 เมษายน 2557 แม้ว่าผู้ใช้จะยังคงสามารถใช้งาน Windows XP SP3 ได้ต่อไป แต่จะทำให้การใช้งานมีความเสี่ยง เนื่องจากจะไม่มีการออกอัพเดท อัพเดทความปลอดภัย ฮอตฟิกซ์ สำหรับ Windows XP SP3 ทั้งแบบฟรีหรือเสียเงินอีกต่อไป
ผู้ใช้ Windows XP SP3 ต้องทำอย่างไรหลังจากไมโครซอฟท์หยุดการสนับสนุน
ไมโครซอฟท์ได้แนะนำผู้ใช้ Windows XP SP3 ให้ทำการไมเกรตไปเป็น Windows 7 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ตัวล่าสุด โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Microsoft End of Support
นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์จะหยุดสนับสนุน Microsoft Office 2003 ในวันที่ 8 เมษายน 2557 อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยไมโครซอฟท์แนะนำให้ผู้ใช้อัพเกรดไปใช้ Microsoft Office 2010 ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุด โดยสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ ดาวน์โหลด Microsoft Office Professional Plus 2010 (ทดลองใช้ 30 วัน) หรือ Office 635 ซึ่งเป็นบริการโปรแกรมออฟฟิศแบบคลาวด์ทดแทน
หมายเหตุ: ไมโครซอฟท์ได้หยุดสนับสนุน Windows XP SP2 ทุกรุ่นไปเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ปีที่แล้ว
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
Copyright © 2011 TWA Blog. All Rights Reserved.
Update (KB2641690) For Windows Server 2003 And Windows XP Professional x64 SP2 Now Available
ไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 (Re-release) เพื่อยกเลิก Certificate ที่มีช่องโหว่ความปลอดภัยใน Windows Server 2003 และ Windows XP Professional x64 SP2
สืบเนื่องจากการพบปัญหาความปลอดภัยใน Certificate จำนวน 22 ตัวที่ออกโดย DigiCert Sdn. Bhd ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศมาเลเซีย เนื่องจากเซอร์ติฟิเคทเหล่านี้ใช้การเข้ารหัสด้วยคีย์ขนาดเพียง 512 บิท ทำให้ขาดความแข็งแกร่งและอาจเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ใช้เป็นช่องทางโจมตีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อแก้ไขไปแล้วนั้น
สืบเนื่องจากการพบปัญหาความปลอดภัยใน Certificate จำนวน 22 ตัวที่ออกโดย DigiCert Sdn. Bhd ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศมาเลเซีย เนื่องจากเซอร์ติฟิเคทเหล่านี้ใช้การเข้ารหัสด้วยคีย์ขนาดเพียง 512 บิท ทำให้ขาดความแข็งแกร่งและอาจเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ใช้เป็นช่องทางโจมตีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อแก้ไขไปแล้วนั้น
Microsoft Updated Windows To Removes Fraudulent Digital Certificates That Could Allow Spoofing
ไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อยกเลิก Certificate ที่มีช่องโหว่ความปลอดภัยแล้ว
ไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อยกเลิก Certificate ที่มีช่องโหว่ความปลอดภัยจำนวน 22 ตัวที่ออกโดย DigiCert Sdn. Bhd ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศมาเลเซียที่เป็น Subordinate Certification Authority (CA) ภายใต้ Entrust และ GTE CyberTrust เนื่องจากเซอร์ติฟิเคทเหล่านี้ใช้การเข้ารหัสด้วยคีย์ขนาดเพียง 512 บิท ทำให้ขาดความแข็งแกร่งและอาจเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ใช้เซอร์ติฟิเคทปลอม (Fraudulent Certificate) โจมตีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้
ไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อยกเลิก Certificate ที่มีช่องโหว่ความปลอดภัยจำนวน 22 ตัวที่ออกโดย DigiCert Sdn. Bhd ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศมาเลเซียที่เป็น Subordinate Certification Authority (CA) ภายใต้ Entrust และ GTE CyberTrust เนื่องจากเซอร์ติฟิเคทเหล่านี้ใช้การเข้ารหัสด้วยคีย์ขนาดเพียง 512 บิท ทำให้ขาดความแข็งแกร่งและอาจเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ใช้เซอร์ติฟิเคทปลอม (Fraudulent Certificate) โจมตีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้
Memory Limits for Windows Releases
ข้อจำกัดของขนาดหน่วยความจำทางกายภาพที่สามารถรองรับได้ใน Windows แต่ละเวอร์ชัน
ระบบปฏิบัติการ Windows นั้นจะมีข้อจำกัดในการรองรับขนาดหน่วยความจำทางกายภาพ (Physical Memory) สูงสุดแตกต่างกันออกไปในแต่ละเวอร์ชัน โดยจะขึ้นอยู่กับแพล็ตฟอร์มและเวอร์ชันของ Windows ซึ่ง Windows บนแพล็ตฟอร์มแบบ 32-บิต นั้นจะสามารถรองรับหน่วยความจำทางกายภาพได้สูงสุดเพียง 4 Gb ในขณะที่บนแพล็ตฟอร์มแบบ 64-บิต นั้นสามารถรองรับหน่วยความจำทางกายภาพได้สูงสุดถึง 192 GB สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows เวอร์ชันสำหรับเดสก์ท็อปและ 2 TB สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows เวอร์ชันสำหรับเซิร์ฟเวอร์
ระบบปฏิบัติการ Windows นั้นจะมีข้อจำกัดในการรองรับขนาดหน่วยความจำทางกายภาพ (Physical Memory) สูงสุดแตกต่างกันออกไปในแต่ละเวอร์ชัน โดยจะขึ้นอยู่กับแพล็ตฟอร์มและเวอร์ชันของ Windows ซึ่ง Windows บนแพล็ตฟอร์มแบบ 32-บิต นั้นจะสามารถรองรับหน่วยความจำทางกายภาพได้สูงสุดเพียง 4 Gb ในขณะที่บนแพล็ตฟอร์มแบบ 64-บิต นั้นสามารถรองรับหน่วยความจำทางกายภาพได้สูงสุดถึง 192 GB สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows เวอร์ชันสำหรับเดสก์ท็อปและ 2 TB สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows เวอร์ชันสำหรับเซิร์ฟเวอร์
Download Windows Media Player 11 for Windows XP Re-releases
ไมโครซอฟท์อัพเดท Windows Media Player 11 สำหรับ Windows XP
ไมโครซอฟท์ได้ทำการอัพเดท Windows Media Player 11 (WMP11) เวอร์ชันสำหรับ Windows XP ใหม่เพื่อปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ การอัพเดทครั้งนี้เป็นการอัพเดทย่อยโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหมายเลขเวอร์ชันซึ่งยังคงเป็นเวอร์ชัน 11.0.5721.5268
Windows Media Player เป็นโปรแกรมสำหรับใช้ดูหนังฟังเพลงและดูรูปภาพที่ให้มาพร้อมกับระบบวินโดวส์ ที่ทำให้ผู้ใช้มีช่องทางใหม่ในการจัดเก็บและสนุกสนานกับสื่อดิจิตอล โดยสามารถใช้ WMP ในการเข้าถึงเพลง วีดีโอ รูปภาพ และรายการทีวีที่บันทึกไว้ รวมถึงการเล่น การดู การจัดการ และการซิงค์ข้อมูลกับเครื่องเล่นแบบพกพาสำหรับการนำไปใช้งานในขณะเดินทาง หรือเพื่อแชร์กับอุปกรณ์อื่นๆ บนระบบเครือข่ายในบ้าน ได้ง่ายขึ้น
ดาวน์โหลด Windows Media Player 11
สามารถดาวน์โหลด Windows Media Player 11 ได้จากเว็บไซต์ Download: Windows Media Player 11 for Windows XP โดยจะต้องทำการตรวจสอบระบบ Windows XP ว่าเป็นข้องแท้หรือไม่ (Windows Genuine Advantage Validation) จึงจะได้รับอนุญาตให้ทำการดาวน์โหลดได้
รายละเอียด
ความต้องการระบบ
Windows Media Player 11 สำหรับ Windows XP นั้นมีความต้องการระบบ ดังนี้
บทความโดย: Windows Administrator Blog
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
ไมโครซอฟท์ได้ทำการอัพเดท Windows Media Player 11 (WMP11) เวอร์ชันสำหรับ Windows XP ใหม่เพื่อปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ การอัพเดทครั้งนี้เป็นการอัพเดทย่อยโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหมายเลขเวอร์ชันซึ่งยังคงเป็นเวอร์ชัน 11.0.5721.5268
Windows Media Player เป็นโปรแกรมสำหรับใช้ดูหนังฟังเพลงและดูรูปภาพที่ให้มาพร้อมกับระบบวินโดวส์ ที่ทำให้ผู้ใช้มีช่องทางใหม่ในการจัดเก็บและสนุกสนานกับสื่อดิจิตอล โดยสามารถใช้ WMP ในการเข้าถึงเพลง วีดีโอ รูปภาพ และรายการทีวีที่บันทึกไว้ รวมถึงการเล่น การดู การจัดการ และการซิงค์ข้อมูลกับเครื่องเล่นแบบพกพาสำหรับการนำไปใช้งานในขณะเดินทาง หรือเพื่อแชร์กับอุปกรณ์อื่นๆ บนระบบเครือข่ายในบ้าน ได้ง่ายขึ้น
ดาวน์โหลด Windows Media Player 11
สามารถดาวน์โหลด Windows Media Player 11 ได้จากเว็บไซต์ Download: Windows Media Player 11 for Windows XP โดยจะต้องทำการตรวจสอบระบบ Windows XP ว่าเป็นข้องแท้หรือไม่ (Windows Genuine Advantage Validation) จึงจะได้รับอนุญาตให้ทำการดาวน์โหลดได้
รายละเอียด
- File Name: wmp11-windowsxp-x86-enu.exe
- Version: 951929
- Date Published: 6/22/2010
- Language: English
- Download Size: 24.5 MB
About Windows Media Player 11 for Windows XP
ความต้องการระบบ
Windows Media Player 11 สำหรับ Windows XP นั้นมีความต้องการระบบ ดังนี้
- รองรับ Windows XP Service Pack 2 และ Windows XP Service Pack 3
บทความโดย: Windows Administrator Blog
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
Download Windows Media Player 11 for Windows XP
ไมโครซอฟท์อัพเดท Windows Media Player 11 สำหรับ Windows XP
