ไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 (Re-release) เพื่อยกเลิก Certificate ที่มีช่องโหว่ความปลอดภัยใน Windows Server 2003 และ Windows XP Professional x64 SP2
สืบเนื่องจากการพบปัญหาความปลอดภัยใน Certificate จำนวน 22 ตัวที่ออกโดย DigiCert Sdn. Bhd ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศมาเลเซีย เนื่องจากเซอร์ติฟิเคทเหล่านี้ใช้การเข้ารหัสด้วยคีย์ขนาดเพียง 512 บิท ทำให้ขาดความแข็งแกร่งและอาจเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ใช้เป็นช่องทางโจมตีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อแก้ไขไปแล้วนั้น
Showing posts with label Windows Server 2003. Show all posts
Showing posts with label Windows Server 2003. Show all posts
Microsoft Updated Windows To Removes Fraudulent Digital Certificates That Could Allow Spoofing
ไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อยกเลิก Certificate ที่มีช่องโหว่ความปลอดภัยแล้ว
ไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อยกเลิก Certificate ที่มีช่องโหว่ความปลอดภัยจำนวน 22 ตัวที่ออกโดย DigiCert Sdn. Bhd ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศมาเลเซียที่เป็น Subordinate Certification Authority (CA) ภายใต้ Entrust และ GTE CyberTrust เนื่องจากเซอร์ติฟิเคทเหล่านี้ใช้การเข้ารหัสด้วยคีย์ขนาดเพียง 512 บิท ทำให้ขาดความแข็งแกร่งและอาจเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ใช้เซอร์ติฟิเคทปลอม (Fraudulent Certificate) โจมตีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้
ไมโครซอฟท์ออกอัพเดท KB2641690 เพื่อยกเลิก Certificate ที่มีช่องโหว่ความปลอดภัยจำนวน 22 ตัวที่ออกโดย DigiCert Sdn. Bhd ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศมาเลเซียที่เป็น Subordinate Certification Authority (CA) ภายใต้ Entrust และ GTE CyberTrust เนื่องจากเซอร์ติฟิเคทเหล่านี้ใช้การเข้ารหัสด้วยคีย์ขนาดเพียง 512 บิท ทำให้ขาดความแข็งแกร่งและอาจเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ใช้เซอร์ติฟิเคทปลอม (Fraudulent Certificate) โจมตีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้
Tips Active Directory Administrator Should Know
รวมทิปที่ผู้ดูแลระบบ Active Directory Domain ควรทราบ
การจัดการระบบแอคทีฟไดเร็กตอรี (Active Directory หรือ AD) นั้นผู้ดูแลระบบสามารถใช้ได้ทั้งเครื่องมือแบบกราฟิกอย่าง เช่น Active Directory Users and Computers (ADUC) และคำสั่งแบบคอมมานด์ไลน์อย่าง dsquery แต่ข้อดีของคำสั่งแบบคอมมานด์ไลน์คือ สามารถใช้งานแบบอัตโนมัติในแบบแบทซ์ (Batch) ได้ สำหรับบทความนี้ผมรวบรวมทิปคำสั่งแบบคอมมานด์ไลนที่ผู้ดูแลระบบควรทราบเพื่อช่วยให้การจัดการระบบแอคทีฟไดเร็กตอรีประจำวันทำได้สะดวก รวดเร็ว และง่ายขึ้น
ทั้งนี้ ระบบที่นำมาสาธิตในบทความนี้ เป็นแอคทีฟไดเร็กตอรีโดเมนทดสอบชื่อ wssa.com ซึ่งรันบนเซิร์ฟเวอร์ Windows Server 2008 R2 (SP1)
การจัดการระบบแอคทีฟไดเร็กตอรี (Active Directory หรือ AD) นั้นผู้ดูแลระบบสามารถใช้ได้ทั้งเครื่องมือแบบกราฟิกอย่าง เช่น Active Directory Users and Computers (ADUC) และคำสั่งแบบคอมมานด์ไลน์อย่าง dsquery แต่ข้อดีของคำสั่งแบบคอมมานด์ไลน์คือ สามารถใช้งานแบบอัตโนมัติในแบบแบทซ์ (Batch) ได้ สำหรับบทความนี้ผมรวบรวมทิปคำสั่งแบบคอมมานด์ไลนที่ผู้ดูแลระบบควรทราบเพื่อช่วยให้การจัดการระบบแอคทีฟไดเร็กตอรีประจำวันทำได้สะดวก รวดเร็ว และง่ายขึ้น
ทั้งนี้ ระบบที่นำมาสาธิตในบทความนี้ เป็นแอคทีฟไดเร็กตอรีโดเมนทดสอบชื่อ wssa.com ซึ่งรันบนเซิร์ฟเวอร์ Windows Server 2008 R2 (SP1)
Memory Limits for Windows Releases
ข้อจำกัดของขนาดหน่วยความจำทางกายภาพที่สามารถรองรับได้ใน Windows แต่ละเวอร์ชัน
ระบบปฏิบัติการ Windows นั้นจะมีข้อจำกัดในการรองรับขนาดหน่วยความจำทางกายภาพ (Physical Memory) สูงสุดแตกต่างกันออกไปในแต่ละเวอร์ชัน โดยจะขึ้นอยู่กับแพล็ตฟอร์มและเวอร์ชันของ Windows ซึ่ง Windows บนแพล็ตฟอร์มแบบ 32-บิต นั้นจะสามารถรองรับหน่วยความจำทางกายภาพได้สูงสุดเพียง 4 Gb ในขณะที่บนแพล็ตฟอร์มแบบ 64-บิต นั้นสามารถรองรับหน่วยความจำทางกายภาพได้สูงสุดถึง 192 GB สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows เวอร์ชันสำหรับเดสก์ท็อปและ 2 TB สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows เวอร์ชันสำหรับเซิร์ฟเวอร์
ระบบปฏิบัติการ Windows นั้นจะมีข้อจำกัดในการรองรับขนาดหน่วยความจำทางกายภาพ (Physical Memory) สูงสุดแตกต่างกันออกไปในแต่ละเวอร์ชัน โดยจะขึ้นอยู่กับแพล็ตฟอร์มและเวอร์ชันของ Windows ซึ่ง Windows บนแพล็ตฟอร์มแบบ 32-บิต นั้นจะสามารถรองรับหน่วยความจำทางกายภาพได้สูงสุดเพียง 4 Gb ในขณะที่บนแพล็ตฟอร์มแบบ 64-บิต นั้นสามารถรองรับหน่วยความจำทางกายภาพได้สูงสุดถึง 192 GB สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows เวอร์ชันสำหรับเดสก์ท็อปและ 2 TB สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows เวอร์ชันสำหรับเซิร์ฟเวอร์
How to Assign Logon/Logoff Scripts via Group Policy
วิธีการคอนฟิกสคริปต์ Logon/Logoff ผ่านทาง Group Policy
บทความนี้จะสาธิตวิธีการคอนฟิกสคริปต์ Logon/Logoff ผ่านทาง Group Policy ซึ่งมีข้อดีคือมีความยืดหยุ่นทำสามารถกำหนดสคริปต์ให้แก่กลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการได้ง่ายกว่า การปรับแต่งแก้ไขทำได้สะดวกและรวดเร็วกว่าการกำหนดทาง User Properties หรือทางแบทช์ไฟล์ (.bat) นอกจากนี้ยังสามารถใช้กำหนดได้ทั้ง Logon และ Logoff อีกด้วยในขณะที่การกำหนดทาง User Properties หรือทางแบทช์ไฟล์นั้นทำได้เฉพาะการกำหนดสคริปต์ Logon
อนึ่ง บทความนี้ดำเนินการบนระบบ Windows Server 2008 R2 Active Directory Domain Services (ADDS) อย่างไรก็ตามสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งบน Windows Server 2008 ADDS และ Windows Server 2003 ADDS ได้เช่นเดียวกัน
ข้อควรทราบ: ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนด้านล่างจะต้องทำการสร้าง Group Policy ในระบบก่อน
สำหรับขั้นตอนการคอนฟิกสคริปต์ Logon/Logoff ผ่านทาง Group Policy นั้นต้องทำการล็อกออนเข้าโดเมนคอนโทรลเลอร์ด้วยแอคเคาท์กลุ่ม Domain Admins จากนั้นดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
1. คลิก Start คลิก Administrator Tools แล้วคลิก Group Policy Management
2. ในหน้าต่าง Group Policy Management ให้คลิกเครื่องหมาย + หน้า Group Policy Objects จากนั้นคลิกขวา Group Policy ที่ต้องการแล้วคลิกแท็บ Details ในแพนด้านขวามือ
3. ใช้ Windows Explorer เปิดไปที่ไดเร็กตอรี่ Logon หรือ Logoff (ขึ้นอยู่กับความต้องการ) ดังนี้
C:\Windows\SYSVOL\sysvol\wssa.com\Policies\{Group Policy ที่ได้จากขั้นตอนที่ 2}\User\Scripts\Logon
C:\Windows\SYSVOL\sysvol\wssa.com\Policies\{Group Policy ที่ได้จากขั้นตอนที่ 2}\User\Scripts\Logoff
แล้วให้ทำการสร้างแบทช์ไฟล์ (.bat) ที่ต้องการใช้เป็น Logon หรือ Logoff สคริปต์
4. หลังจากสร้างแบทช์ไฟล์เสร็จเรียบร้อยแล้วให้กลับไปยังหน้าต่าง Group Policy Management จากนั้นให้คลิกขวาบน Group Policy ที่ต้องการแล้วเลือก Edit
5. ในหน้าต่าง Group Policy Management Editor ให้คลิกเครื่องหมาย + หน้า User Configuration แล้วเครื่องหมาย + หน้า Policies แล้วคลิกเครื่องหมาย + หน้า Windows Settings แล้วคลิก Scripts (Logon/Logoff) แล้วในแพนด้านขวามือให้ดับเบิลคลิกสคริปต์ที่ต้องการ
6. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Logoff Properties (หรือ Logon Properties) ให้คลิก Add แล้วในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Add a Script ให้คลิก Browse เลือกแบทช์ไฟล์ (ที่สร้างขึ้นในขั้นตอนที่ 3 ด้านบน) ที่ต้องการเสร็จแล้วคลิก OK แล้วคลิก OK ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Logoff Properties
7. ปิดหน้าต่าง Group Policy Management Editor แล้วปิดหน้าต่าง Group Policy Management เพื่อจบการทำงาน
หลังจากทำการคอนฟิกสคริปต์ตามขั้นด้านบนแล้ว สามารถทดสอบการทำงานได้โดยการล็อกออนด้วยแอคเคาท์ที่เป็นสมาชิกของโอยู (Organization Unit) ที่ Group Policy ที่ทำการแก้ไขลิงก์อยู่บนเครื่องไคลเอ็นต์คอมพิวเตอร์ที่เป็นสมาชิกของโดเมน
Copyright © 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