ไมโครซอฟท์ได้ทำการอัพเดท Windows Media Player 11 (WMP11) เวอร์ชันสำหรับ Windows XP ใหม่เพื่อปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ การอัพเดทครั้งนี้เป็นการอัพเดทย่อยโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหมายเลขเวอร์ชันซึ่งยังคงเป็นเวอร์ชัน 11.0.5721.5268
Windows Media Player เป็นโปรแกรมสำหรับใช้ดูหนังฟังเพลงและดูรูปภาพที่ให้มาพร้อมกับระบบวินโดวส์ ที่ทำให้ผู้ใช้มีช่องทางใหม่ในการจัดเก็บและสนุกสนานกับสื่อดิจิตอล โดยสามารถใช้ WMP ในการเข้าถึงเพลง วีดีโอ รูปภาพ และรายการทีวีที่บันทึกไว้ รวมถึงการเล่น การดู การจัดการ และการซิงค์ข้อมูลกับเครื่องเล่นแบบพกพาสำหรับการนำไปใช้งานในขณะเดินทาง หรือเพื่อแชร์กับอุปกรณ์อื่นๆ บนระบบเครือข่ายในบ้านได้ง่ายขึ้น Read more »
บทความโดย: Windows Administrator Blog
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
ไมโครซอฟท์ได้ทำการอัพเดท Windows Media Player 11 (WMP11) เวอร์ชันสำหรับ Windows XP ใหม่เพื่อปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ การอัพเดทครั้งนี้เป็นการอัพเดทย่อยโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหมายเลขเวอร์ชันซึ่งยังคงเป็นเวอร์ชัน 11.0.5721.5268
Windows Media Player เป็นโปรแกรมสำหรับใช้ดูหนังฟังเพลงและดูรูปภาพที่ให้มาพร้อมกับระบบวินโดวส์ ที่ทำให้ผู้ใช้มีช่องทางใหม่ในการจัดเก็บและสนุกสนานกับสื่อดิจิตอล โดยสามารถใช้ WMP ในการเข้าถึงเพลง วีดีโอ รูปภาพ และรายการทีวีที่บันทึกไว้ รวมถึงการเล่น การดู การจัดการ และการซิงค์ข้อมูลกับเครื่องเล่นแบบพกพาสำหรับการนำไปใช้งานในขณะเดินทาง หรือเพื่อแชร์กับอุปกรณ์อื่นๆ บนระบบเครือข่ายในบ้านได้ง่ายขึ้น Read more »
บทความโดย: Windows Administrator Blog
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
Windows XP not responding on Dell Optiplex 740
ปัญหา Windows XP หยุดตอบสนองการทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ Dell Optiplex 740
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
ผมได้ประสบกับปัญหา Windows XP SP3 แฮงก์โดยไม่ทราบสาเหตุ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ Dell รุ่น Optiplex 740 ใช้ซีพียู AMD Athlon X2 5600+ 2.9 GHz ซึ่งใช้กราฟิกการ์ด ATI Radeon HD 2400 Pro โดยปัญหาจะเกิดขึ้นหลังจากล็อกออนก่อนการเข้าสู่หน้าเดสก์ท็อป และจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อทำการล็อกออนด้วยแอคเคาท์ในกลุ่ม Administrators เท่านั้น
โดยปัญหาจะเกิดขึ้นหลังจากทำการอัพเดทโปรแกรมแอนตี้ไวรัส ESET NOD32 Business Edition เป็นเวอร์ชันใหม่ และจะเกิดบนเครื่องยี่ห้อ Dell รุ่น Optiplex 740 เท่านั้น โดยที่ไม่มีปัญหาดังกล่าวนี้บนเครื่องยี่ห้อ HP และ Lenovo ซึ่งหลังจากตรวจสอบรายละเอียดด้านฮาร์ดแวร์พบว่าครื่องยี่ห้อ Dell นั้นใช้กราฟิกการ์ดแบบ PCI-Express รุ่น ATI Radeon HD 2400 Pro ในขณะที่เครื่องยี่ห้อ HP นั้นใช้ระบบกราฟิก ATI Radeon Xpress 1150 แบบออนบอร์ด และเครื่องยี่ห้อ Lenovoนั้นใช้ระบบกราฟิก ATI Radeon Xpress 1250 แบบออนบอร์ด จึงได้สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากประเด็นเรื่องความแตกต่างดังกล่าวนี้
จากนั้นผมจึงทดลองทำการยกเลิกการโหลดไฟล์ CLIStart.exe ในระหว่างการสตาร์ทระบบวินโดวส์บนเครื่องยี่ห้อ Dell ผลปรากฏว่าสามารถทำการล็อกออนด้วยแอคเคาท์ในกลุ่ม Administrators ได้ตามปกติ จึงน่าจะสรุปได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากไฟล์ CLIStart.exe
วิธีการแก้ปัญหา
สำหรับวิธีการแก้ปัญหานั้นทำได้โดยยกเลิกการโหลดไฟล์ CLIStart.exe ในระหว่างการสตาร์ทระบบวินโดวส์โดยใช้ System Configuration Utility อย่างไรก็ตามจะต้องดำเนินการใน Safe Mode
ขั้นตอนที่ 1. บูท Windows XP เข้า Safe Mode
1. คลิก Start คลิก Turn Off Computer จากนั้นคลิก Restart
2. ในระหว่างการสตาร์ทมห้กดปุ่มฟังชันก์คีย์ F8 (สำหรับคอมพิวเตอร์ที่เป็นแบบ Dual-boot หรือ Multi-Boot ให้กดปุ่มฟังชันก์คีย์ F8 เมื่อเห็นเมนู Startup) จากนั้นใช้คีย์ลูกศรเลือกอ็อปชันของ Safe mode เสร็จแล้วกด Enter
3. สำหรับคอมพิวเตอร์ที่เป็นแบบ Dual-boot หรือ Multi-Boot ใช้คีย์ลูกศรเลือกการติดตั้งที่ต้องการ เสร็จแล้วกด Enter
ขั้นตอนที่ 2. รัน System Configuration Utility
1. ให้ล็อกออนเข้าระบบด้วยแอคเคาท์กลุ่ม Administrators จากนั้นให้ดำเนินการตามวิธีการใดวิธีการหนึ่งต่อไปนี้
วิธีที่ 1: คลิก Start คลิก Run พิมพ์ msconfig ในช่อง Open เสร็จแล้วกดปุ่ม Enter
วิธีที่ 2: กดปุ่ม Windows + R พร้อมกันแล้วพิมพ์ msconfig ในช่อง Run เสร็จแล้วกดปุ่ม Enter
2. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ System Configuration Utility ให้คลิกเลือกแท็บ Startups
3. จากนั้นในคอลัมน์ Startup Item ให้มองหาไอเท็ม CLIStart ให้ยกเลิกการเลือกเช็คบ็อกซ์หน้า CLIStart เสร็จแล้วคลิก OK
4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ System Configuration ให้คลิก Rstart เพื่อรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ ในกรณีไม่สะดวกในการรีสตาร์ทให้คลิก Exit Without Restart เพื่อทำการรีสตาร์ทในภายหลัง
หลังจากเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมใช้งาน ก็จะสามารถทำการล็อกออนด้วยแอคเคาท์ในกลุ่ม Administrators ได้ตามปกติ โดยในการล็อกออนครั้งแรกระบบจะแสดงไดอะล็อกบ็อกซ์ System Configuration Utility ให้คลิกเลือกเช็คบ็อกซ์ Don't show this message or launch the System Configuration Utility when Windows start เสร็จแล้วคลิก OK
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
ผมได้ประสบกับปัญหา Windows XP SP3 แฮงก์โดยไม่ทราบสาเหตุ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ Dell รุ่น Optiplex 740 ใช้ซีพียู AMD Athlon X2 5600+ 2.9 GHz ซึ่งใช้กราฟิกการ์ด ATI Radeon HD 2400 Pro โดยปัญหาจะเกิดขึ้นหลังจากล็อกออนก่อนการเข้าสู่หน้าเดสก์ท็อป และจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อทำการล็อกออนด้วยแอคเคาท์ในกลุ่ม Administrators เท่านั้น
โดยปัญหาจะเกิดขึ้นหลังจากทำการอัพเดทโปรแกรมแอนตี้ไวรัส ESET NOD32 Business Edition เป็นเวอร์ชันใหม่ และจะเกิดบนเครื่องยี่ห้อ Dell รุ่น Optiplex 740 เท่านั้น โดยที่ไม่มีปัญหาดังกล่าวนี้บนเครื่องยี่ห้อ HP และ Lenovo ซึ่งหลังจากตรวจสอบรายละเอียดด้านฮาร์ดแวร์พบว่าครื่องยี่ห้อ Dell นั้นใช้กราฟิกการ์ดแบบ PCI-Express รุ่น ATI Radeon HD 2400 Pro ในขณะที่เครื่องยี่ห้อ HP นั้นใช้ระบบกราฟิก ATI Radeon Xpress 1150 แบบออนบอร์ด และเครื่องยี่ห้อ Lenovoนั้นใช้ระบบกราฟิก ATI Radeon Xpress 1250 แบบออนบอร์ด จึงได้สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากประเด็นเรื่องความแตกต่างดังกล่าวนี้
จากนั้นผมจึงทดลองทำการยกเลิกการโหลดไฟล์ CLIStart.exe ในระหว่างการสตาร์ทระบบวินโดวส์บนเครื่องยี่ห้อ Dell ผลปรากฏว่าสามารถทำการล็อกออนด้วยแอคเคาท์ในกลุ่ม Administrators ได้ตามปกติ จึงน่าจะสรุปได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากไฟล์ CLIStart.exe
วิธีการแก้ปัญหา
สำหรับวิธีการแก้ปัญหานั้นทำได้โดยยกเลิกการโหลดไฟล์ CLIStart.exe ในระหว่างการสตาร์ทระบบวินโดวส์โดยใช้ System Configuration Utility อย่างไรก็ตามจะต้องดำเนินการใน Safe Mode
ขั้นตอนที่ 1. บูท Windows XP เข้า Safe Mode
1. คลิก Start คลิก Turn Off Computer จากนั้นคลิก Restart
2. ในระหว่างการสตาร์ทมห้กดปุ่มฟังชันก์คีย์ F8 (สำหรับคอมพิวเตอร์ที่เป็นแบบ Dual-boot หรือ Multi-Boot ให้กดปุ่มฟังชันก์คีย์ F8 เมื่อเห็นเมนู Startup) จากนั้นใช้คีย์ลูกศรเลือกอ็อปชันของ Safe mode เสร็จแล้วกด Enter
3. สำหรับคอมพิวเตอร์ที่เป็นแบบ Dual-boot หรือ Multi-Boot ใช้คีย์ลูกศรเลือกการติดตั้งที่ต้องการ เสร็จแล้วกด Enter
ขั้นตอนที่ 2. รัน System Configuration Utility
1. ให้ล็อกออนเข้าระบบด้วยแอคเคาท์กลุ่ม Administrators จากนั้นให้ดำเนินการตามวิธีการใดวิธีการหนึ่งต่อไปนี้
วิธีที่ 1: คลิก Start คลิก Run พิมพ์ msconfig ในช่อง Open เสร็จแล้วกดปุ่ม Enter
วิธีที่ 2: กดปุ่ม Windows + R พร้อมกันแล้วพิมพ์ msconfig ในช่อง Run เสร็จแล้วกดปุ่ม Enter
2. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ System Configuration Utility ให้คลิกเลือกแท็บ Startups
3. จากนั้นในคอลัมน์ Startup Item ให้มองหาไอเท็ม CLIStart ให้ยกเลิกการเลือกเช็คบ็อกซ์หน้า CLIStart เสร็จแล้วคลิก OK
4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ System Configuration ให้คลิก Rstart เพื่อรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ ในกรณีไม่สะดวกในการรีสตาร์ทให้คลิก Exit Without Restart เพื่อทำการรีสตาร์ทในภายหลัง
หลังจากเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมใช้งาน ก็จะสามารถทำการล็อกออนด้วยแอคเคาท์ในกลุ่ม Administrators ได้ตามปกติ โดยในการล็อกออนครั้งแรกระบบจะแสดงไดอะล็อกบ็อกซ์ System Configuration Utility ให้คลิกเลือกเช็คบ็อกซ์ Don't show this message or launch the System Configuration Utility when Windows start เสร็จแล้วคลิก OK
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
End of Support for Windows XP SP2 and Windows Vista RTM
ไมโครซอฟท์กำลังจะหยุดซัพพอร์ต Windows XP SP2 และ Windows Vista RTM
ไมโครซอฟท์ได้แจ้งเตือนผู้ที่กำลังใช้ระบบปฏิบัติการ Windows XP SP2, Windows Vista RTM รวมถึง Windows 2000 ให้เตรียมแผนการอัพเดท อัพเกรด หรือไมเกรตระบบ เนื่องจากใกล้ถึงกำหนดวันสิ้นสุดการซัพพอร์ตทั้ง 3 ระบบแล้ว
โดยไมโครซอฟท์หยุดซัพพอร์ต Windows Vista ที่ไม่มีเซอร์วิสแพ็ค หรือ Windows Vista RTM หรือ SP0 ในวันที่ 13 เมษายน 2553 ซึ่งนับจากวันนี้ก็เหลือเวลาเพียง 45 วันเท่านั้น โดยไมโครซอฟท์ได้แนะนำให้ผู้ใช้ทำการอัพเดทเป็น Service Pack 2 (SP2) หรืออัพเกรดเป็น Windows 7 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ตัวล่าสุด สำหรับการดาวน์โหลด Vista SP2 นั้นสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ Download Windows Vista Service Pack 2 ทั้งนี้ก่อนติดตั้ง SP2 นั้นจะต้องทำการติดตั้ง SP1 บนระบบก่อน
สำหรับการซัพพอร์ตทุกเวอร์ชันของ Windows XP SP2 และ Windows 2000 นั้นจะสิ้นสุดลงในวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ซึ่งนับจากวันนี้ก็เหลือเวลาอีกประมาณ 4 เดือนครึ่งเท่านั้น โดยไมโครซอฟท์ได้แนะนำผู้ Windows XP SP2 ให้ทำการอัพเดทเป็น Service Pack 3 (SP3) หรืออัพเกรดเป็น Windows 7 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ตัวล่าสุด สำหรับการดาวน์โหลด XP SP3 นั้นสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ Download Windows XP SP3 Network Installation
อนึ่ง Windows XP นั้นไม่รองรับการอัพเกรดเป็น Windows 7 นั้นคือถ้าผู้ใช้ Windows XP ต้องการเปลี่ยนไปใช้ Windows 7 จะต้องใช้วิธีการไมเกรตระบบโดยใช้เครื่องมือ Windows User State Migration Tool (USMT) 4.0 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่รวมอยู่ใน Windows Automated Installation Kit (AIK)
สำหรับผู้ใช้ Windows 2000 นั้นไมโครซอฟท์ได้แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ Windows เวอร์ชันที่ใหม่กว่าอย่างเช่น Windows 7 อย่างไรก็ตาม Windows 2000 นั้นไม่รองรับทั้งการอัพเกรดและการไมเกรตเป็น Windows 7 นั้นคือถ้าผู้ใช้ Windows 2000 ต้องการเปลี่ยนไปใช้ Windows 7 จะต้องทำการอัพเกรดเป็น Windows XP ก่อน จากนั้นจึงทำการไมเกรตไปเป็น Windows 7 โดยใช้ Windows User State Migration Tool (USMT) 4.0
อนึ่ง การดูแลและอัพเดทระบบปฏิบัติการวินโดวส์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตั้งเซอร์วิสแพ็คตัวล่าสุดนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อให้การใช้งานมีความปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Enterprise products: Windows 7: End of support
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
ไมโครซอฟท์ได้แจ้งเตือนผู้ที่กำลังใช้ระบบปฏิบัติการ Windows XP SP2, Windows Vista RTM รวมถึง Windows 2000 ให้เตรียมแผนการอัพเดท อัพเกรด หรือไมเกรตระบบ เนื่องจากใกล้ถึงกำหนดวันสิ้นสุดการซัพพอร์ตทั้ง 3 ระบบแล้ว
โดยไมโครซอฟท์หยุดซัพพอร์ต Windows Vista ที่ไม่มีเซอร์วิสแพ็ค หรือ Windows Vista RTM หรือ SP0 ในวันที่ 13 เมษายน 2553 ซึ่งนับจากวันนี้ก็เหลือเวลาเพียง 45 วันเท่านั้น โดยไมโครซอฟท์ได้แนะนำให้ผู้ใช้ทำการอัพเดทเป็น Service Pack 2 (SP2) หรืออัพเกรดเป็น Windows 7 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ตัวล่าสุด สำหรับการดาวน์โหลด Vista SP2 นั้นสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ Download Windows Vista Service Pack 2 ทั้งนี้ก่อนติดตั้ง SP2 นั้นจะต้องทำการติดตั้ง SP1 บนระบบก่อน
สำหรับการซัพพอร์ตทุกเวอร์ชันของ Windows XP SP2 และ Windows 2000 นั้นจะสิ้นสุดลงในวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ซึ่งนับจากวันนี้ก็เหลือเวลาอีกประมาณ 4 เดือนครึ่งเท่านั้น โดยไมโครซอฟท์ได้แนะนำผู้ Windows XP SP2 ให้ทำการอัพเดทเป็น Service Pack 3 (SP3) หรืออัพเกรดเป็น Windows 7 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ตัวล่าสุด สำหรับการดาวน์โหลด XP SP3 นั้นสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ Download Windows XP SP3 Network Installation
อนึ่ง Windows XP นั้นไม่รองรับการอัพเกรดเป็น Windows 7 นั้นคือถ้าผู้ใช้ Windows XP ต้องการเปลี่ยนไปใช้ Windows 7 จะต้องใช้วิธีการไมเกรตระบบโดยใช้เครื่องมือ Windows User State Migration Tool (USMT) 4.0 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่รวมอยู่ใน Windows Automated Installation Kit (AIK)
สำหรับผู้ใช้ Windows 2000 นั้นไมโครซอฟท์ได้แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ Windows เวอร์ชันที่ใหม่กว่าอย่างเช่น Windows 7 อย่างไรก็ตาม Windows 2000 นั้นไม่รองรับทั้งการอัพเกรดและการไมเกรตเป็น Windows 7 นั้นคือถ้าผู้ใช้ Windows 2000 ต้องการเปลี่ยนไปใช้ Windows 7 จะต้องทำการอัพเกรดเป็น Windows XP ก่อน จากนั้นจึงทำการไมเกรตไปเป็น Windows 7 โดยใช้ Windows User State Migration Tool (USMT) 4.0
อนึ่ง การดูแลและอัพเดทระบบปฏิบัติการวินโดวส์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตั้งเซอร์วิสแพ็คตัวล่าสุดนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อให้การใช้งานมีความปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Enterprise products: Windows 7: End of support
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
Microsoft Automated Troubleshooting Services
Microsoft Automated Troubleshooting Services เว็บไซต์บริการแก้ปัญหาอัตโนมัติสำหรับผู้ใช้ Windows
วันนี้มีเว็บไซต์ที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows โดยเฉพาะกับผู้ใช้ที่เป็นมือใหม่หรือที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิคมาแนะนำครับ เว็บไซต์ที่ว่านี้ชื่อ Microsoft Automated Troubleshooting Services (MATS) ซึ่งเป็นเว็บเซอร์วิส (Web-based services) สำหรับช่วยแก้ปัญหาทั่วไปให้ผู้ใช้ Windows XP และ Windows Vista แบบอัตโนมัติ
MATS สามารถทำการตรวจสอบปัญหาทั่วไปของ Windows XP จำนวน 3 ปัญหา และ Windows Vista จำนวน 11 ปัญหา ดังนี้
Windows XP
Windows Vista
โดยที่หัวข้อ Common system maintenance tasks ของ Windows Vista นั้นจะสามารถตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ตรวจพบโดยอัตโนมัติหรือต้องการการปฏิสัมพันธ์จากผู้ใช้เท่าที่จำเป็น ตัวอย่างปัญหาเช่น ชอร์ทคัทเสีย (Broken shortcuts), ไอคอนที่ไม่ได้ใช้งาน (Unused icons), ความผิดพลาดของดิสก์ (Disk errors), เวลาบนระบบไม่ถูกต้อง (Incorrect system time) รวมถึงความผิดพลาด 0x80072F8F ที่เกิดขึ้นในการอัพเดท Windows
อนึ่ง MATS นั้นจะรวมทุกปัญหาไว้ในหัวข้อหลัก Microsoft Automated Troubleshooting Services แต่จะแบ่งปัญหาออกเป็น 4 หมวดหมู่ (Category) ย่อย เพื่อความสะดวกในการใช้งานดังนี้
วิธีการใช้งาน Microsoft Automated Troubleshooting Services
วิธีการใช้งาน Microsoft Automated Troubleshooting Services ทำได้โดยการเปิดไปที่เว็บไซต์ Microsoft Automated Troubleshooting Services (MATS) แล้วคลิกลิงก์ของปัญหาที่ต้องการแก้ไข โดยในที่นี้คลิกลิงก์ "Internet Explorer freezes or crashes" จากนั้นคลิกปุ่ม "Run now" แล้วดำเนินการตามคำสั่งบนจอภาพจนแล้วเสร็จ
หมายเหตุ: การใช้บริการบน Windows XP นั้นจะต้องติดตั้ง Windows Powershell และ Windows MSXML 6.0
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Neowin
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
วันนี้มีเว็บไซต์ที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows โดยเฉพาะกับผู้ใช้ที่เป็นมือใหม่หรือที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิคมาแนะนำครับ เว็บไซต์ที่ว่านี้ชื่อ Microsoft Automated Troubleshooting Services (MATS) ซึ่งเป็นเว็บเซอร์วิส (Web-based services) สำหรับช่วยแก้ปัญหาทั่วไปให้ผู้ใช้ Windows XP และ Windows Vista แบบอัตโนมัติ
MATS สามารถทำการตรวจสอบปัญหาทั่วไปของ Windows XP จำนวน 3 ปัญหา และ Windows Vista จำนวน 11 ปัญหา ดังนี้
Windows XP
- Internet Explorer freezes or crashes