บทความนี้จะสาธิตวิธีการคอนฟิกสคริปต์ Logon/Logoff ผ่านทาง Group Policy ซึ่งมีข้อดีคือมีความยืดหยุ่นทำสามารถกำหนดสคริปต์ให้แก่กลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการได้ง่ายกว่า การปรับแต่งแก้ไขทำได้สะดวกและรวดเร็วกว่าการกำหนดทาง User Properties หรือทางแบทช์ไฟล์ (.bat) นอกจากนี้ยังสามารถใช้กำหนดได้ทั้ง Logon และ Logoff อีกด้วยในขณะที่การกำหนดทาง User Properties หรือทางแบทช์ไฟล์นั้นทำได้เฉพาะการกำหนดสคริปต์ Logon
อนึ่ง บทความนี้ดำเนินการบนระบบ Windows Server 2008 R2 Active Directory Domain Services (ADDS) อย่างไรก็ตามสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งบน Windows Server 2008 ADDS และ Windows Server 2003 ADDS ได้เช่นเดียวกัน
ข้อควรทราบ: ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนด้านล่างจะต้องทำการสร้าง Group Policy ในระบบก่อน
สำหรับขั้นตอนการคอนฟิกสคริปต์ Logon/Logoff ผ่านทาง Group Policy นั้นต้องทำการล็อกออนเข้าโดเมนคอนโทรลเลอร์ด้วยแอคเคาท์กลุ่ม Domain Admins จากนั้นดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
1. คลิก Start คลิก Administrator Tools แล้วคลิก Group Policy Management
2. ในหน้าต่าง Group Policy Management ให้คลิกเครื่องหมาย + หน้า Group Policy Objects จากนั้นคลิกขวา Group Policy ที่ต้องการแล้วคลิกแท็บ Details ในแพนด้านขวามือ
3. ใช้ Windows Explorer เปิดไปที่ไดเร็กตอรี่ Logon หรือ Logoff (ขึ้นอยู่กับความต้องการ) ดังนี้
C:\Windows\SYSVOL\sysvol\wssa.com\Policies\{Group Policy ที่ได้จากขั้นตอนที่ 2}\User\Scripts\Logon
C:\Windows\SYSVOL\sysvol\wssa.com\Policies\{Group Policy ที่ได้จากขั้นตอนที่ 2}\User\Scripts\Logoff
แล้วให้ทำการสร้างแบทช์ไฟล์ (.bat) ที่ต้องการใช้เป็น Logon หรือ Logoff สคริปต์
4. หลังจากสร้างแบทช์ไฟล์เสร็จเรียบร้อยแล้วให้กลับไปยังหน้าต่าง Group Policy Management จากนั้นให้คลิกขวาบน Group Policy ที่ต้องการแล้วเลือก Edit
5. ในหน้าต่าง Group Policy Management Editor ให้คลิกเครื่องหมาย + หน้า User Configuration แล้วเครื่องหมาย + หน้า Policies แล้วคลิกเครื่องหมาย + หน้า Windows Settings แล้วคลิก Scripts (Logon/Logoff) แล้วในแพนด้านขวามือให้ดับเบิลคลิกสคริปต์ที่ต้องการ
6. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Logoff Properties (หรือ Logon Properties) ให้คลิก Add แล้วในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Add a Script ให้คลิก Browse เลือกแบทช์ไฟล์ (ที่สร้างขึ้นในขั้นตอนที่ 3 ด้านบน) ที่ต้องการเสร็จแล้วคลิก OK แล้วคลิก OK ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Logoff Properties
7. ปิดหน้าต่าง Group Policy Management Editor แล้วปิดหน้าต่าง Group Policy Management เพื่อจบการทำงาน
หลังจากทำการคอนฟิกสคริปต์ตามขั้นด้านบนแล้ว สามารถทดสอบการทำงานได้โดยการล็อกออนด้วยแอคเคาท์ที่เป็นสมาชิกของโอยู (Organization Unit) ที่ Group Policy ที่ทำการแก้ไขลิงก์อยู่บนเครื่องไคลเอ็นต์คอมพิวเตอร์ที่เป็นสมาชิกของโดเมน
บทความโดย: The Windows Administrator Blog
Copyright © 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
Install Windows Server 2003 on HP Compaq dx2700
วิธีการติดตั้ง Windows Server 2003 บนเครื่องคอมพิวเตอร์ HP Compaq dx2700
สืบเนื่องจากการที่ผมมีงานทดสอบซอฟต์แวร์บน Windows Server 2003 จึงจำเป็นต้องทำการติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ว่างซึ่งเป็นเครื่อง HP Compaq dx2700 ซึ่งมีฮาร์ดดิสก์แบบ SATA ขนาด 160 GB ผลปรากฏว่าประสบปัญหาไม่สามารถทำการติดตั้งได้ โดยหลังจากทำการก็อปปี้ไฟล์สำหรับติดตั้งระบบในเท็กซ์โหมดแล้วเสร็จในระหว่างที่ทำการรีสตาร์ทเพื่อเข้าสู่การติดตั้ง Windows Server 2003 ในโหมด GUI จะเกิดความผิดพลาดว่า Windows could not start because of a computer disk hardware configuration problem
สำหรับวิธีการแก้ไขนั้น จากการสืบค้นบนอินเทอร์เน็ตผมพบคำแนะนำ 2-3 วิธี แต่วิธีที่ง่ายและได้ผลคือ วิธีการเซ็ตโหมดของฮาร์ดดิสก์ SATA ให้เป็น Native และทำการดิสเอเบิลฮาร์ดดิสก์ใน CMOS ก่อนดำเนินการติดตั้ง Windows Server 2003 ตามขั้นตอนดังนี้
1. ทำการสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นในหน้าที่แสดงโลโก้ HP ให้กดปุ่ม F10 = Setup เพื่อเข้าระบบ BIOS
2. ในหน้า HP Compaq BIOS business desktop Setup Utility ให้เลือกหัวข้อ Standard CMOS Fatures
3. ในหน้า Standard CMOS Fatures ให้เลือกหัวข้อ SATA Port 0/1 Working Mode แล้วกดปุ่ม Enter จากนั้นตั้งค่าเป็น Native เสร็จแล้วกดปุ่ม Enter
4. ในหน้า Standard CMOS Fatures ให้เลือกพอร์ต SATA Port 0 (หรือพอร์ทอื่นที่ฮาร์ดดิสก์ SATA ต่ออยู่) แล้วกดปุ่ม Enter จากนั้นในหน้า SATA Port 0 ให้เลือก SATA Port 0 (ค่าดีฟอลท์จะเป็น Auto) แล้วกดปุ่ม Enter จากนั้นตั้งค่าเป็น None เสร็จแล้วกดปุ่ม Enter
5. กดปุ่ม Esc จำนวน 2 ครั้ง เพื่อกลับไปยังหน้า HP Compaq BIOS business desktop Setup Utility จากนั้นเลือก Save & Exit Setup แล้วกดปุ่ม Y เพื่อยืนยันการบันทึก
6. จากนั้นทำการบูทเครื่องด้วยแผ่นซีดีติดตั้ง Windows Server 2003 และทำการติดตั้งตามปกติ
7. หลังจากทำการก็อปปี้ไฟล์สำหรับติดตั้งแล้วเสร็จเครื่องจะทำการรีสตาร์ท จากนั้นในหน้าที่แสดงโลโก้ HP ให้กดปุ่ม F10 = Setup เพื่อเข้าระบบ BIOS
8. ดำเนินการเหมือนขั้นตอนที่ 4 แต่ให้เปลี่ยนการตั้งค่า SATA Port 0 (หรือพอร์ทอื่นที่ฮาร์ดดิสก์ SATA ต่ออยู่) เป็น Auto
9. ดำเนินการเหมือนขั้นตอนที่ 5
10. ทำการติดตั้ง Windows Server 2003 ในโหมด GUI จนแล้วเสร็จ
หลังจากทำการติดตั้ง Windows Server 2003 เสร็จแล้วจะต้องทำการติดตั้งไดรเวอร์ของ Chipset และ Network สำหรับท่านที่ไม่มีแผ่นซีดีไดรเวอร์ สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ HP Compaq Dx2700 Drivers
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• orafin
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
สืบเนื่องจากการที่ผมมีงานทดสอบซอฟต์แวร์บน Windows Server 2003 จึงจำเป็นต้องทำการติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ว่างซึ่งเป็นเครื่อง HP Compaq dx2700 ซึ่งมีฮาร์ดดิสก์แบบ SATA ขนาด 160 GB ผลปรากฏว่าประสบปัญหาไม่สามารถทำการติดตั้งได้ โดยหลังจากทำการก็อปปี้ไฟล์สำหรับติดตั้งระบบในเท็กซ์โหมดแล้วเสร็จในระหว่างที่ทำการรีสตาร์ทเพื่อเข้าสู่การติดตั้ง Windows Server 2003 ในโหมด GUI จะเกิดความผิดพลาดว่า Windows could not start because of a computer disk hardware configuration problem
HP Compaq dx2700
สำหรับวิธีการแก้ไขนั้น จากการสืบค้นบนอินเทอร์เน็ตผมพบคำแนะนำ 2-3 วิธี แต่วิธีที่ง่ายและได้ผลคือ วิธีการเซ็ตโหมดของฮาร์ดดิสก์ SATA ให้เป็น Native และทำการดิสเอเบิลฮาร์ดดิสก์ใน CMOS ก่อนดำเนินการติดตั้ง Windows Server 2003 ตามขั้นตอนดังนี้
1. ทำการสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นในหน้าที่แสดงโลโก้ HP ให้กดปุ่ม F10 = Setup เพื่อเข้าระบบ BIOS
2. ในหน้า HP Compaq BIOS business desktop Setup Utility ให้เลือกหัวข้อ Standard CMOS Fatures
3. ในหน้า Standard CMOS Fatures ให้เลือกหัวข้อ SATA Port 0/1 Working Mode แล้วกดปุ่ม Enter จากนั้นตั้งค่าเป็น Native เสร็จแล้วกดปุ่ม Enter
4. ในหน้า Standard CMOS Fatures ให้เลือกพอร์ต SATA Port 0 (หรือพอร์ทอื่นที่ฮาร์ดดิสก์ SATA ต่ออยู่) แล้วกดปุ่ม Enter จากนั้นในหน้า SATA Port 0 ให้เลือก SATA Port 0 (ค่าดีฟอลท์จะเป็น Auto) แล้วกดปุ่ม Enter จากนั้นตั้งค่าเป็น None เสร็จแล้วกดปุ่ม Enter
5. กดปุ่ม Esc จำนวน 2 ครั้ง เพื่อกลับไปยังหน้า HP Compaq BIOS business desktop Setup Utility จากนั้นเลือก Save & Exit Setup แล้วกดปุ่ม Y เพื่อยืนยันการบันทึก
6. จากนั้นทำการบูทเครื่องด้วยแผ่นซีดีติดตั้ง Windows Server 2003 และทำการติดตั้งตามปกติ
7. หลังจากทำการก็อปปี้ไฟล์สำหรับติดตั้งแล้วเสร็จเครื่องจะทำการรีสตาร์ท จากนั้นในหน้าที่แสดงโลโก้ HP ให้กดปุ่ม F10 = Setup เพื่อเข้าระบบ BIOS
8. ดำเนินการเหมือนขั้นตอนที่ 4 แต่ให้เปลี่ยนการตั้งค่า SATA Port 0 (หรือพอร์ทอื่นที่ฮาร์ดดิสก์ SATA ต่ออยู่) เป็น Auto
9. ดำเนินการเหมือนขั้นตอนที่ 5
10. ทำการติดตั้ง Windows Server 2003 ในโหมด GUI จนแล้วเสร็จ
หลังจากทำการติดตั้ง Windows Server 2003 เสร็จแล้วจะต้องทำการติดตั้งไดรเวอร์ของ Chipset และ Network สำหรับท่านที่ไม่มีแผ่นซีดีไดรเวอร์ สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ HP Compaq Dx2700 Drivers
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• orafin
© 2010 TWA Blog. All Rights Reserved.
Active Directory: Guide to Bulk User Creation
สร้างแอคเคาท์จำนวนมากบน Active Directory ด้วยคำสั่ง DSadd.exe
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
การสร้าง User Account บน Active Directory (AD) เป็นภารกิจหลักหนึ่งของ Administrator โดยทั่วไปถ้าเป็นการสร้างแอคเคาท์ในจำนวนไม่มากนัก ก็สามารถที่จะใช้เครื่องมือแบบกราฟิกอย่าง Active Directory Users and Computers (ADUC) หรือใช้คำสั่งแบบคอมมานด์ไลน์อย่าง Net user แต่ถ้าต้องแอคเคาท์ใหม่เป็นจำนวนหลายร้อยหรือหลายพันแอคเคาท์ การใช้เครื่องมือดังที่กล่าวมาคงจะไม่สะดวกนัก บทความนี้จะสาธิตการสร้างแอคเคาท์จำนวนมากโดยใช้คำสั่ง dsadd.exe
การเตรียมข้อมูลก่อนดำเนินการ
การเตรียมข้อมูลก่อนดำเนินการ สร้างแอคเคาท์จำนวนมากๆ นั้น จะต้องเตรียมข้อมูลดังนี้
1. รายละเอียดชื่อ Domain, Organization Unit (OU), Profile path, Logon Script และข้อมูลอื่นๆ
2. รายละเอียดของผู้ใช้สำหรับใช้ในการสร้างแอคเคาท์ซึ่งอาจจะอยู่ในไฟล์ Excel, Access, หรือ Data Base ก็ได้ (บทความนี้จะอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า่มีไฟล์ดังกล่าวนี้พร้อมแล้ว โดยจะไม่แสดงวิธีการสร้างไฟล์ การนำเข้า หรือการส่งออก)
แนะนำคำสั่ง dsadd.exe
คำสั่ง dsadd.exe นั้น เป็นคำสั่งสำหรับใช้ในการเพิ่มอ็อปเจ็กต์เข้าใน AD โดยสามารถเพิ่ม computer, contact, group, organization unit หรือ user โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะการเพิ่ม user สำหรับการเพิ่มอ็อปเจ็กต์อื่นๆ จะนำเสนอในบทความต่อๆ ไป
คำสั่ง dsadd.exe นั้นจะมีอ็อปชันค่อนข้างมาก ซึ่งสามารถดูอ็อปชันทั้งหมดได้ด้วยการรันคำสั่ง dsadd.exe user /? ที่คอมมานด์พร้อมท์ ซึ่งจะได้หน้า่ต่างลักษณะดังรูปที่ 1

รูปที่ 1
โดยในการสร้างแอคเคาท์ด้วยคำสั่ง dsadd user นั้น จะต้องป้อนค่า เป็นพารามิเตอร์ที่จะต้องป้อนค่า สำหรับพารามิเตอร์อื่นๆ ซึ่งมีอยู่หลายตัวนั้น สามารถเลือกเฉพาะพารามิเตอร์บางตัวที่มีความสำคัญหรือต้องการใช้งาน โดยบทความนี้จะใช้พารามิเตอร์ทั้งหมด 9 ตัวดังนี้
1. เป็นพารามิเตอร์ที่จะต้องป้อนค่า
UserDn จะเป็น User Distinguish Name โดยจะมีโครงสร้างซึ่งอ้างอิงมาจากรูปที่ 2 ดังนี้
"CN=User_Account,OU=Sub_Level_OU2,OU=Sub_Level_OU1,OU=Top_Level_OU,DC=techteam,DC=com"
2. -fn ใส่ชื่อของผู้ใช้
3. -ln ใส่นามสกุลของผู้ใช้
4. -display ชื่อที่จะใช้แสดงเมื่อคลิกปุ่ม Start ของวินโดวส์ โดยทั่วไปจะใส่เป็น "ชื่อ-นามสกุล" ของผู้ใช้
5. -pwd { / *} รหัสผ่านที่กำหนดให้กับแอคเคาท์ที่สร้าง หรือใส่ * ถ้าต้องการให้ระบบพร้อมท์ให้ป้อนรหัสผ่าน
6. -pwdneverexpires {Yes / No} กำหนดว่าจะให้รหัสผ่านมีการหมดอายุหรือไม่ โดยใส่ค่าเป็น Yes หรือ No (โดยทั่วไปควรกำหนดให้รหัสผ่านมีการหมดอายุ แต่ต้องดูความเหมาะสมในการใช้งานด้วย)
7. -disabled {Yes / No} กำหนดว่าจะให้ปิดหรือเปิดแอคเคาท์ที่ทำการสร้าง โดยใส่ค่าเป็น Yes หรือ No
8. -mustchpwd {Yes / No} กำหนดว่าจะให้ผู้ใช้ต้องทำการเปลี่ยนรหัสผ่านในการล็อกออนในครั้งแรกหรือไม่ โดยใส่ค่าเป็น Yes หรือ No
9. -canchpwd {Yes / No} กำหนดว่าจะให้ผู้ใช้สามารถทำการเปลี่ยนรหัสผ่านได้เองหรือไม่ โดยใส่ค่าเป็น Yes หรือ No อ็อปชันนี้จะต้องไม่ขัดแย้งกับอ็อปชัน pwdneverexpires
ตัวอย่างการเพิ่มแอคเคาท์
สมมุติว่าโดเมนชื่อ techteam.com และมี OU 3 ระดับ ดังรูปที่ 2 และต้องการสร้างแอคเคาท์รายละเอียดดังนี้
แอคเคาท์ชื่อ: S200901
ีชื่อ: "System"
นามสกุล: "Admin"
เก็บใน OU:
Top_Level_OU ชื่อ Division
Sub_Level_OU1 ชื่อ IT
Sub_Level_OU2 ชื่อ Admin
ข้อกำหนดอื่นๆ:
โดยกำหนดให้ ปิดแอคเคาท์ที่ทำการสร้าง, ต้องทำการเปลี่ยนรหัสผ่านในการล็อกออนในครั้งแรก และผู้ใช้สามารถทำการเปลี่ยนรหัสผ่านได้เอง

รูปที่ 2
คำสั่งที่ใช้จะมีลักษณะดังนี้
dsadd user "CN=S200901,OU=Admin,OU=IT,OU=Divisions,DC=techtem,DC=com" -fn System -ln Admin -display "Sysadmin" -pwd Q9@a7Tx -pwdneverexpires no -disabled yes -mustchpwd yes -canchpwd yes
ลดภาระโดยการใช้แบตช์ไฟล์
จากตัวอย่างด้านบนซึ่งเป็นการสร้างแอคเคาท์เพียงแอคเคาท์เดียว จะเห็นว่าต้องทำการป้อนคำสั่งต่างๆ เยอะมาก หากต้องเพิ่มแคเคาท์สัก 5 แอคเคาท์ก็คง คงจะเมื่อยมือน่าดู ดังนั้นวิธีที่ดีในการสร้างแอคเคาท์จำนวนมากๆ คือ การสร้างเป็นแบตช์ไฟล์ โดยอาจจะทำการบันทึกข้อมูลเบื้องตนลงในไฟล์ Excel จากนั้นจึงทำการส่งออกเป็นเท็กซ์ไฟล์ จากนั้นทำการปรับแต่งเท็กซ์ไฟล์ที่ได้ให้ตรงกับซินแท็กซ์ของคำสั่ง dsadd.exe ดังตัวอย่างด้านบน เสร็จแล้วแบตซ์ไฟล์ที่ได้จะมีลักษณะดังรูปที่ 3 (ไม่ต้องใส่คำว่า #ขึ้นบรรทัดใหม่#)

เมื่อได้แบทซ์ไฟล์ ให้ทำการรันบทซ์ไฟล์ที่ได้บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น Domain Controller เพื่อทำการสร้างแอคเคาท์ใน Active Directory ต่อไป
© 2009 TWAB. All Rights Reserved.
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
การสร้าง User Account บน Active Directory (AD) เป็นภารกิจหลักหนึ่งของ Administrator โดยทั่วไปถ้าเป็นการสร้างแอคเคาท์ในจำนวนไม่มากนัก ก็สามารถที่จะใช้เครื่องมือแบบกราฟิกอย่าง Active Directory Users and Computers (ADUC) หรือใช้คำสั่งแบบคอมมานด์ไลน์อย่าง Net user แต่ถ้าต้องแอคเคาท์ใหม่เป็นจำนวนหลายร้อยหรือหลายพันแอคเคาท์ การใช้เครื่องมือดังที่กล่าวมาคงจะไม่สะดวกนัก บทความนี้จะสาธิตการสร้างแอคเคาท์จำนวนมากโดยใช้คำสั่ง dsadd.exe
การเตรียมข้อมูลก่อนดำเนินการ
การเตรียมข้อมูลก่อนดำเนินการ สร้างแอคเคาท์จำนวนมากๆ นั้น จะต้องเตรียมข้อมูลดังนี้
1. รายละเอียดชื่อ Domain, Organization Unit (OU), Profile path, Logon Script และข้อมูลอื่นๆ
2. รายละเอียดของผู้ใช้สำหรับใช้ในการสร้างแอคเคาท์ซึ่งอาจจะอยู่ในไฟล์ Excel, Access, หรือ Data Base ก็ได้ (บทความนี้จะอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า่มีไฟล์ดังกล่าวนี้พร้อมแล้ว โดยจะไม่แสดงวิธีการสร้างไฟล์ การนำเข้า หรือการส่งออก)
แนะนำคำสั่ง dsadd.exe
คำสั่ง dsadd.exe นั้น เป็นคำสั่งสำหรับใช้ในการเพิ่มอ็อปเจ็กต์เข้าใน AD โดยสามารถเพิ่ม computer, contact, group, organization unit หรือ user โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะการเพิ่ม user สำหรับการเพิ่มอ็อปเจ็กต์อื่นๆ จะนำเสนอในบทความต่อๆ ไป
คำสั่ง dsadd.exe นั้นจะมีอ็อปชันค่อนข้างมาก ซึ่งสามารถดูอ็อปชันทั้งหมดได้ด้วยการรันคำสั่ง dsadd.exe user /? ที่คอมมานด์พร้อมท์ ซึ่งจะได้หน้า่ต่างลักษณะดังรูปที่ 1

รูปที่ 1
โดยในการสร้างแอคเคาท์ด้วยคำสั่ง dsadd user นั้น จะต้องป้อนค่า
1.