- Video freezes or crashes in Internet Explorer or Windows programs
- Your CD or DVD drive cannot read or write media
Windows Vista
- Internet Explorer freezes or crashes
- Video freezes or crashes in Internet Explorer or Windows programs
- Common system maintenance tasks
- Problems with overall system speed and performance
- Problems with power usage and battery life
- Windows Search is not working or searches are slower
- Windows Vista Aero Glass visual effects are not working
- Printing problems and printing errors
- Your CD or DVD drive cannot read or write media
- Hardware devices not detected or not working
- Problems with sound and audio or no sound
โดยที่หัวข้อ Common system maintenance tasks ของ Windows Vista นั้นจะสามารถตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ตรวจพบโดยอัตโนมัติหรือต้องการการปฏิสัมพันธ์จากผู้ใช้เท่าที่จำเป็น ตัวอย่างปัญหาเช่น ชอร์ทคัทเสีย (Broken shortcuts), ไอคอนที่ไม่ได้ใช้งาน (Unused icons), ความผิดพลาดของดิสก์ (Disk errors), เวลาบนระบบไม่ถูกต้อง (Incorrect system time) รวมถึงความผิดพลาด 0x80072F8F ที่เกิดขึ้นในการอัพเดท Windows
อนึ่ง MATS นั้นจะรวมทุกปัญหาไว้ในหัวข้อหลัก Microsoft Automated Troubleshooting Services แต่จะแบ่งปัญหาออกเป็น 4 หมวดหมู่ (Category) ย่อย เพื่อความสะดวกในการใช้งานดังนี้
- Appearance and personalization
- Hardware and sound
- System and Security
วิธีการใช้งาน Microsoft Automated Troubleshooting Services
วิธีการใช้งาน Microsoft Automated Troubleshooting Services ทำได้โดยการเปิดไปที่เว็บไซต์ Microsoft Automated Troubleshooting Services (MATS) แล้วคลิกลิงก์ของปัญหาที่ต้องการแก้ไข โดยในที่นี้คลิกลิงก์ "Internet Explorer freezes or crashes" จากนั้นคลิกปุ่ม "Run now" แล้วดำเนินการตามคำสั่งบนจอภาพจนแล้วเสร็จ
หมายเหตุ: การใช้บริการบน Windows XP นั้นจะต้องติดตั้ง Windows Powershell และ Windows MSXML 6.0
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Neowin
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
Tweak Internet Explorer 8 by re-registering file Actxprxy.dll
ปรับให้ Internet Explorer 8 ทำงานเร็วขึ้นโดยการลงทะเบียนไฟล์ Actxprxy.dll ใหม่
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
ผู้ใช้ Internet Explorer 8 (IE8) ทั้งบน Windows XP, Vista หรือแม้แต่ Windows 7 ที่ประสบปัญหาโปรแกรมทำงานช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำการเปิดหน้าเว็บพร้อมกันหลายๆ แท็บ ซึ่งอาจจะเกิดจากปัญหามีซอฟต์แวร์แบบ third-party บางตัวทำการแก้ไขรีจีสทรีย์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไฟล์ Actxprxy.dll ซึ่งเป็นไลบารี่ของโปรแกรม Internet Explorer
สำหรับวิธีการแก้ไขในกรณีที่ไฟล์ Actxprxy.dll ได้รับผลกระทบจากการติดตั้งซอฟต์แวร์แบบ third-party ทำได้ง่ายๆ โดยการลงทะเบียนไฟล์ใหม่จากคอมมานด์พร็อมท์ ซึ่งสามารถทำได้ทั้งบนWindows XP, Vista หรือแม้แต่ Windows 7 ตามวิธีการด้านล่าง
บน Windows XP
บน Windows XP ให้ดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. คลิก Start แล้วคลิก Run หรือกดปุ่ม Windows + R
2. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Run ให้ พิมพ์ cmd ในช่อง Open เสร็จแล้วกดปุ่ม Enter
3. ในหน้าต่างคอมมานด์พร็อมท์ให้พิมพ์คำสั่ง regsvr32 actxprxy.dll เสร็จแล้วกดปุ่ม Enter
4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ RegSvr32 ให้คลิก OK จากนั้นทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล
บน Windows Vista และ Windows 7
บน Windows Vista และ Windows 7 ให้ดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. คลิก Start พิมพ์ cmd ในกล่อง Search programs and files จากนั้นคลิกขวาที่ cmd ในรายการโปรแกรมแล้วคลิก Run as administrator ดังรูปด้านล่าง
2.ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ User Account Control ให้คลิก Yes
3 ในหน้าต่างคอมมานด์พร็อมพ์พิมพ์คำสั่ง regsvr32 actxprxy.dll แล้วกด Enter
4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ RegSvr32 ให้คลิก OK จากนั้นทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• IE8 slow? Maybe this tweak will help
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
ผู้ใช้ Internet Explorer 8 (IE8) ทั้งบน Windows XP, Vista หรือแม้แต่ Windows 7 ที่ประสบปัญหาโปรแกรมทำงานช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำการเปิดหน้าเว็บพร้อมกันหลายๆ แท็บ ซึ่งอาจจะเกิดจากปัญหามีซอฟต์แวร์แบบ third-party บางตัวทำการแก้ไขรีจีสทรีย์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไฟล์ Actxprxy.dll ซึ่งเป็นไลบารี่ของโปรแกรม Internet Explorer
สำหรับวิธีการแก้ไขในกรณีที่ไฟล์ Actxprxy.dll ได้รับผลกระทบจากการติดตั้งซอฟต์แวร์แบบ third-party ทำได้ง่ายๆ โดยการลงทะเบียนไฟล์ใหม่จากคอมมานด์พร็อมท์ ซึ่งสามารถทำได้ทั้งบนWindows XP, Vista หรือแม้แต่ Windows 7 ตามวิธีการด้านล่าง
บน Windows XP
บน Windows XP ให้ดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. คลิก Start แล้วคลิก Run หรือกดปุ่ม Windows + R
2. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Run ให้ พิมพ์ cmd ในช่อง Open เสร็จแล้วกดปุ่ม Enter
3. ในหน้าต่างคอมมานด์พร็อมท์ให้พิมพ์คำสั่ง regsvr32 actxprxy.dll เสร็จแล้วกดปุ่ม Enter
4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ RegSvr32 ให้คลิก OK จากนั้นทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล
บน Windows Vista และ Windows 7
บน Windows Vista และ Windows 7 ให้ดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. คลิก Start พิมพ์ cmd ในกล่อง Search programs and files จากนั้นคลิกขวาที่ cmd ในรายการโปรแกรมแล้วคลิก Run as administrator ดังรูปด้านล่าง
2.ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ User Account Control ให้คลิก Yes
3 ในหน้าต่างคอมมานด์พร็อมพ์พิมพ์คำสั่ง regsvr32 actxprxy.dll แล้วกด Enter
4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ RegSvr32 ให้คลิก OK จากนั้นทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• IE8 slow? Maybe this tweak will help
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
Windows XP black screen with mouse cursor
วิธีการแก้ปัญหา Windows XP ขึ้นจอสีดำมีแต่เคอร์เซอร์เม้าส์
วันนี้มีวิธีการแก้ปัญหาบน Windows XP ขึ้นจอสีดำมีแต่เคอร์เซอร์เม้าส์มาฝากครับ อาการคือ เมื่อเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องก็จะทำการบูทตามปกติ แต่เมื่อเข้าวินโดวส์จะไม่แสดงหน้าเดสก์ท็อปและไอคอนใดๆ โดยหน้าจอจะเป็นสีดำพร้อมกับมีเคอร์เซอร์เม้าส์ โดยที่สามารถขยับเมาส์ได้แต่ก็ไม่สามารถทำงานใดๆ ได้ และเมื่อลองทำการบูทเครื่องเข้า Safe Mode ก็จะมีอาการเหมือนกัน
จากนั้นผมใช้ Stinger ซึ่งเป็นฟิกซ์ทูล (Fixtool) ของ McAfee ทำการสแกนหาไวรัสก็ไม่พบว่ามีไวรัส หลังจากหาสาเหตุอยู่นานสองนานจึงลองกดปุ่ม Ctrl + Alt +Delete ดู ผลปรากฏว่าสามารถเปิด Windows Task Manager ได้ ผมจึงลองทำการเปิดคอมมานด์พร็อมท์โดยรัน cmd.exe ก็สามารถรันได้ จากนั้นลองเปิดโปรแกรม Microsoft Word ก็สามารถรันได้ปกติ แต่เมื่อลองรัน Explorer.exe กลับไม่มีการตอบสนอง
ผมจึงคิดว่าสาเหตุของปัญหานี้น่าจะเกิดจากไฟล์ Explorer.exe เสีย จึงทดลองทำการก็อปปี้ไฟล์ Explorer.exe จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้ตามปกติทับไฟล์เดิมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีปัญหา ผลปรากฏว่าหลังจากทำการก็อปปี้วินโดวส์กลับมาทำงานได้ตามปกติ โดยแสดงเดสก์ทอปและไอคอนต่างๆ และสามารถใช้งานได้ตามปกติ
สุดท้าย ผมทำวิธีการเดียวกับคอมพิวเตอร์อีกเครื่องที่มีปัญหาเดียวกัน ซึ่งปรากฏว่าได้ผลเหมือนกัน คือ วินโดวส์กลับมาทำงานได้ตามปกติ จึงสรุปได้ว่าปัญหานี้เกิดจากไฟล์ Explorer.exe เสีย
สำหรับวิธีการแก้ไขปัญหา Windows XP แสดงหน้าจอสีดำมีแต่เคอร์เซอร์เม้าส์ มีขั้นตอนดังนี้
หมายเหตุ: ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนด้านล่าง ให้ทำการก็อปปี้ไฟล์ Explorer.exe จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้ตามปกติลงแฟลชไดรฟ์ก่อน
1. บูทเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าวินโดวส์ตามปกติ จากนั้นที่หน้าจอซึ่งเป็นสีดำให้กดปุ่ม Ctrl + Alt +Delete พร้อมกัน
2. ในหน้าต่าง Windows Task Manager ให้คลิกเมนู File แล้วคลิก New Task (Run...)
3. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Create New Task ให้คลิกปุ่ม Browse
4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Browse ให้คลิกที่ไอคอน My Computer จากนั้นให้ไปยังแฟลชไดรฟ์ที่เก็บไฟล์ Explorer.exe
5. ในแฟลชไดรฟ์ที่เก็บไฟล์ Explorer.exe ให้คลิกขวาแล้วคลิก Copy เสร็จแล้วให้คลิกที่ไอคอน My Computer อีกครั้ง
6. ในเปิดไปยังไดรฟ์ที่เก็บโฟลเดอร์ Windows ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ C:\Windows จากนั้นให้คลิกขวาแล้วคลิก Paste เพื่อก็อปปี้ไฟล์ Explorer.exe
ถึงจุดนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาดวินโดวส์ก็จะกลับมาทำงานได้ตามปกติ โดยจะแสดงเดสก์ทอปและไอคอนต่างๆ และสามารถใช้งานได้ต่างๆ ตามปกติ
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.
วันนี้มีวิธีการแก้ปัญหาบน Windows XP ขึ้นจอสีดำมีแต่เคอร์เซอร์เม้าส์มาฝากครับ อาการคือ เมื่อเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องก็จะทำการบูทตามปกติ แต่เมื่อเข้าวินโดวส์จะไม่แสดงหน้าเดสก์ท็อปและไอคอนใดๆ โดยหน้าจอจะเป็นสีดำพร้อมกับมีเคอร์เซอร์เม้าส์ โดยที่สามารถขยับเมาส์ได้แต่ก็ไม่สามารถทำงานใดๆ ได้ และเมื่อลองทำการบูทเครื่องเข้า Safe Mode ก็จะมีอาการเหมือนกัน
จากนั้นผมใช้ Stinger ซึ่งเป็นฟิกซ์ทูล (Fixtool) ของ McAfee ทำการสแกนหาไวรัสก็ไม่พบว่ามีไวรัส หลังจากหาสาเหตุอยู่นานสองนานจึงลองกดปุ่ม Ctrl + Alt +Delete ดู ผลปรากฏว่าสามารถเปิด Windows Task Manager ได้ ผมจึงลองทำการเปิดคอมมานด์พร็อมท์โดยรัน cmd.exe ก็สามารถรันได้ จากนั้นลองเปิดโปรแกรม Microsoft Word ก็สามารถรันได้ปกติ แต่เมื่อลองรัน Explorer.exe กลับไม่มีการตอบสนอง
ผมจึงคิดว่าสาเหตุของปัญหานี้น่าจะเกิดจากไฟล์ Explorer.exe เสีย จึงทดลองทำการก็อปปี้ไฟล์ Explorer.exe จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้ตามปกติทับไฟล์เดิมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีปัญหา ผลปรากฏว่าหลังจากทำการก็อปปี้วินโดวส์กลับมาทำงานได้ตามปกติ โดยแสดงเดสก์ทอปและไอคอนต่างๆ และสามารถใช้งานได้ตามปกติ
สุดท้าย ผมทำวิธีการเดียวกับคอมพิวเตอร์อีกเครื่องที่มีปัญหาเดียวกัน ซึ่งปรากฏว่าได้ผลเหมือนกัน คือ วินโดวส์กลับมาทำงานได้ตามปกติ จึงสรุปได้ว่าปัญหานี้เกิดจากไฟล์ Explorer.exe เสีย
สำหรับวิธีการแก้ไขปัญหา Windows XP แสดงหน้าจอสีดำมีแต่เคอร์เซอร์เม้าส์ มีขั้นตอนดังนี้
หมายเหตุ: ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนด้านล่าง ให้ทำการก็อปปี้ไฟล์ Explorer.exe จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้ตามปกติลงแฟลชไดรฟ์ก่อน
1. บูทเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าวินโดวส์ตามปกติ จากนั้นที่หน้าจอซึ่งเป็นสีดำให้กดปุ่ม Ctrl + Alt +Delete พร้อมกัน
2. ในหน้าต่าง Windows Task Manager ให้คลิกเมนู File แล้วคลิก New Task (Run...)
3. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Create New Task ให้คลิกปุ่ม Browse
4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Browse ให้คลิกที่ไอคอน My Computer จากนั้นให้ไปยังแฟลชไดรฟ์ที่เก็บไฟล์ Explorer.exe
5. ในแฟลชไดรฟ์ที่เก็บไฟล์ Explorer.exe ให้คลิกขวาแล้วคลิก Copy เสร็จแล้วให้คลิกที่ไอคอน My Computer อีกครั้ง
6. ในเปิดไปยังไดรฟ์ที่เก็บโฟลเดอร์ Windows ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ C:\Windows จากนั้นให้คลิกขวาแล้วคลิก Paste เพื่อก็อปปี้ไฟล์ Explorer.exe
ถึงจุดนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาดวินโดวส์ก็จะกลับมาทำงานได้ตามปกติ โดยจะแสดงเดสก์ทอปและไอคอนต่างๆ และสามารถใช้งานได้ต่างๆ ตามปกติ
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.
Add "Copy To Folder" and "Move To Folder" to Windows 7 Context Menu
เพิ่ม "Copy To Folder" และ "Move To Folder" เข้าในคอนเท็กซ์เมนูของ Windows 7
การก็อปปี้ไฟล์ข้อมูลระหว่างโฟลเดอร์และการมูฟไฟล์ข้อมูลจากโฟลเดอร์หนึ่งไปยังอีกโฟลเดอร์หนึ่งเป็น 2 คำสั่งที่มีการใช้งานเป็นประจำ วันนี้เลยมีทิปการเพิ่มคำสั่ง "Copy To Folder" และ "Move To Folder" เข้าในคอนเท็กซ์เมนู (คลิกขวา) ของ Windows 7 ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกในการใช้งานยิ่งขึ้น
วิธีการเพิ่มคำสั่ง "Copy To Folder" และ "Move To Folder" เข้าในคอนเท็กซ์เมนู (คลิกขวา) ของ Windows 7 นั้นทำได้โดยการแก้ไขรีจีสทรีย์ง่ายๆ ตามขั้นตอนดังนี้
ข้อควรระวัง: การแก้ไขรีจีสทรี่ที่ผิดพลาดอาจทำให้วินโดวส์ไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ให้ทำการสำรองข้อมูลรีจีสทรีเก็บไว้ในที่ปลอดภัยก่อนทำการแก้ไข
1. คลิก Start แล้วพิมพ์ Regedit ในช่อง Search programs and files เสร็จแล้วกด Enter
2. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ User Account Control ให้คลิก Yes
3. ในหน้าต่างโปรแกรม Registry Editor ให้ท่องไปยังตำแหน่ง
HKEY_CLASSES_ROOT\AllFilesystemObjects\shellex\ContextMenuHandlers
4. เพิ่ม Copy To Folder โดยให้ทำการคลิกขวาที่ ContextMenuHandlers แล้วคลิก New จากนั้นคลิก Key แล้วสร้างคีย์ย่อย {C2FBB630-2971-11D1-A18C-00C04FD75D13}
5. เพิ่ม Move To Folder โดยให้ทำการคลิกขวาที่ ContextMenuHandlers แล้วคลิก New จากนั้นคลิก Key แล้วสร้างคีย์ย่อย {C2FBB631-2971-11d1-A18C-00C04FD75D13} ซึ่งจะได้หน้าต่างลักษณะดังรูปด้านล่าง เสร็จแล้วปิดโปรแกรม Registry Editor
6 . จากนั้นเมื่อทำการคลิกขวาบนไฟล์หรือโฟลเดอร์ใดๆ ก็จะปรากฏคำสั่ง "Copy To Folder" และ "Move To Folder" ให้เลือกใช้งานลักษณะดังรูปด้านล่าง
วิธีการนี้ใช้ได้กับ
วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับ Windows 7 เวอร์ชันต่างๆ ดังนี้
• Windows XP
• Windows Vista
• Windows 7
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Windows Valley
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.