UserDn จะเป็น User Distinguish Name โดยจะมีโครงสร้างซึ่งอ้างอิงมาจากรูปที่ 2 ดังนี้
"CN=User_Account,OU=Sub_Level_OU2,OU=Sub_Level_OU1,OU=Top_Level_OU,DC=techteam,DC=com"
2. -fn
3. -ln
4. -display
5. -pwd {
6. -pwdneverexpires {Yes / No} กำหนดว่าจะให้รหัสผ่านมีการหมดอายุหรือไม่ โดยใส่ค่าเป็น Yes หรือ No (โดยทั่วไปควรกำหนดให้รหัสผ่านมีการหมดอายุ แต่ต้องดูความเหมาะสมในการใช้งานด้วย)
7. -disabled {Yes / No} กำหนดว่าจะให้ปิดหรือเปิดแอคเคาท์ที่ทำการสร้าง โดยใส่ค่าเป็น Yes หรือ No
8. -mustchpwd {Yes / No} กำหนดว่าจะให้ผู้ใช้ต้องทำการเปลี่ยนรหัสผ่านในการล็อกออนในครั้งแรกหรือไม่ โดยใส่ค่าเป็น Yes หรือ No
9. -canchpwd {Yes / No} กำหนดว่าจะให้ผู้ใช้สามารถทำการเปลี่ยนรหัสผ่านได้เองหรือไม่ โดยใส่ค่าเป็น Yes หรือ No อ็อปชันนี้จะต้องไม่ขัดแย้งกับอ็อปชัน pwdneverexpires
ตัวอย่างการเพิ่มแอคเคาท์
สมมุติว่าโดเมนชื่อ techteam.com และมี OU 3 ระดับ ดังรูปที่ 2 และต้องการสร้างแอคเคาท์รายละเอียดดังนี้
แอคเคาท์ชื่อ: S200901
ีชื่อ: "System"
นามสกุล: "Admin"
เก็บใน OU:
Top_Level_OU ชื่อ Division
Sub_Level_OU1 ชื่อ IT
Sub_Level_OU2 ชื่อ Admin
ข้อกำหนดอื่นๆ:
โดยกำหนดให้ ปิดแอคเคาท์ที่ทำการสร้าง, ต้องทำการเปลี่ยนรหัสผ่านในการล็อกออนในครั้งแรก และผู้ใช้สามารถทำการเปลี่ยนรหัสผ่านได้เอง

รูปที่ 2
คำสั่งที่ใช้จะมีลักษณะดังนี้
dsadd user "CN=S200901,OU=Admin,OU=IT,OU=Divisions,DC=techtem,DC=com" -fn System -ln Admin -display "Sysadmin" -pwd Q9@a7Tx -pwdneverexpires no -disabled yes -mustchpwd yes -canchpwd yes
ลดภาระโดยการใช้แบตช์ไฟล์
จากตัวอย่างด้านบนซึ่งเป็นการสร้างแอคเคาท์เพียงแอคเคาท์เดียว จะเห็นว่าต้องทำการป้อนคำสั่งต่างๆ เยอะมาก หากต้องเพิ่มแคเคาท์สัก 5 แอคเคาท์ก็คง คงจะเมื่อยมือน่าดู ดังนั้นวิธีที่ดีในการสร้างแอคเคาท์จำนวนมากๆ คือ การสร้างเป็นแบตช์ไฟล์ โดยอาจจะทำการบันทึกข้อมูลเบื้องตนลงในไฟล์ Excel จากนั้นจึงทำการส่งออกเป็นเท็กซ์ไฟล์ จากนั้นทำการปรับแต่งเท็กซ์ไฟล์ที่ได้ให้ตรงกับซินแท็กซ์ของคำสั่ง dsadd.exe ดังตัวอย่างด้านบน เสร็จแล้วแบตซ์ไฟล์ที่ได้จะมีลักษณะดังรูปที่ 3 (ไม่ต้องใส่คำว่า #ขึ้นบรรทัดใหม่#)

เมื่อได้แบทซ์ไฟล์ ให้ทำการรันบทซ์ไฟล์ที่ได้บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น Domain Controller เพื่อทำการสร้างแอคเคาท์ใน Active Directory ต่อไป
© 2009 TWAB. All Rights Reserved.
Advanced Group Policy Management (AGPM)
ภาพรวมของ Advanced Group Policy Management (AGPM)
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
สำหรับ Administrator ที่ดูแลระบบ Windows Server 2003 คงจะพอคุ้นเคยกับเครื่องมือ Group Policy Management Console (GPMC) ซึ่งเป็นเครื่องมือเพิ่มเติมสำหรับใช้จัดการเกี่ยวกับ GPOs ซึ่งช่วยให้ Administrator สามารถบริหารจัดการ GPOs ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (อ่านรายละเอียดวิธีการใช้งาน GPMC ได้ที่เว็บไซต์ Windows Server 2003 Group Policy & GPMC)
สำหรับ Microsoft Advanced Group Policy Management (AGPM) นั้นเป็นเครื่องมือที่ได้ขยายความสามารถของ GPMC ให้สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลง GPOs ได้กว้างขวางขึ้น และปรับปรุงการจัดการ GPOs ให้ดียิ่งขึ้น โดย AGPM นั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของชุด Microsoft Desktop Optimization Pack (MDOP) ซึ่งมีให้เฉพาะลูกค้าแบบ Software Assurance เท่านั้น
AGPM สามารถรองรับการใช้งานในด้านต่างๆ ดังนี้
1. ทำการแก้ไข GPO แบบออฟไลน์ ทำให้ Admin สามารถสร้างและทดสอบ GPO ก่อนที่จะทำการปรับใช้ในสภาพแวดล้อมการใช้งานจริง
2. บำรุงรักษา GPO หลายๆ เวอร์ชัน จากจุดเดียว ทำให้สามารถย้อนกลับได้ในกรณีเกิดปัญหาในการใช้งาน
3. สามารถแบ่งความรับผิดชอบในการแก้ไข อนุมัติ หรือทบทวน GPO ระหว่าง Admin แต่ละท่านโดยใช้ role-based delegation
4. ขจัดปัญหาการแก้ไข Group Policy ที่ซ้ำซ้อนระหว่าง Admin หลายคน โดยเพิ่มความสามารถ check-in และ check-out ในการแก้ไข GPOs
5. วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของ GPO เปรียบเทียบระหว่าง GPO แต่ละชุด หรือแต่ละเวอร์ชันของ GPO ชุดเดียวกัน โดยใช้ difference reporting
6. สามารถสร้าง GPOs ใหม่ได้ง่าย เนื่องจากมีเท็มเพลตซึ่งเก็บการตั้งค่านโยบายทั่วไปและการตั้งค่าพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นของ GPOs ใหม่
ปัจจุบัน AGMP นั้น พัฒนามาถึงเวอร์ชัน 3.0 แล้ว โดยมีฟีเจอร์ใหม่ดังนี้
1. รองรับ Windows Server® 2008 และ Windows Vista® ที่ติดตั้ง Service Pack 1 ทั้งเวอร์ชัน 32-bit และ 64-bit
2. ปรับปรุงกระบวนการติดตั้งให้ดีขึ้น
3. ขั้นตอนการประยุกต์การแก้ไขหมายเลขพอร์ตที่ AGPM Server ใช้ในการติดต่อ
4. มีคำอธิบายและข้อมูลแสดงรายละเอียดในประวัติของ GPO แต่ละตัว
5. สามารถในการทำ delegate
6. สามารถจำกัดจำนวนเวอร์ชันของ GPO ที่จะทำการจัดเก็บไว้ได้
7. สามารถทำการคอนฟิก e-mail security สำหรับ AGPM
8. ชื่อของการตั้งค่านโยบาย AGPM ที่ใช้งานง่าย
9. การลบ GPOs จากที่จัดเก็บไว้โดย Editor จะต้องได้รับอนุญาตก่อน
สำหรับรายละเอียดการใช้งานสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ต่างๆ ที่แสดงไว้ในแหล่งข้อมูลอ้างอิง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Step-by-Step Guide for Microsoft Advanced Group Policy Management 2.5
• Step-by-Step Guide for Microsoft Advanced Group Policy Management 3.0
© 2009 TWAB. All Rights Reserved.
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
สำหรับ Administrator ที่ดูแลระบบ Windows Server 2003 คงจะพอคุ้นเคยกับเครื่องมือ Group Policy Management Console (GPMC) ซึ่งเป็นเครื่องมือเพิ่มเติมสำหรับใช้จัดการเกี่ยวกับ GPOs ซึ่งช่วยให้ Administrator สามารถบริหารจัดการ GPOs ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (อ่านรายละเอียดวิธีการใช้งาน GPMC ได้ที่เว็บไซต์ Windows Server 2003 Group Policy & GPMC)
สำหรับ Microsoft Advanced Group Policy Management (AGPM) นั้นเป็นเครื่องมือที่ได้ขยายความสามารถของ GPMC ให้สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลง GPOs ได้กว้างขวางขึ้น และปรับปรุงการจัดการ GPOs ให้ดียิ่งขึ้น โดย AGPM นั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของชุด Microsoft Desktop Optimization Pack (MDOP) ซึ่งมีให้เฉพาะลูกค้าแบบ Software Assurance เท่านั้น
AGPM สามารถรองรับการใช้งานในด้านต่างๆ ดังนี้
1. ทำการแก้ไข GPO แบบออฟไลน์ ทำให้ Admin สามารถสร้างและทดสอบ GPO ก่อนที่จะทำการปรับใช้ในสภาพแวดล้อมการใช้งานจริง
2. บำรุงรักษา GPO หลายๆ เวอร์ชัน จากจุดเดียว ทำให้สามารถย้อนกลับได้ในกรณีเกิดปัญหาในการใช้งาน
3. สามารถแบ่งความรับผิดชอบในการแก้ไข อนุมัติ หรือทบทวน GPO ระหว่าง Admin แต่ละท่านโดยใช้ role-based delegation
4. ขจัดปัญหาการแก้ไข Group Policy ที่ซ้ำซ้อนระหว่าง Admin หลายคน โดยเพิ่มความสามารถ check-in และ check-out ในการแก้ไข GPOs
5. วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของ GPO เปรียบเทียบระหว่าง GPO แต่ละชุด หรือแต่ละเวอร์ชันของ GPO ชุดเดียวกัน โดยใช้ difference reporting
6. สามารถสร้าง GPOs ใหม่ได้ง่าย เนื่องจากมีเท็มเพลตซึ่งเก็บการตั้งค่านโยบายทั่วไปและการตั้งค่าพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นของ GPOs ใหม่
ปัจจุบัน AGMP นั้น พัฒนามาถึงเวอร์ชัน 3.0 แล้ว โดยมีฟีเจอร์ใหม่ดังนี้
1. รองรับ Windows Server® 2008 และ Windows Vista® ที่ติดตั้ง Service Pack 1 ทั้งเวอร์ชัน 32-bit และ 64-bit
2. ปรับปรุงกระบวนการติดตั้งให้ดีขึ้น
3. ขั้นตอนการประยุกต์การแก้ไขหมายเลขพอร์ตที่ AGPM Server ใช้ในการติดต่อ
4. มีคำอธิบายและข้อมูลแสดงรายละเอียดในประวัติของ GPO แต่ละตัว
5. สามารถในการทำ delegate
6. สามารถจำกัดจำนวนเวอร์ชันของ GPO ที่จะทำการจัดเก็บไว้ได้
7. สามารถทำการคอนฟิก e-mail security สำหรับ AGPM
8. ชื่อของการตั้งค่านโยบาย AGPM ที่ใช้งานง่าย
9. การลบ GPOs จากที่จัดเก็บไว้โดย Editor จะต้องได้รับอนุญาตก่อน
สำหรับรายละเอียดการใช้งานสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ต่างๆ ที่แสดงไว้ในแหล่งข้อมูลอ้างอิง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Step-by-Step Guide for Microsoft Advanced Group Policy Management 2.5
• Step-by-Step Guide for Microsoft Advanced Group Policy Management 3.0
© 2009 TWAB. All Rights Reserved.