การก็อปปี้ไฟล์ข้อมูลระหว่างโฟลเดอร์และการมูฟไฟล์ข้อมูลจากโฟลเดอร์หนึ่งไปยังอีกโฟลเดอร์หนึ่งเป็น 2 คำสั่งที่มีการใช้งานเป็นประจำ วันนี้เลยมีทิปการเพิ่มคำสั่ง "Copy To Folder" และ "Move To Folder" เข้าในคอนเท็กซ์เมนู (คลิกขวา) ของ Windows 7 ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกในการใช้งานยิ่งขึ้น
วิธีการเพิ่มคำสั่ง "Copy To Folder" และ "Move To Folder" เข้าในคอนเท็กซ์เมนู (คลิกขวา) ของ Windows 7 นั้นทำได้โดยการแก้ไขรีจีสทรีย์ง่ายๆ ตามขั้นตอนดังนี้
ข้อควรระวัง: การแก้ไขรีจีสทรี่ที่ผิดพลาดอาจทำให้วินโดวส์ไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ให้ทำการสำรองข้อมูลรีจีสทรีเก็บไว้ในที่ปลอดภัยก่อนทำการแก้ไข
1. คลิก Start แล้วพิมพ์ Regedit ในช่อง Search programs and files เสร็จแล้วกด Enter
2. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ User Account Control ให้คลิก Yes
3. ในหน้าต่างโปรแกรม Registry Editor ให้ท่องไปยังตำแหน่ง
HKEY_CLASSES_ROOT\AllFilesystemObjects\shellex\ContextMenuHandlers
4. เพิ่ม Copy To Folder โดยให้ทำการคลิกขวาที่ ContextMenuHandlers แล้วคลิก New จากนั้นคลิก Key แล้วสร้างคีย์ย่อย {C2FBB630-2971-11D1-A18C-00C04FD75D13}
5. เพิ่ม Move To Folder โดยให้ทำการคลิกขวาที่ ContextMenuHandlers แล้วคลิก New จากนั้นคลิก Key แล้วสร้างคีย์ย่อย {C2FBB631-2971-11d1-A18C-00C04FD75D13} ซึ่งจะได้หน้าต่างลักษณะดังรูปด้านล่าง เสร็จแล้วปิดโปรแกรม Registry Editor
6 . จากนั้นเมื่อทำการคลิกขวาบนไฟล์หรือโฟลเดอร์ใดๆ ก็จะปรากฏคำสั่ง "Copy To Folder" และ "Move To Folder" ให้เลือกใช้งานลักษณะดังรูปด้านล่าง
วิธีการนี้ใช้ได้กับ
วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับ Windows 7 เวอร์ชันต่างๆ ดังนี้
• Windows XP
• Windows Vista
• Windows 7
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Windows Valley
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.
Remote Desktop Connection 7.0 Client for XP SP3, Vista SP1 and SP2
ไคลเอ็นต์ Remote Desktop Connection 7.0 สำหรับ Windows XP SP3 และ Windows Vista SP1 and SP2
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
วันที่ 26 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ออกไคลเอ็นต์ Remote Desktop Connection (RDC) 7.0 สำหรับ Windows XP Service Pack 3 (SP3), Windows Vista Service Pack 1 (SP1) และ Windows Vista Service Pack 2 (SP2) โดยมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่หลายตัว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มีอยู่ใน RDC ของ Windows 7 และ Windows Server 2008 R2
ไคลเอ็นต์ RDC 7.0 นั้น จะยังสามารถใช้เชื่อมต่อกับระบบ Terminal Servers เวอร์ชันเก่า หรือระบบ Remote Desktop เวอร์ชันก่อนหน้าได้ตามปกติ โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะมีให้ใช้งานเฉพาะการเชื่อมต่อกับระบบ Windows 7 หรือ Windows Server 2008 R2 เท่านั้น
Remote Desktop Connection 7.0 Client for Windows XP SP3
About Remote Desktop Connection 7.0 (6.1.7600)
ดาวน์โหลดไคลเอ็นต์ RDC 7.0
สำหรับท่านที่ใช้ Windows XP SP3, Windows Vista SP1 และ SP2 ได้สามารถทำการดาวน์โหลด RDC 7.0 ได้จากเว็บไซต์ของ Microsoft ตามระบบปฏิบัติการที่ใช้ ดังนี้
• Download RDC 7.0 for Windows XP SP3
• Download RDC 7.0 for Windows Vista SP1/SP2 x86-based
• Download RDC 7.0 for Windows Vista SP1/SP2 x64-based
ฟีเจอร์ใหม่ใน RDC 7.0
ในไคลเอ็นต์ RDC 7.0 ฟีเจอร์ใหม่ต่างๆ ดังนี้
• Web Single Sign-On (SSO) and Web forms-based authentication
• Access to personal virtual desktops by using RD Connection Broker
• Access to virtual desktop pools by using RD Connection Broker
• RD Gateway-based device redirection enforcement
• RD Gateway system and logon messages
• RD Gateway background authorization & authentication
• RD Gateway idle & session time-outs
• NAP remediation with RD Gateway
• Windows Media Player redirection
• Bidirectional audio
• Multiple monitor support
• Enhanced video playback
สำหรับ Remote Desktop บน Windows 7 นั้น สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความเรื่อง แนะนำไคลเอ็นต์ Remote Desktop Connection บน Windows 7
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Description of the Remote Desktop Connection 7.0 Client
© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
วันที่ 26 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ออกไคลเอ็นต์ Remote Desktop Connection (RDC) 7.0 สำหรับ Windows XP Service Pack 3 (SP3), Windows Vista Service Pack 1 (SP1) และ Windows Vista Service Pack 2 (SP2) โดยมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่หลายตัว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มีอยู่ใน RDC ของ Windows 7 และ Windows Server 2008 R2
ไคลเอ็นต์ RDC 7.0 นั้น จะยังสามารถใช้เชื่อมต่อกับระบบ Terminal Servers เวอร์ชันเก่า หรือระบบ Remote Desktop เวอร์ชันก่อนหน้าได้ตามปกติ โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะมีให้ใช้งานเฉพาะการเชื่อมต่อกับระบบ Windows 7 หรือ Windows Server 2008 R2 เท่านั้น
Remote Desktop Connection 7.0 Client for Windows XP SP3
About Remote Desktop Connection 7.0 (6.1.7600)
ดาวน์โหลดไคลเอ็นต์ RDC 7.0
สำหรับท่านที่ใช้ Windows XP SP3, Windows Vista SP1 และ SP2 ได้สามารถทำการดาวน์โหลด RDC 7.0 ได้จากเว็บไซต์ของ Microsoft ตามระบบปฏิบัติการที่ใช้ ดังนี้
• Download RDC 7.0 for Windows XP SP3
• Download RDC 7.0 for Windows Vista SP1/SP2 x86-based
• Download RDC 7.0 for Windows Vista SP1/SP2 x64-based
ฟีเจอร์ใหม่ใน RDC 7.0
ในไคลเอ็นต์ RDC 7.0 ฟีเจอร์ใหม่ต่างๆ ดังนี้
• Web Single Sign-On (SSO) and Web forms-based authentication
• Access to personal virtual desktops by using RD Connection Broker
• Access to virtual desktop pools by using RD Connection Broker
• RD Gateway-based device redirection enforcement
• RD Gateway system and logon messages
• RD Gateway background authorization & authentication
• RD Gateway idle & session time-outs
• NAP remediation with RD Gateway
• Windows Media Player redirection
• Bidirectional audio
• Multiple monitor support
• Enhanced video playback
สำหรับ Remote Desktop บน Windows 7 นั้น สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความเรื่อง แนะนำไคลเอ็นต์ Remote Desktop Connection บน Windows 7
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Description of the Remote Desktop Connection 7.0 Client
© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.
A little history of Windows OS
ประวัติการออกเวอร์ชัน RTM และ Final ของระบบปฏิบัติการ Windows XP, Vista และ 7
วันนี้ผมมีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ Windows มาฝาก เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการออกเวอร์ชัน RTM (Release to manufacturing) ซึ่งเป็นเวอร์ชันสำหรับโรงงานผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ และการออกเวอร์ชัน Final (หรือ General Available) ซึ่งเป็นเวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไปของ Windows XP, Windows Vista และ Windows 7 มาฝากครับ
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Ars Technica
© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.
วันนี้ผมมีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ Windows มาฝาก เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการออกเวอร์ชัน RTM (Release to manufacturing) ซึ่งเป็นเวอร์ชันสำหรับโรงงานผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ และการออกเวอร์ชัน Final (หรือ General Available) ซึ่งเป็นเวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไปของ Windows XP, Windows Vista และ Windows 7 มาฝากครับ
- Windows XP
เริ่มจาก Windows XP ซึ่งไมโครซอฟท์ออก Windows XP RTM ในวันที่ 24 สิงหาคม 2544 และหลังจากนั้น 2 เดือน ก็ออก Windows XP Final ในวันที่ 25 ตุลาคม 2544 นั้นคือ Windows XP จะมีอายุ 8 ปีเต็ม (นับจากวันออกเวอร์ชัน Final) ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้
- Windows Vista
สำหรับ Windows Vista นั้น ไมโครซอฟท์ออก Windows Vista RTM ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2549 และหลังจากนั้นเกือบ 3 เดือน ก็ออกเวอร์ชัน Windows Vista Final ในวันที่ 30 มกราคม 2550 และจะมีอายุ 3 ปีเต็ม (นับจากวันออกเวอร์ชัน Final) ในอีกประมาณ 3 เดือน ซึ่งผมเชื่อว่าเมื่อถึงตอนนั้นคงไม่มีใครพูดถึง Windows Vista กันมากนัก
- Windows 7
สุดท้าย Windows 7 ซึ่งไมโครซอฟท์ออก Windows 7 RTM ในวันที่ 22 กรกฏาคม 2552 และออกเวอร์ชัน Windows 7 Final ในวันที่ 22 ตุลาคม 2552 ซึ่งห่างกัน 3 เดือนเต็ม และจากที่ผมได้ติดตามข่าวสารจากอินเทอร์เน็ตนั้นปรากฏว่า Windows 7 ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้ค่อนข้างดี แต่คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยผมคิดว่าน่าจะประสบความสำเร็จมากกว่า Windows Vista แน่นอนครับ
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Ars Technica
© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.