How to recover from Winsock2 corruption in Windows XP
วิธีการแก้ไขปัญหา Winsock บน Windows XP
Winsock นั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการใช้งานโปรโตคอล TCP/IP บนระบบวินโดวส์ ในกรณีที่ Winsock เกิดการคอรัปท์หรือเสียหายจะส่งผลให้ยูสเซอร์ไม่สามารถใช้งานระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ โดยวินโดวส์จะแสดงข้อความแจ้งความผิดพลาดเมื่อทำการใช้งานต่างๆ ตามกรณี ดังนี้
ข้อควรระวัง: บทความนี้มีการดำเนินการแก้ไขรีจิสตรี ดังนั้น เพื่อให้สามารถทำการเรียกคืนรีจิสตรี ได้ในกรณีเกิดปัญหา โปรดสำรองรีจิสตรีไว้ก่อนที่จะแก้ไข
1. เมื่อทำการรันคำสั่ง Ipconfig /release หรือ Ipconfig /renew วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:
An error occurred while renewing interface 'Internet': An operation was attempted on something that is not a socket.
2. เมื่อทำการรัน ipconfig /renew วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:
ข้อผิดพลาดที่ 1
An error occurred while renewing interface local area connection: an operation was attempted on something that is not a socket. Unable to contact driver Error code 2.
ข้อผิดพลาดที่ 2
The operation failed since no adapter is in the state permissible for this operation.
ข้อผิดพลาดที่ 3
The attempted operation is not supported for the type of object referenced.
3. เมื่อเปิดโปรแกรม Internet Explorer วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:
The page cannot be displayed
4. เมื่อใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:
Initialization function INITHELPERDLL in IPMONTR.DLL failed to start with error code 10107
5. เมื่อทำการสร้าง dial-up connection วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:
Error 720: No PPP Control Protocols Configured
6.ใน Device Manager เมื่อคลิก Show Hidden Devices ไดรเวอร์ TCP/IP Protocol Driver มีสถานะเป็น Disabled ในส่วน Non-Plug and Play drivers และได้รับรหัสข้อผิดพลาด 24
การแก้ไขปัญหา Winsock
ก่อนอื่นต้องทำการตรวจสอบการทำงานของ Winsock ก่อนว่ามีปัญหาหรือไม่ โดยวิธีการตรวจสอบว่าคีย์ Winsock2 เสียหายหรือไม่ ทำได้โดยใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งดังต่อไปนี้
วิธีที่ 1: ใช้โปรแกรม Netdiag
การใช้ Netdiag ต้องยกเลิกการติดตั้ง Support Tools ของ Windows XP เสียก่อน โดยให้ดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
หมายเหตุ:
• หากไม่ได้ติดตั้ง Support Tools ให้ไปที่ขั้นตอนที่ 2 ในส่วนนี้
• หากไม่ได้ติดตั้ง Support Tools และไม่มีแผ่นซีดีติดตั้ง Windows XP ให้ใช้วิธีที่ 2
ขั้นตอนที่ 1
1. ใส่แผ่นซีดีติดตั้ง Windows XP แล้วไปยังโฟลเดอร์ Support\Tools
2. ดับเบิลคลิกไฟล์ Setup.exe
3. จากนั้นทำตามขั้นตอนต่างๆ บนหน้าจอจนกระทั่งถึงหน้า Select An Installation Type
4. ที่หน้าจอ Select An Installation Type ให้คลิก Complete แล้วคลิก Next
ขั้นตอนที่ 2
เมื่อทำการติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ทำตามขั้นตอนต่างๆ ดังต่อไปนี้:
1. คลิก Start คลิก Run พิมพ์ Command แล้วคลิก OK
2. พิมพ์ netdiag /test:winsock แล้วกด ENTER
โปรแกรม Netdiag จะแสดงผลการทดสอบสำหรับองค์ประกอบเน็ตเวิร์กหลายๆ อย่างรวมทั้ง Winsock หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทดสอบให้ใช้พารามิเตอร์ /v ต่อท้ายคำสั่ง netdiag: netdiag /test:winsock /v
วิธีที่ 2: ใช้โปรแกรม Msinfo32
วิธีการตรวจสอบว่าคีย์ Winsock2 เสียหายหรือไม่ โดยใช้โปรแกรม Msinfo32 นั้น จะใช้ได้เฉพาะเมื่อไม่มีแผ่นซีดีติดตั้ง Windows XP และไม่ได้ติดตั้ง Support Tools บนระบบ ตามขั้นตอนดังนี้
1. คลิก Start คลิก Run พิมพ์ Msinfo32 แล้วคลิก OK
2. ในหน้า System Information ให้คลิกขยาย Components ขยาย Network แล้วคลิก Protocol
3. ภายใต้ Protocol จะมีหัวข้อของส่วนต่างๆ 10 หัวข้อ ซึ่งมีชื่อต่างๆ ต่อไปนี้หากคีย์ Winsock2 ไม่ได้รับความเสียหาย:
• MSAFD Tcpip [TCP/IP]
• MSAFD Tcpip [UDP/IP]
• RSVP UDP Service Provider
• RSVP TCP Service Provider
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
หากชื่อต่างๆ ที่แสดงแตกต่างไปรายการด้านบน แสดงว่าคีย์ Winsock2 เสียหาย หรือถ้าหากมีโปรแกรมเพิ่มเติมอื่นๆ เช่นซอฟต์แวพรอกซี่ติดตั้งไว้ และหากได้ติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมจากผู้ผลิตอื่นๆ ชื่อของโปรแกรมเพิ่มเติมเหล่านั้ยจะแทนที่อักษร "MSAFD" ในรายการ ในกรณีที่มีมากกว่า 10 หัวข้อในลิสต์ แสดงว่ามีโปรแกรมอื่นๆ ติดตั้งไว้ แต่ถ้าหากมีน้อยกว่า 10 หัวข้อ หมายถึงการที่มีข้อมูลขาดหายไป
หมายเหตุ: รายการต่างๆ เหล่านี้แสดงการติดตั้งเฉพาะเมื่อมีการติดตั้งโปรโตคอล TCP/IP เท่านั้น ดังนั้นสามารถมี Winsock ที่ใช้งานเพิ่มเติมได้หากมีการติดตั้งโปรโตคอลอื่นๆ ไว้ ตัวอย่างเช่น หากติดตั้ง NWLink IPX/SPX ไว้ จะเห็นส่วนเพิ่มเติมอื่นๆ อีก 7 ส่วน ทำให้รวมเป็นทั้งหมด 17 ส่วน โดยส่วนหัวของส่วนหนึ่งในส่วนใหม่ คือ MSAFD nwlnkipx [IPX] และแต่ละส่วนใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยการติดตั้ง NWLink IPX/SPX จะเริ่มต้นด้วยชื่อ "MSAFD" โดยมีเพียง 2 หัวข้อเท่านั้นที่ไม่ได้เริ่มต้นชื่อด้วยอักขระต่างๆ เหล่านั้น
หากการทดสอบ Netdiag ล้มเหลว หรือหากผลการตรวจสอบพบว่าเกิดความเสียหายกับ Winsock โดยการดูที่ Msinfo32 จะต้องแก้ไขคีย์ Winsock2 โดยการใช้ขั้นตอนต่างๆ ในส่วนถัดไป
วิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสีย
วิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียนั้น แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ การแก้ไขจากการเสียหายของไฟล์ Winsock2 บน Windows XP Service Pack 2 และ การแก้ไขจากการเสียหายของไฟล์ Winsock2 บน Windows XP ที่ไม่ได้ติดตั้ง SP2
• การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียบน Windows XP Service Pack 2
วิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียบน Windows XP Service Pack 2 (SP2) ไว้ ให้พิมพ์ netsh winsock reset ที่คอมมานด์พรอมท์แล้วกดปุ่ม ENTER
หมายเหตุ: หลังจากทำการรันคำสั่งแล้วให้ทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ สำหรับคอมพิวเตอร์ที่รัน Windows XP SP2 สามารถใช้ netsh ทำการสร้างคีย์ Winsock ใหม่ได้ โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์ต่อไปนี้: http://www.microsoft.com/technet/prodtechnol/winxppro/maintain/sp2netwk.mspx
คำเตือน: การรันคำสั่ง netsh winsock reset นั้น อาจมีผลกระทบกับโปรแกรมต่างๆ เช่น โปรแกรมป้องกันไวรัส ไฟร์วอลล์หรือไคลเอนต์พร็อกซี่ เป็นต้น
หากมีโปรแกรมที่ทำงานได้ไม่ถูกต้องหลังจากทำการแก้ปัญหาด้วยวิธีการด้านบน อาจจะต้องทำติดตั้งโปรแกรมนั้นๆ ใหม่เพื่อให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง
หมายเหตุ: หากขั้นตอนเหล่านี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ให้ทำตามขั้นตอนต่างๆ ในส่วนถัดไป
• การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียบน Windows XP ที่ไม่ได้ติดตั้ง Service Pack 2
การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียบน Windows XP ที่ไม่ได้ติดตั้ง Service Pack 2 ให้ลบรีจิสตรีคีย์ที่เสียหายทิ้ง แล้วติดตั้งโปรโตคอล TCP/IP ใหม่ ตามขั้นตอนดังนี้
• ขั้นที่ 1: ลบรีจิสตรีคีย์ที่เสียหาย
ข้อควรระวัง: บทความนี้มีการดำเนินการแก้ไขรีจิสตรี ดังนั้น เพื่อให้สามารถทำการเรียกคืนรีจิสตรี ได้ในกรณีเกิดปัญหา โปรดสำรองรีจิสตรีไว้ก่อนที่จะแก้ไข
1. คลิก Start และคลิก Run
2. ในช่อง Open ให้พิมพ์ regedit และคลิก OK
3. ในหน้าต่าง Registry Editor หาคีย์ต่างๆ ดังต่อไปนี้ จากนั้นคลิกขวาที่แต่ละคีย์ แล้วคลิก Delete
HKEY_LOCAL_MACHINE\System\CurrentControlSet\Services\Winsock
HKEY_LOCAL_MACHINE\System\CurrentControlSet\Services\Winsock2
4. เมื่อระบบพรอมต์ให้ยืนยันการลบ ให้คลิก Yes
หมายเหตุ: หลังจากทำการลบคีย์ Winsock แล้ว ให้ทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ระบบปฏิบัติการ Windows XP สร้างรายการเชลล์ใหม่สำหรับคีย์ทั้งสอง หากไม่ทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์หลังจากลบคีย์ Winsock ขั้นตอนถัดไปจะทำงานไม่ถูกต้อง
• ขั้นที่ 2: ทำการติดตั้ง TCP/IP
1. คลิก Start คลิก Control Panel แล้วคลิก Network Connection
2. คลิกขวาที่ network connection แล้วคลิก Properties
3. คลิก Install
4. คลิก Protocol แล้วคลิก Add
5. คลิก Have Disk
6. พิมพ์ C:\Windows\inf แล้วคลิก OK
7. ในลิสต์ของโปรโตคอลต่างๆ ที่ใช้ได้ ให้คลิก Internet Protocol (TCP/IP)แล้วคลิก OK
8. ทำการรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์
วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับ
• Microsoft Windows XP Home Edition
• Microsoft Windows XP Professional Edition
• Microsoft Windows Server 2003 Standard Edition
• Microsoft Windows Server 2003 Enterprise Edition
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• How to determine and to recover from Winsock2 corruption in Windows Server 2003, in Windows XP/Vista
Winsock2 corruption Winsock KB811259
© 2008 TWA Blog, All Rights Reserved.