Update for Windows XP SP3 to enable RemoteApp
อัพเดทสำหรับ Windows XP SP3 เพื่อรองรับ RemoteApp
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
แพ็กเกจการอัพเดทตัวนี้เป็นอัพเดทสำหรับติดตั้งในเวอร์ชวลแมชชีนที่เป็นระบบปฏิบัติการ Windows XP SP3 เพื่อให้รองรับการใช้งานแอพพลิเคชันการผลิตต่างๆ (Productivity Applications) จากระบบ Windows Virtual PC บนเครื่องคอมพิวเตอร์ Windows 7 หรือในสภาพแวดล้อมแบบ Remote Desktop Services (RDS)
Download Description
File Name: KB961742-v3.exe
Version: 6.1.7600.16407
Date Published: 10/19/2009
Language: English
Download Size: 1.2 MB
Estimated Download Time: 1 min (DSL/Cable-768K)
การดาวน์โหลด
สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ Update for Windows XP SP3 to enable RemoteApp
System Requirements
• ระบบปฏิบัติการที่รองรับ: Windows XP Service Pack 3 หรือ Windows XP Professional Service Pack 3 (SP3)
• พื้นทีฮาร์ดดิสก์: 3MB
การติดตั้ง
อัพเดทตัวนี้เป็นอัพเดทสำหรับติดตั้งในเวอร์ชวลแมชชีน โดยให้ทำการสตาร์ท Windows XP SP3 เวอร์ชวลแมชชีน จากนั้นให้ทำการดาวน์โหลดอัพเดท (ตามรายละเอียดด้านบน) เสร็จแล้วให้ดับเบิลคลิกไฟล์ KB961742-v3.exe แล้วดำเนินการตามขั้นตอนบนจอภาพจนแล้วเสร็จ หลังจากทำการติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ทำการรีสตาร์ทเวอร์ชวลแมชชีนเพื่อให้การอัพเดทมีผล
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• KB961742
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
แพ็กเกจการอัพเดทตัวนี้เป็นอัพเดทสำหรับติดตั้งในเวอร์ชวลแมชชีนที่เป็นระบบปฏิบัติการ Windows XP SP3 เพื่อให้รองรับการใช้งานแอพพลิเคชันการผลิตต่างๆ (Productivity Applications) จากระบบ Windows Virtual PC บนเครื่องคอมพิวเตอร์ Windows 7 หรือในสภาพแวดล้อมแบบ Remote Desktop Services (RDS)
Download Description
File Name: KB961742-v3.exe
Version: 6.1.7600.16407
Date Published: 10/19/2009
Language: English
Download Size: 1.2 MB
Estimated Download Time: 1 min (DSL/Cable-768K)
การดาวน์โหลด
สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ Update for Windows XP SP3 to enable RemoteApp
System Requirements
• ระบบปฏิบัติการที่รองรับ: Windows XP Service Pack 3 หรือ Windows XP Professional Service Pack 3 (SP3)
• พื้นทีฮาร์ดดิสก์: 3MB
การติดตั้ง
อัพเดทตัวนี้เป็นอัพเดทสำหรับติดตั้งในเวอร์ชวลแมชชีน โดยให้ทำการสตาร์ท Windows XP SP3 เวอร์ชวลแมชชีน จากนั้นให้ทำการดาวน์โหลดอัพเดท (ตามรายละเอียดด้านบน) เสร็จแล้วให้ดับเบิลคลิกไฟล์ KB961742-v3.exe แล้วดำเนินการตามขั้นตอนบนจอภาพจนแล้วเสร็จ หลังจากทำการติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ทำการรีสตาร์ทเวอร์ชวลแมชชีนเพื่อให้การอัพเดทมีผล
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• KB961742
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
Microsoft will end support for Windows XP SP2 in July 2010
ไมโครซอฟท์กำลังจะหยุดซัพพอร์ท Windows XP SP2
วันนี้มีกำหนดการหยุดให้การชัพพอร์ท Windows XP ของไมโครซอฟท์มาฝากครับ โดยไมโครซอฟท์ได้ประกาศอบ่างเป็นทางการแล้วว่าจะให้บริการซัพพอร์ตทางเทคนิคระบบ Windows XP Service Pack 2 (SP2) ไปจนถึงวันที่ 13 กรกฏาคม 2553 ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 11 เดือน เท่านั้น
โดยไมโครซอฟท์ได้แนะนำผู้ที่ยังใช้ Windows XP Service Pack 2 (SP2) ให้ทำการอัพเดทเป็น Windows XP Service Pack 3 (SP3) หรืออัพเกรดเป็น Windows 7 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ตัวล่าสุด
ในส่วนของ Windows XP SP3 นั้น ไมโครซอฟท์จะยังให้บริการซัพพอร์ตทางเทคนิคไปจนถึงเดือนเมษายน 2557 สำหรับการดาวน์โหลด Windows XP SP3 สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ Download Windows XP SP3 ISO Image และสามารถอ่านรายละเอียดวิธีการติดตั้งได้ที่เว็บไซต์ Installing Windows XP SP3
วิธีการตรวจสอบเวอร์ชันของ Windows XP
สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่า Windows XP ที่กำลังใช้งานเป็นเวอร์ชันอะไร สามารถตรวจสอบไ้ด้โดยการ คลิก Start คลิกขวาที่ My Computer แล้วเลือก Properties หากในหน้า System Properties มีลักษณะดังรูปด้านล่างแสดงว่า Windows XP Service Pack 2
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
• Download: Windows 7 Enterprise 90-day Trial
บทความโดย: Windows Administrator Blog
© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.
วันนี้มีกำหนดการหยุดให้การชัพพอร์ท Windows XP ของไมโครซอฟท์มาฝากครับ โดยไมโครซอฟท์ได้ประกาศอบ่างเป็นทางการแล้วว่าจะให้บริการซัพพอร์ตทางเทคนิคระบบ Windows XP Service Pack 2 (SP2) ไปจนถึงวันที่ 13 กรกฏาคม 2553 ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 11 เดือน เท่านั้น
โดยไมโครซอฟท์ได้แนะนำผู้ที่ยังใช้ Windows XP Service Pack 2 (SP2) ให้ทำการอัพเดทเป็น Windows XP Service Pack 3 (SP3) หรืออัพเกรดเป็น Windows 7 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ตัวล่าสุด
Products Released
ในส่วนของ Windows XP SP3 นั้น ไมโครซอฟท์จะยังให้บริการซัพพอร์ตทางเทคนิคไปจนถึงเดือนเมษายน 2557 สำหรับการดาวน์โหลด Windows XP SP3 สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ Download Windows XP SP3 ISO Image และสามารถอ่านรายละเอียดวิธีการติดตั้งได้ที่เว็บไซต์ Installing Windows XP SP3
วิธีการตรวจสอบเวอร์ชันของ Windows XP
สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่า Windows XP ที่กำลังใช้งานเป็นเวอร์ชันอะไร สามารถตรวจสอบไ้ด้โดยการ คลิก Start คลิกขวาที่ My Computer แล้วเลือก Properties หากในหน้า System Properties มีลักษณะดังรูปด้านล่างแสดงว่า Windows XP Service Pack 2
Windows XP Service Pack 2
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
• Download: Windows 7 Enterprise 90-day Trial
บทความโดย: Windows Administrator Blog
© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.
Remote Desktop to Windows 7 from Windows XP
การใช้งานรีโมทเดสก์ทอปแบบ More secure จาก Windows XP ไป Windows 7
ในการใช้งาน Windows 7 ร่วมกับ Windows XP นั้น เมื่อทำการ Remote Desktop จาก Windows XP ไปยัง Window 7 ที่คอนฟิก Remote Desktop เป็นระดับ Allow connections from computers running Remote Desktop with Network Level Authentication (more secure) ตามปกติแล้วจะไม่สามารถทำการเชื่อมต่อได้ โดยจะได้รับข้อความแสดงความผิดพลาดว่าการเชื่อมต่อต้องการ "Network Level Authentication" ดังรูปที่ 1

รูปที่ 1
สำหรับวิธีการแก้ไข นั้นจะต้องทำการเปิดใช้งาน Network Level Authentication ในโปรแกรม Remote Desktop Client บน Windows XP อย่างไรก็ตาม Network Level Authentication จะมีใน Windows XP SP3 เท่านั้ัน
การเปิดใช้งาน Network Level Authentication บน Windows XP SP3
วิธีการเปิดใช้งาน Network Level Authentication บน Windows XP SP3 ก่อนอื่นให้ทำการล็อกออนเข้าวินโดวส์ด้วยแอคเคาท์ที่มีสิทธิ์ระดับ Administrator จากนั้นให้ดำเนินการขั้นตอนดังต่อไปนี้
ข้อควรระวัง: การแก้ไขรีจิสตรีที่ผิดพลาดอาจทำให้ระบบไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้นเพื่อให้สามารถทำการเรียกคืนรีจิสตรีได้ในกรณีเกิดปัญหา โปรดสำรองรีจิสตรีและเก็บไว้ในที่ปลอดภัยก่อนลงมือแก้ไข
1. คลิก Start คลิก Run พิมพ์ regedit แล้วกด ENTER
2. ในคอนโซลทรีให้คลิกเลือกซับคีย์ของรีจีสทรีดังต่อไปนี้:
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Control\Lsa
3. ในดีเทลแพน ให้คลิกขวาที่ Security Packages แล้วคลิก Modify จากคอนเท็กซ์เมนู

รูปที่ 2 Security Packages
4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Edit Multi-String ในกล่องใต้ Value data: ให้พิมพ์ (ปล่อยค่าที่กำหนด SSPs ที่มีอยู่ก่อนแล้วไว้ดังเดิม) tspkg เสร็จแล้วคลิก OK

รูปที่ 3 Edit Multi-String
5. ในเนวิเกตชันแพน ไปยังซับคีย์ของรีจีสทรีดังต่อไปนี้:
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Control\SecurityProviders
6. ในดีเทลแพน ให้คลิกขวาที่ SecurityProviders แล้วคลิก Modify จากคอนเท็กซ์เมนู

รูปที่ 4 SecurityProviders
7. ในกล่องใต้ Value data ให้พิมพ์ (ปล่อยค่าที่กำหนด SSPs ที่มีอยู่ก่อนแล้วไว้ดังเดิม และให้ใส่เครื่องหมาย comma หลังค่าที่มีอยู่ก่อนด้วย) credssp.dll เสร็จแล้วคลิก OK

รูปที่ 5 credssp.dll
8. ออกจากโปรแกรม Registry Editor โดยคลิกเมนู File แล้วคลิก Exit
9. ทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล
หลังจากเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมใช้งาน สามารถตรวจสอบการทำงานโดยคลิก Start คลิก Run พิมพ์ mstsc ในกล่อง Open เสร็จแล้วกด Enter
จากนั้นในหน้าไดอะล็อก Remote Desktop Connection ให้คลิกที่ไอคอนรูปคอมพิวเตอร์ที่มุมบน-ซ้ายมือแล้วเลือก About ดังรูปที่ 6 ซึ่งสามารถรองรับกับการทำ Network Level Authentication ได้แล้ว

รูปที่ 6 Remote Desktop Client

รูปที่ 7 Network Level Authentication supported
หลังจากเปิดใช้งาน Network Level Authentication เสร็จแล้ว จะสามารถใช้งาน Remote Desktop จาก Windows XP SP3 ไปยัง Windows 7 ที่คอนฟิก Remote Desktop เป็นระดับ Allow connections from computers running Remote Desktop with Network Level Authentication (more secure) ได้โดยไม่มีปัญหา
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.
ในการใช้งาน Windows 7 ร่วมกับ Windows XP นั้น เมื่อทำการ Remote Desktop จาก Windows XP ไปยัง Window 7 ที่คอนฟิก Remote Desktop เป็นระดับ Allow connections from computers running Remote Desktop with Network Level Authentication (more secure) ตามปกติแล้วจะไม่สามารถทำการเชื่อมต่อได้ โดยจะได้รับข้อความแสดงความผิดพลาดว่าการเชื่อมต่อต้องการ "Network Level Authentication" ดังรูปที่ 1

รูปที่ 1
สำหรับวิธีการแก้ไข นั้นจะต้องทำการเปิดใช้งาน Network Level Authentication ในโปรแกรม Remote Desktop Client บน Windows XP อย่างไรก็ตาม Network Level Authentication จะมีใน Windows XP SP3 เท่านั้ัน
การเปิดใช้งาน Network Level Authentication บน Windows XP SP3
วิธีการเปิดใช้งาน Network Level Authentication บน Windows XP SP3 ก่อนอื่นให้ทำการล็อกออนเข้าวินโดวส์ด้วยแอคเคาท์ที่มีสิทธิ์ระดับ Administrator จากนั้นให้ดำเนินการขั้นตอนดังต่อไปนี้
ข้อควรระวัง: การแก้ไขรีจิสตรีที่ผิดพลาดอาจทำให้ระบบไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้นเพื่อให้สามารถทำการเรียกคืนรีจิสตรีได้ในกรณีเกิดปัญหา โปรดสำรองรีจิสตรีและเก็บไว้ในที่ปลอดภัยก่อนลงมือแก้ไข
1. คลิก Start คลิก Run พิมพ์ regedit แล้วกด ENTER
2. ในคอนโซลทรีให้คลิกเลือกซับคีย์ของรีจีสทรีดังต่อไปนี้:
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Control\Lsa
3. ในดีเทลแพน ให้คลิกขวาที่ Security Packages แล้วคลิก Modify จากคอนเท็กซ์เมนู

รูปที่ 2 Security Packages
4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Edit Multi-String ในกล่องใต้ Value data: ให้พิมพ์ (ปล่อยค่าที่กำหนด SSPs ที่มีอยู่ก่อนแล้วไว้ดังเดิม) tspkg เสร็จแล้วคลิก OK

รูปที่ 3 Edit Multi-String
5. ในเนวิเกตชันแพน ไปยังซับคีย์ของรีจีสทรีดังต่อไปนี้:
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Control\SecurityProviders
6. ในดีเทลแพน ให้คลิกขวาที่ SecurityProviders แล้วคลิก Modify จากคอนเท็กซ์เมนู

รูปที่ 4 SecurityProviders
7. ในกล่องใต้ Value data ให้พิมพ์ (ปล่อยค่าที่กำหนด SSPs ที่มีอยู่ก่อนแล้วไว้ดังเดิม และให้ใส่เครื่องหมาย comma หลังค่าที่มีอยู่ก่อนด้วย) credssp.dll เสร็จแล้วคลิก OK

รูปที่ 5 credssp.dll
8. ออกจากโปรแกรม Registry Editor โดยคลิกเมนู File แล้วคลิก Exit
9. ทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล
หลังจากเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมใช้งาน สามารถตรวจสอบการทำงานโดยคลิก Start คลิก Run พิมพ์ mstsc ในกล่อง Open เสร็จแล้วกด Enter
จากนั้นในหน้าไดอะล็อก Remote Desktop Connection ให้คลิกที่ไอคอนรูปคอมพิวเตอร์ที่มุมบน-ซ้ายมือแล้วเลือก About ดังรูปที่ 6 ซึ่งสามารถรองรับกับการทำ Network Level Authentication ได้แล้ว

รูปที่ 6 Remote Desktop Client

รูปที่ 7 Network Level Authentication supported
หลังจากเปิดใช้งาน Network Level Authentication เสร็จแล้ว จะสามารถใช้งาน Remote Desktop จาก Windows XP SP3 ไปยัง Windows 7 ที่คอนฟิก Remote Desktop เป็นระดับ Allow connections from computers running Remote Desktop with Network Level Authentication (more secure) ได้โดยไม่มีปัญหา
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.
The 10 Common Windows Security Vulnerabilities
ช่องโหว่ความปลอดภัย 10 ข้อที่พบบ่อยในระบบ Windows
บทความนี้ผมรวบรวมปัยหาเกี่ยวกับช่องโหว่ความปลอดภัยที่พบได้บ่อยในระบบปฏิบัติการ Windows จำนวน 10 ข้อมาฝากครับ
1. แชร์ไฟล์และโฟลเดอร์ โดยกำหนดให้ทุกคน (Everyone) มีสิทธิ์แบบฟูล (Full)
2. มีระบบการป้องกันมัลแวร์ (Malware) ที่หละหลวม ตัวอย่างเช่น ทำการคอนฟิกที่ไม่ถูกต้อง หรือผู้ใช้บางคนไม่มีการติดตั้งใช้งานซอฟต์แวร์ป้องกันมัลแวร์ (Anti Malware Software)
3. มีระบบไฟร์วอลล์ (Firewall) ที่หละหลวม ตัวอย่างเช่น ทำการคอนฟิกที่ไม่ถูกต้อง หรือผู้ใช้บางคนไม่มีการติดตั้งใช้งานซอฟต์แวร์ไฟร์วอลล์ (Firewall Software) หรือไม่เปิดใช้งานไฟร์วอลล์ของ Windows
4. ไม่มีการเข้ารหัส (Encryption) ข้อมูลที่เก็บไว้ในเครื่อง หรือมีการเข้ารหัสแบบพื้นฐาน ทำให้ข้อมูลไม่ได้รับการปกป้องจากผู้บุกรุก
5. ไม่มีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของระบบความปลอดภัยที่จำเป็นต้องมี
6. ไม่ทำการแพตช์ (Patch) เพื่อปรับปรุงระบบ Windows รวมถึงซอฟท์แวร์ต่างๆ ที่ติดตั้งใช้งานอยู่บนเครื่อง เช่น VNC, Real Player, Flash player เป็นต้น ทำให้มัลแวร์ หรือ แฮกเกอร์ ใช้ช่องโหว่ความปลอดภัยเป็นช่องทางในการโจมตีระบบ
7. มีการกำหนดนโยบายความปลอดภัย (Security policy) ของระบบ Windows ต่ำเกินไป เช่นกำหนดให้ไม่ต้องใช้รหัสผ่านในการเข้าใช้แชร์โฟลเดอร์ หรือกำหนดให้ไม่ต้องมีรหัสผ่าน เป้นต้น
8. เซอร์วิสบางอย่างมีการเปิดใช้งานโดยไม่จำเป็น โดยที่ผู้ใช้เองก็ไม่ทราบ จึงไม่ได้ทำการจัดการเซอร์วิสเหล่านั้นอย่างเหมาะสม ทำให้เกิดพื้นที่โจมตี (Attack Surface) เพิ่มมากขึ้น
9. ไม่มีการกำหนดรหัสผ่านให้กับแอคเคาท์ของผู้ใช้ หรือมีการกำหนดรหัสผ่านที่คาดเดาได้ง่ายเกินไป
10. การใช้งาน Windows ในระบบเครือข่ายแบบไร้สาย รวมถึงอุปกรณ์เครือข่ายแบบไร้สายนั้น ยังมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยในระดับค่อนข้างสูง
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
© 2009 TWAB. All Rights Reserved.
บทความนี้ผมรวบรวมปัยหาเกี่ยวกับช่องโหว่ความปลอดภัยที่พบได้บ่อยในระบบปฏิบัติการ Windows จำนวน 10 ข้อมาฝากครับ
1. แชร์ไฟล์และโฟลเดอร์ โดยกำหนดให้ทุกคน (Everyone) มีสิทธิ์แบบฟูล (Full)
2. มีระบบการป้องกันมัลแวร์ (Malware) ที่หละหลวม ตัวอย่างเช่น ทำการคอนฟิกที่ไม่ถูกต้อง หรือผู้ใช้บางคนไม่มีการติดตั้งใช้งานซอฟต์แวร์ป้องกันมัลแวร์ (Anti Malware Software)
3. มีระบบไฟร์วอลล์ (Firewall) ที่หละหลวม ตัวอย่างเช่น ทำการคอนฟิกที่ไม่ถูกต้อง หรือผู้ใช้บางคนไม่มีการติดตั้งใช้งานซอฟต์แวร์ไฟร์วอลล์ (Firewall Software) หรือไม่เปิดใช้งานไฟร์วอลล์ของ Windows
4. ไม่มีการเข้ารหัส (Encryption) ข้อมูลที่เก็บไว้ในเครื่อง หรือมีการเข้ารหัสแบบพื้นฐาน ทำให้ข้อมูลไม่ได้รับการปกป้องจากผู้บุกรุก
5. ไม่มีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของระบบความปลอดภัยที่จำเป็นต้องมี
6. ไม่ทำการแพตช์ (Patch) เพื่อปรับปรุงระบบ Windows รวมถึงซอฟท์แวร์ต่างๆ ที่ติดตั้งใช้งานอยู่บนเครื่อง เช่น VNC, Real Player, Flash player เป็นต้น ทำให้มัลแวร์ หรือ แฮกเกอร์ ใช้ช่องโหว่ความปลอดภัยเป็นช่องทางในการโจมตีระบบ
7. มีการกำหนดนโยบายความปลอดภัย (Security policy) ของระบบ Windows ต่ำเกินไป เช่นกำหนดให้ไม่ต้องใช้รหัสผ่านในการเข้าใช้แชร์โฟลเดอร์ หรือกำหนดให้ไม่ต้องมีรหัสผ่าน เป้นต้น
8. เซอร์วิสบางอย่างมีการเปิดใช้งานโดยไม่จำเป็น โดยที่ผู้ใช้เองก็ไม่ทราบ จึงไม่ได้ทำการจัดการเซอร์วิสเหล่านั้นอย่างเหมาะสม ทำให้เกิดพื้นที่โจมตี (Attack Surface) เพิ่มมากขึ้น
9. ไม่มีการกำหนดรหัสผ่านให้กับแอคเคาท์ของผู้ใช้ หรือมีการกำหนดรหัสผ่านที่คาดเดาได้ง่ายเกินไป
10. การใช้งาน Windows ในระบบเครือข่ายแบบไร้สาย รวมถึงอุปกรณ์เครือข่ายแบบไร้สายนั้น ยังมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยในระดับค่อนข้างสูง
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
© 2009 TWAB. All Rights Reserved.
Subscribe to:
Posts (Atom)


