Winsock นั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการใช้งานโปรโตคอล TCP/IP บนระบบวินโดวส์ ในกรณีที่ Winsock เกิดการคอรัปท์หรือเสียหายจะส่งผลให้ยูสเซอร์ไม่สามารถใช้งานระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ โดยวินโดวส์จะแสดงข้อความแจ้งความผิดพลาดเมื่อทำการใช้งานต่างๆ ตามกรณี ดังนี้
ข้อควรระวัง: บทความนี้มีการดำเนินการแก้ไขรีจิสตรี ดังนั้น เพื่อให้สามารถทำการเรียกคืนรีจิสตรี ได้ในกรณีเกิดปัญหา โปรดสำรองรีจิสตรีไว้ก่อนที่จะแก้ไข
1. เมื่อทำการรันคำสั่ง Ipconfig /release หรือ Ipconfig /renew วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:
An error occurred while renewing interface 'Internet': An operation was attempted on something that is not a socket.
2. เมื่อทำการรัน ipconfig /renew วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:
ข้อผิดพลาดที่ 1
An error occurred while renewing interface local area connection: an operation was attempted on something that is not a socket. Unable to contact driver Error code 2.
ข้อผิดพลาดที่ 2
The operation failed since no adapter is in the state permissible for this operation.
ข้อผิดพลาดที่ 3
The attempted operation is not supported for the type of object referenced.
3. เมื่อเปิดโปรแกรม Internet Explorer วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:
The page cannot be displayed
4. เมื่อใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:
Initialization function INITHELPERDLL in IPMONTR.DLL failed to start with error code 10107
5. เมื่อทำการสร้าง dial-up connection วินโดวส์จะแสดงข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้:
Error 720: No PPP Control Protocols Configured
6.ใน Device Manager เมื่อคลิก Show Hidden Devices ไดรเวอร์ TCP/IP Protocol Driver มีสถานะเป็น Disabled ในส่วน Non-Plug and Play drivers และได้รับรหัสข้อผิดพลาด 24
การแก้ไขปัญหา Winsock
ก่อนอื่นต้องทำการตรวจสอบการทำงานของ Winsock ก่อนว่ามีปัญหาหรือไม่ โดยวิธีการตรวจสอบว่าคีย์ Winsock2 เสียหายหรือไม่ ทำได้โดยใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งดังต่อไปนี้
วิธีที่ 1: ใช้โปรแกรม Netdiag
การใช้ Netdiag ต้องยกเลิกการติดตั้ง Support Tools ของ Windows XP เสียก่อน โดยให้ดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
หมายเหตุ:
• หากไม่ได้ติดตั้ง Support Tools ให้ไปที่ขั้นตอนที่ 2 ในส่วนนี้
• หากไม่ได้ติดตั้ง Support Tools และไม่มีแผ่นซีดีติดตั้ง Windows XP ให้ใช้วิธีที่ 2
ขั้นตอนที่ 1
1. ใส่แผ่นซีดีติดตั้ง Windows XP แล้วไปยังโฟลเดอร์ Support\Tools
2. ดับเบิลคลิกไฟล์ Setup.exe
3. จากนั้นทำตามขั้นตอนต่างๆ บนหน้าจอจนกระทั่งถึงหน้า Select An Installation Type
4. ที่หน้าจอ Select An Installation Type ให้คลิก Complete แล้วคลิก Next
ขั้นตอนที่ 2
เมื่อทำการติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ทำตามขั้นตอนต่างๆ ดังต่อไปนี้:
1. คลิก Start คลิก Run พิมพ์ Command แล้วคลิก OK
2. พิมพ์ netdiag /test:winsock แล้วกด ENTER
โปรแกรม Netdiag จะแสดงผลการทดสอบสำหรับองค์ประกอบเน็ตเวิร์กหลายๆ อย่างรวมทั้ง Winsock หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทดสอบให้ใช้พารามิเตอร์ /v ต่อท้ายคำสั่ง netdiag: netdiag /test:winsock /v
วิธีที่ 2: ใช้โปรแกรม Msinfo32
วิธีการตรวจสอบว่าคีย์ Winsock2 เสียหายหรือไม่ โดยใช้โปรแกรม Msinfo32 นั้น จะใช้ได้เฉพาะเมื่อไม่มีแผ่นซีดีติดตั้ง Windows XP และไม่ได้ติดตั้ง Support Tools บนระบบ ตามขั้นตอนดังนี้
1. คลิก Start คลิก Run พิมพ์ Msinfo32 แล้วคลิก OK
2. ในหน้า System Information ให้คลิกขยาย Components ขยาย Network แล้วคลิก Protocol
3. ภายใต้ Protocol จะมีหัวข้อของส่วนต่างๆ 10 หัวข้อ ซึ่งมีชื่อต่างๆ ต่อไปนี้หากคีย์ Winsock2 ไม่ได้รับความเสียหาย:
• MSAFD Tcpip [TCP/IP]
• MSAFD Tcpip [UDP/IP]
• RSVP UDP Service Provider
• RSVP TCP Service Provider
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
• MSAFD NetBIOS [\Device\NetBT_Tcpip...
หากชื่อต่างๆ ที่แสดงแตกต่างไปรายการด้านบน แสดงว่าคีย์ Winsock2 เสียหาย หรือถ้าหากมีโปรแกรมเพิ่มเติมอื่นๆ เช่นซอฟต์แวพรอกซี่ติดตั้งไว้ และหากได้ติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมจากผู้ผลิตอื่นๆ ชื่อของโปรแกรมเพิ่มเติมเหล่านั้ยจะแทนที่อักษร "MSAFD" ในรายการ ในกรณีที่มีมากกว่า 10 หัวข้อในลิสต์ แสดงว่ามีโปรแกรมอื่นๆ ติดตั้งไว้ แต่ถ้าหากมีน้อยกว่า 10 หัวข้อ หมายถึงการที่มีข้อมูลขาดหายไป
หมายเหตุ: รายการต่างๆ เหล่านี้แสดงการติดตั้งเฉพาะเมื่อมีการติดตั้งโปรโตคอล TCP/IP เท่านั้น ดังนั้นสามารถมี Winsock ที่ใช้งานเพิ่มเติมได้หากมีการติดตั้งโปรโตคอลอื่นๆ ไว้ ตัวอย่างเช่น หากติดตั้ง NWLink IPX/SPX ไว้ จะเห็นส่วนเพิ่มเติมอื่นๆ อีก 7 ส่วน ทำให้รวมเป็นทั้งหมด 17 ส่วน โดยส่วนหัวของส่วนหนึ่งในส่วนใหม่ คือ MSAFD nwlnkipx [IPX] และแต่ละส่วนใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยการติดตั้ง NWLink IPX/SPX จะเริ่มต้นด้วยชื่อ "MSAFD" โดยมีเพียง 2 หัวข้อเท่านั้นที่ไม่ได้เริ่มต้นชื่อด้วยอักขระต่างๆ เหล่านั้น
หากการทดสอบ Netdiag ล้มเหลว หรือหากผลการตรวจสอบพบว่าเกิดความเสียหายกับ Winsock โดยการดูที่ Msinfo32 จะต้องแก้ไขคีย์ Winsock2 โดยการใช้ขั้นตอนต่างๆ ในส่วนถัดไป
วิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสีย
วิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียนั้น แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ การแก้ไขจากการเสียหายของไฟล์ Winsock2 บน Windows XP Service Pack 2 และ การแก้ไขจากการเสียหายของไฟล์ Winsock2 บน Windows XP ที่ไม่ได้ติดตั้ง SP2
• การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียบน Windows XP Service Pack 2
วิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียบน Windows XP Service Pack 2 (SP2) ไว้ ให้พิมพ์ netsh winsock reset ที่คอมมานด์พรอมท์แล้วกดปุ่ม ENTER
หมายเหตุ: หลังจากทำการรันคำสั่งแล้วให้ทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ สำหรับคอมพิวเตอร์ที่รัน Windows XP SP2 สามารถใช้ netsh ทำการสร้างคีย์ Winsock ใหม่ได้ โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์ต่อไปนี้: http://www.microsoft.com/technet/prodtechnol/winxppro/maintain/sp2netwk.mspx
คำเตือน: การรันคำสั่ง netsh winsock reset นั้น อาจมีผลกระทบกับโปรแกรมต่างๆ เช่น โปรแกรมป้องกันไวรัส ไฟร์วอลล์หรือไคลเอนต์พร็อกซี่ เป็นต้น
หากมีโปรแกรมที่ทำงานได้ไม่ถูกต้องหลังจากทำการแก้ปัญหาด้วยวิธีการด้านบน อาจจะต้องทำติดตั้งโปรแกรมนั้นๆ ใหม่เพื่อให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง
หมายเหตุ: หากขั้นตอนเหล่านี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ให้ทำตามขั้นตอนต่างๆ ในส่วนถัดไป
• การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียบน Windows XP ที่ไม่ได้ติดตั้ง Service Pack 2
การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากไฟล์ Winsock2 เสียบน Windows XP ที่ไม่ได้ติดตั้ง Service Pack 2 ให้ลบรีจิสตรีคีย์ที่เสียหายทิ้ง แล้วติดตั้งโปรโตคอล TCP/IP ใหม่ ตามขั้นตอนดังนี้
• ขั้นที่ 1: ลบรีจิสตรีคีย์ที่เสียหาย
ข้อควรระวัง: บทความนี้มีการดำเนินการแก้ไขรีจิสตรี ดังนั้น เพื่อให้สามารถทำการเรียกคืนรีจิสตรี ได้ในกรณีเกิดปัญหา โปรดสำรองรีจิสตรีไว้ก่อนที่จะแก้ไข
1. คลิก Start และคลิก Run
2. ในช่อง Open ให้พิมพ์ regedit และคลิก OK
3. ในหน้าต่าง Registry Editor หาคีย์ต่างๆ ดังต่อไปนี้ จากนั้นคลิกขวาที่แต่ละคีย์ แล้วคลิก Delete
HKEY_LOCAL_MACHINE\System\CurrentControlSet\Services\Winsock
HKEY_LOCAL_MACHINE\System\CurrentControlSet\Services\Winsock2
4. เมื่อระบบพรอมต์ให้ยืนยันการลบ ให้คลิก Yes
หมายเหตุ: หลังจากทำการลบคีย์ Winsock แล้ว ให้ทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ระบบปฏิบัติการ Windows XP สร้างรายการเชลล์ใหม่สำหรับคีย์ทั้งสอง หากไม่ทำการรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์หลังจากลบคีย์ Winsock ขั้นตอนถัดไปจะทำงานไม่ถูกต้อง
• ขั้นที่ 2: ทำการติดตั้ง TCP/IP
1. คลิก Start คลิก Control Panel แล้วคลิก Network Connection
2. คลิกขวาที่ network connection แล้วคลิก Properties
3. คลิก Install
4. คลิก Protocol แล้วคลิก Add
5. คลิก Have Disk
6. พิมพ์ C:\Windows\inf แล้วคลิก OK
7. ในลิสต์ของโปรโตคอลต่างๆ ที่ใช้ได้ ให้คลิก Internet Protocol (TCP/IP)แล้วคลิก OK
8. ทำการรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์
วิธีการนี้สามารถใช้ได้กับ
• Microsoft Windows XP Home Edition
• Microsoft Windows XP Professional Edition
• Microsoft Windows Server 2003 Standard Edition
• Microsoft Windows Server 2003 Enterprise Edition
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• How to determine and to recover from Winsock2 corruption in Windows Server 2003, in Windows XP/Vista
Winsock2 corruption Winsock KB811259
© 2008 TWA Blog, All Rights Reserved.
Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1
Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1
Microsoft File Server Migration Toolkit เป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้ดูแลระบบในการไมเกรตไฟล์เซิร์ฟเวอร์หรือการคอนโซลิเดตไฟล์เซิร์ฟเวอร์เก่าไปยังไฟล์เซิร์ฟเวอร์ใหม่ โดยที่พาธของการแชร์ หรือ Universal Naming Convention (UNC) ยังเหมือนเดิม เพื่อที่ยูสเซอร์สามารถแอคเซสแชร์โฟลเดอร์โดยใช้ Universal Naming Convention (UNC) ของการแชร์ตัวเดิมหลังจากทำการไมเกรตหรือการคอนโซลิเดตเสร็จแล้ว
Microsoft File Server Migration Toolkit จะใช้เซอร์วิส Distributed File System (DFS) ในการทำงาน โดยสามารถทำการดาวน์โหลด Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 ได้จากเว็บไซต์ของ Microsoft ตามรายละเอียดด้านล่าง
Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1
ชื่อไฟล์:
- FSMigrate_x64.msi สำหรับระบบ 64 บิต
- FSMigrate_x64.msi สำหรับระบบ 64 บิต
เวอร์ชัน: 1.1
วันที่ออก: 10/27/2008
ขนาดของไฟล์: 1.3MB (x86)/1.3MB (x64)
เวลาดาวน์โหลดโดยประมาณ: 9 นาที (Dial-up 56K)
ภาษา: English, Freach, German, Japanese และ Spanish
การดาวน์โหลด:
• เว็บไซตสำหรับดาวน์โหลด Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1
• คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด Microsoft FSMT 1.1 x64
• คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด Microsoft FSMT 1.1 x86
ความต้องการระบบ
Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 รองรับระบบปฏิบัติการ Windows Server 2003 R2 (32-Bit x86) Windows Server 2003 Service Pack 2, Windows Server 2008
ความต้องการด้าน DFS Consolidation Root Wizard และ Dfsconsolidate.exe
• บนเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น DFS Consolidation Root จะต้องคอนฟิก Windows Firewall ให้อนุญาต WMI calls ซึ่ง DFS Consolidation Root Wizard จะต้องใช้ WMI ในการในการตรวจสอบว่ามีการทำงานเป็นแบบคลัสเตอร์หรือไม่ โดยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ connecting to WMI remotely starting with Windows Vista สามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ http://go.microsoft.com/fwlink/?LinkID=120250
• เซิร์ฟเวอร์ที่เป็น Distributed File System (DFS) root ซึ่งเป็นโฮสต์ของ DFS consolidation roots จะต้องมีระบบดังนี้
# DFS root server จะต้องไม่เป็น domain controller.
# DFS root server จะต้องรันระบบปฏิบัติการดังต่อไปนี้
# - Windows Server 2003, Enterprise Edition with Service Pack 2
# - Windows Server 2003, Datacenter Edition with Service Pack 2
# - Windows Storage Server 2003, Enterprise Edition
# - Windows Server 2008, Enterprise Edition
# - Windows Server 2008, Datacenter Edition
# - Windows Storage Server 2008, Enterprise Edition
• ในกรณี DFS root server เป็นส่วนหนึ่งของคลัสเตอร์ ก่อนที่จะทำการรัน DFS Consolidation Root Wizard จะต้องสร้างหรือกำหนดกลุ่มทรัพยากรที่จะใช้ในการสร้าง consolidation root โดยที่กลุ่มทรัพยากรจะต้องประกอบด้วยหมายเลขไอพีและดิสก์ทางกายภาพ
เครื่องไคลเอ็นต์ที่จะแอคเซส DFS Namespaces ซึ่งเซตอัพโดย DFS Consolidation Root Wizard and Dfsconsolidate.exe จะต้องรันระบบปฏิบัติการดังต่อไปนี้
- Windows Server 2003 family
- Windows XP Professional
- Windows 2000 Server family
- Windows 2000 Professional
- Windows NT Server 4.0 with Service Pack 6a (SP6a)
- Windows NT Workstation 4.0 with SP6a
- Windows NT Vista
- Windows Server 2008 family
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 Download
Keywords: Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 FSMT1.1
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
Microsoft File Server Migration Toolkit เป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้ดูแลระบบในการไมเกรตไฟล์เซิร์ฟเวอร์หรือการคอนโซลิเดตไฟล์เซิร์ฟเวอร์เก่าไปยังไฟล์เซิร์ฟเวอร์ใหม่ โดยที่พาธของการแชร์ หรือ Universal Naming Convention (UNC) ยังเหมือนเดิม เพื่อที่ยูสเซอร์สามารถแอคเซสแชร์โฟลเดอร์โดยใช้ Universal Naming Convention (UNC) ของการแชร์ตัวเดิมหลังจากทำการไมเกรตหรือการคอนโซลิเดตเสร็จแล้ว
Microsoft File Server Migration Toolkit จะใช้เซอร์วิส Distributed File System (DFS) ในการทำงาน โดยสามารถทำการดาวน์โหลด Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 ได้จากเว็บไซต์ของ Microsoft ตามรายละเอียดด้านล่าง
Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1
ชื่อไฟล์:
- FSMigrate_x64.msi สำหรับระบบ 64 บิต
- FSMigrate_x64.msi สำหรับระบบ 64 บิต
เวอร์ชัน: 1.1
วันที่ออก: 10/27/2008
ขนาดของไฟล์: 1.3MB (x86)/1.3MB (x64)
เวลาดาวน์โหลดโดยประมาณ: 9 นาที (Dial-up 56K)
ภาษา: English, Freach, German, Japanese และ Spanish
การดาวน์โหลด:
• เว็บไซตสำหรับดาวน์โหลด Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1
• คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด Microsoft FSMT 1.1 x64
• คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด Microsoft FSMT 1.1 x86
ความต้องการระบบ
Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 รองรับระบบปฏิบัติการ Windows Server 2003 R2 (32-Bit x86) Windows Server 2003 Service Pack 2, Windows Server 2008
ความต้องการด้าน DFS Consolidation Root Wizard และ Dfsconsolidate.exe
• บนเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น DFS Consolidation Root จะต้องคอนฟิก Windows Firewall ให้อนุญาต WMI calls ซึ่ง DFS Consolidation Root Wizard จะต้องใช้ WMI ในการในการตรวจสอบว่ามีการทำงานเป็นแบบคลัสเตอร์หรือไม่ โดยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ connecting to WMI remotely starting with Windows Vista สามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ http://go.microsoft.com/fwlink/?LinkID=120250
• เซิร์ฟเวอร์ที่เป็น Distributed File System (DFS) root ซึ่งเป็นโฮสต์ของ DFS consolidation roots จะต้องมีระบบดังนี้
# DFS root server จะต้องไม่เป็น domain controller.
# DFS root server จะต้องรันระบบปฏิบัติการดังต่อไปนี้
# - Windows Server 2003, Enterprise Edition with Service Pack 2
# - Windows Server 2003, Datacenter Edition with Service Pack 2
# - Windows Storage Server 2003, Enterprise Edition
# - Windows Server 2008, Enterprise Edition
# - Windows Server 2008, Datacenter Edition
# - Windows Storage Server 2008, Enterprise Edition
• ในกรณี DFS root server เป็นส่วนหนึ่งของคลัสเตอร์ ก่อนที่จะทำการรัน DFS Consolidation Root Wizard จะต้องสร้างหรือกำหนดกลุ่มทรัพยากรที่จะใช้ในการสร้าง consolidation root โดยที่กลุ่มทรัพยากรจะต้องประกอบด้วยหมายเลขไอพีและดิสก์ทางกายภาพ
เครื่องไคลเอ็นต์ที่จะแอคเซส DFS Namespaces ซึ่งเซตอัพโดย DFS Consolidation Root Wizard and Dfsconsolidate.exe จะต้องรันระบบปฏิบัติการดังต่อไปนี้
- Windows Server 2003 family
- Windows XP Professional
- Windows 2000 Server family
- Windows 2000 Professional
- Windows NT Server 4.0 with Service Pack 6a (SP6a)
- Windows NT Workstation 4.0 with SP6a
- Windows NT Vista
- Windows Server 2008 family
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 Download
Keywords: Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 FSMT1.1
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
ShellRunas - launching programs under different accounts in Windows XP
การรันโปรแกรมภายใต้แอคเคาท์อื่นใน Windows XP โดยใช้ ShellRunas
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
โดยดีฟอลท์บน Windows Vista นั้น มีทางเลือกในการรันโปรแกรมภายใต้ยูสเซอร์ Administrator โดยผ่านฟีเจอร์ User Account Control และหากต้องการรันโปรแกรมภายใต้แอคเคาท์อื่นๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยใช้ Group Poilicy Editor ทำการคอนฟิก "User Account Control:Behavior of the elevation prompt for administrators in Administrative Approval Mode เป็น "Prompt for credentials" (อ่านรายละเอียดได้ที่ การรันโปรแกรมภายใต้ยูสเซอร์อื่นบน Windows Vista) แต่หากไม่ต้องการทำการคอนฟิกแบบแมนนวลก็สามารถใช้โปรแกรมฟรีที่ชื่อว่า ShellRunas (โปรแกรม ShellRunas พัฒนาโดย Mark Russinovich and Jon Schwartz แห่ง Sysinternals เวอร์ชันขณะที่เขียนบทความนี้คือ 1.01 ขนาดไฟล์ 50 KB) ซึ่งดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ ดาวน์โหลดโปรแกรม ShellRunas
การใช้งานโปรแกรม ShellRunas
โปรแกรม ShellRunas สามารถทำงานบน Windows XP, Windows Server 2003, Windows Vista และ Windows Server 2008 สำหรับวิธีการใช้งานโปรแกรม ShellRunas นั้น หลังจากทำการดาวนโหลดเสร็จก็ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
1. ให้เปลี่ยนไปโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ Shellrunas.zip จากนั้นให้ทำการแตกไฟล์ ซึ่งจะได้ไฟล์ 2 ไฟล์ คือ Eula.txt และ ShellRunas.exe
2. จากนั้นให้เปิดหน้าต่างคอมมานด์พร้อมท์ แล้วเปลี่ยนไปทำงานในโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ ShellRunas.exe
3. ทำการเพิ่มคำสั่ง Runas เข้าเป็นคำสั่งใน context-menu โดยรันคำสั่งดังนี้ ShellRunas.exe /reg
4. คลิก OK ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ที่แจ้งผลการทำงาน เสร็จแล้วปิดหน้าต่างคอมมานด์พร้อมท์
หลังทำการเพิ่มคำสั่ง Runas เข้าเป็นคำสั่งเมื่อทำการคลิกขวา (Context menu) เสร็จแล้ว ทดสอบการทำงานโดยการคลิกขวาที่โปรแกรมที่ต้องการรันแล้วคลิก Run as different user... จากนั้นในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ ShellRunas ให้ใส่ยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดของยูสเซอร์ที่มีสิทธิ์ระดับ Administrators ที่ต้องการใช้รันโปรแกรม ตัวอย่างเช่น Adminisrator เป็นต้น เสร็จแล้วคลิก OK
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• การรันโปรแกรมภายใต้ยูสเซอร์อื่นบน Windows Vista
ShellRunas ShellRunas.exe Shell Runas Run as
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog
โดยดีฟอลท์บน Windows Vista นั้น มีทางเลือกในการรันโปรแกรมภายใต้ยูสเซอร์ Administrator โดยผ่านฟีเจอร์ User Account Control และหากต้องการรันโปรแกรมภายใต้แอคเคาท์อื่นๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยใช้ Group Poilicy Editor ทำการคอนฟิก "User Account Control:Behavior of the elevation prompt for administrators in Administrative Approval Mode เป็น "Prompt for credentials" (อ่านรายละเอียดได้ที่ การรันโปรแกรมภายใต้ยูสเซอร์อื่นบน Windows Vista) แต่หากไม่ต้องการทำการคอนฟิกแบบแมนนวลก็สามารถใช้โปรแกรมฟรีที่ชื่อว่า ShellRunas (โปรแกรม ShellRunas พัฒนาโดย Mark Russinovich and Jon Schwartz แห่ง Sysinternals เวอร์ชันขณะที่เขียนบทความนี้คือ 1.01 ขนาดไฟล์ 50 KB) ซึ่งดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ ดาวน์โหลดโปรแกรม ShellRunas
การใช้งานโปรแกรม ShellRunas
โปรแกรม ShellRunas สามารถทำงานบน Windows XP, Windows Server 2003, Windows Vista และ Windows Server 2008 สำหรับวิธีการใช้งานโปรแกรม ShellRunas นั้น หลังจากทำการดาวนโหลดเสร็จก็ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
1. ให้เปลี่ยนไปโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ Shellrunas.zip จากนั้นให้ทำการแตกไฟล์ ซึ่งจะได้ไฟล์ 2 ไฟล์ คือ Eula.txt และ ShellRunas.exe
2. จากนั้นให้เปิดหน้าต่างคอมมานด์พร้อมท์ แล้วเปลี่ยนไปทำงานในโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ ShellRunas.exe
3. ทำการเพิ่มคำสั่ง Runas เข้าเป็นคำสั่งใน context-menu โดยรันคำสั่งดังนี้ ShellRunas.exe /reg
4. คลิก OK ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ที่แจ้งผลการทำงาน เสร็จแล้วปิดหน้าต่างคอมมานด์พร้อมท์
หลังทำการเพิ่มคำสั่ง Runas เข้าเป็นคำสั่งเมื่อทำการคลิกขวา (Context menu) เสร็จแล้ว ทดสอบการทำงานโดยการคลิกขวาที่โปรแกรมที่ต้องการรันแล้วคลิก Run as different user... จากนั้นในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ ShellRunas ให้ใส่ยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดของยูสเซอร์ที่มีสิทธิ์ระดับ Administrators ที่ต้องการใช้รันโปรแกรม ตัวอย่างเช่น Adminisrator เป็นต้น เสร็จแล้วคลิก OK
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• การรันโปรแกรมภายใต้ยูสเซอร์อื่นบน Windows Vista
ShellRunas ShellRunas.exe Shell Runas Run as
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
การใช้คำสั่งคอนโทรลพาเนลเวอร์ชัน 32 บิต บนระบบ 64 บิต
การใช้คำสั่งคอนโทรลพาเนลเวอร์ชัน 32 บิต บนระบบ 64 บิต
บนระบบปฏิบัติการ Windows XP Professional หรือ Windows Server 2003 เวอร์ชัน 64 บิต นั้น จะมีคำสั่งคอนโทรลพาเนลเวอร์ชัน 32 บิตมาให้ด้วย โดยมีวิธีการใช้งาน ดังนี้
1. คลิก Start คลิก Control Panel
2. ในหน้าต่าง Control Panel ให้ดับเบิลคลิกที่ View x86 Control Panel Icons
หมายเหตุ: คำสั่งคอนโทรลพาเนลเวอร์ชัน 32 บิต บนระบบ 64 บิต นั้น ไม่สามารถเปิดด้วยคำสั่ง Run จาก Start menu ได้
สามารถใช้ได้กับ
• Microsoft Windows Server 2003, Enterprise x64 Edition
• Microsoft Windows Server 2003, Datacenter x64 Edition
• Microsoft Windows Server 2003, Standard x64 Edition
• Microsoft Windows XP Professional x64 Edition
Keywords: 32-bit Control Panel KB888832
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
บนระบบปฏิบัติการ Windows XP Professional หรือ Windows Server 2003 เวอร์ชัน 64 บิต นั้น จะมีคำสั่งคอนโทรลพาเนลเวอร์ชัน 32 บิตมาให้ด้วย โดยมีวิธีการใช้งาน ดังนี้
1. คลิก Start คลิก Control Panel
2. ในหน้าต่าง Control Panel ให้ดับเบิลคลิกที่ View x86 Control Panel Icons
หมายเหตุ: คำสั่งคอนโทรลพาเนลเวอร์ชัน 32 บิต บนระบบ 64 บิต นั้น ไม่สามารถเปิดด้วยคำสั่ง Run จาก Start menu ได้
สามารถใช้ได้กับ
• Microsoft Windows Server 2003, Enterprise x64 Edition
• Microsoft Windows Server 2003, Datacenter x64 Edition
• Microsoft Windows Server 2003, Standard x64 Edition
• Microsoft Windows XP Professional x64 Edition
Keywords: 32-bit Control Panel KB888832
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
How to backup event logs in Windows Server 2003
การแบ็คอัพ Event Logs ใน Windows Server 2003
เอนทรี่นี้จะสาธิตวิธีการแบ็คอัพ Event Logs บน Windows Server 2003 Server
แนะนำ Event Logs
Event Logs คือ ล็อกของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนระบบตามข้อกำหนดในการออดิตระบบ ซึ่งโดยทั่วไปบน Windows Server 2003 Server จะแบ่งประเภทของล็อกเหตุการณ์เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. Application
2. Security
3. System
ขั้นตอนการแบ็คอัพ Event Logs ใน Windows Server 2003
วิธีการแบ็คอัพ Event Logs ใน Windows Server 2003 มีขั้นตอนดังนี้
1. เรียกใช้โปรแกรม Event Viewer โดยคลิก Start คลิก Administrative Tools คลิก Event Viewer จะได้หน้าต่าง Event Viewer
2. ในหน้าต่าง Event Viewer ในส่วนเนวิเกตแพนให้คลิกขวาที่ประเภทของล็อกเหตุการณ์ที่ต้องการแบ็คอัพ เช่น Security แล้วเลือก Save Log File As…
3. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Save "ประเภทของล็อกเหตุการณ์" As ให้เนวิเกตไปยังโฟลเดอร์ที่ใช้เก็บไฟล์แบ็คอัพ Event Logs จากนั้นพิมพ์ชื่อไฟล์แบ็คอัพ Event Logs ในกล่อง File name: เสร็จแล้วคลิก Save รอจนการทำงานแล้วเสร็จ
4. ปิดหน้าต่าง Event Viewer เพื่อจบการแบ็คอัพ Event Logs
Keywords: Backup Back up Event Logs
© 2008 TWA Blog, All Rights Reserved.
เอนทรี่นี้จะสาธิตวิธีการแบ็คอัพ Event Logs บน Windows Server 2003 Server
แนะนำ Event Logs
Event Logs คือ ล็อกของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนระบบตามข้อกำหนดในการออดิตระบบ ซึ่งโดยทั่วไปบน Windows Server 2003 Server จะแบ่งประเภทของล็อกเหตุการณ์เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. Application
2. Security
3. System
ขั้นตอนการแบ็คอัพ Event Logs ใน Windows Server 2003
วิธีการแบ็คอัพ Event Logs ใน Windows Server 2003 มีขั้นตอนดังนี้
1. เรียกใช้โปรแกรม Event Viewer โดยคลิก Start คลิก Administrative Tools คลิก Event Viewer จะได้หน้าต่าง Event Viewer
2. ในหน้าต่าง Event Viewer ในส่วนเนวิเกตแพนให้คลิกขวาที่ประเภทของล็อกเหตุการณ์ที่ต้องการแบ็คอัพ เช่น Security แล้วเลือก Save Log File As…
3. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Save "ประเภทของล็อกเหตุการณ์" As ให้เนวิเกตไปยังโฟลเดอร์ที่ใช้เก็บไฟล์แบ็คอัพ Event Logs จากนั้นพิมพ์ชื่อไฟล์แบ็คอัพ Event Logs ในกล่อง File name: เสร็จแล้วคลิก Save รอจนการทำงานแล้วเสร็จ
4. ปิดหน้าต่าง Event Viewer เพื่อจบการแบ็คอัพ Event Logs
Keywords: Backup Back up Event Logs
© 2008 TWA Blog, All Rights Reserved.
วิธีการดีเลย์การโหลดเซอร์วิส
วิธีการดีเลย์การโหลดเซอร์วิส
ยูสเซอร์ที่ใช้ระบบฏิบัติการ Windows NT/Xp หรือ Serve 2003 นั้น อาจเคยประสบกับปัญหา การรันเซอร์วิสไม่สัมพันธ์กับการโหลดฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์ประกอบ โดยเฉพาะบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ค่อนข้างเก่าที่การทำงานของฮาร์ดแวร์จะค่อนข้างช้า ตัวอย่างเช่น ระบบอาจจะทำการรันเซอร์วิส DHCP ก่อนที่การโหลดไดร์ฟเวอร์ของการ์ดแลนจะเสร็จเรียบร้อย ซึ่งทำให้การรันเซอร์วิส DHCP เกิคความล้มเหลว
วิธีการแก้ไข
สำหรับวิธีการแก้ไขปัญหานี้สามารถทำได้โดยการกำหนดการเงื่อนไขการโหลดเซอร์วิสในรีจีทรีย่อย HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\ ตามขั้นตอนดังนี้
1. เปิดโปรแกรม Registry Editor โดยการคลิก Statr คลิก Run พิมพ์ regedit เสร็จแล้วกด Enter
2. ในหน้าต่างโปรแกรม Registry Editor ให้ไปที่รีจีทรีย่อย HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\
3. คลิกขวาที่ Service name คลิก New คลิก Multi-String Value โดยตั้งชื่อเป็น DependOnService
4. ดับเบิลคลิกที่คีย์ย่อย DependOnService ที่สร้างในขั้นตอนที่ 3 แล้วกำหนดเซอร์วิสต่างๆ ที่ต้องทำการสตาร์ทก่อนที่จะทำการสตาร์ทเซอร์วิส Service name โดยให้ใส่ชื่อของเซอร์วิสทีละบรรทัดแล้วกด Enter เมื่อกำหนดเสร็จแล้วให้คลิก OK
5. ทำการรีสตาร์ทระบบ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล
หมายเหตุ:
ชื่อของเซอร์วิสที่ใส่นั้น จะต้องตรงกับชื่อที่ปรากฏภายใต้รีจีทรีย่อย HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\ ตัวอย่างเช่น เซอร์วิส DHCP จะขึ้นอยู่กับเซอร์วิส Tcpip, Afd และ NetBT เป็นต้น
วิธีการนี้สามารถนำไปใช้ได้กับ
• Microsoft Windows NT Workstation 4.0 Developer Edition
• Microsoft Windows NT Server 4.0 Standard Edition
• Microsoft Windows 2000 Professional Edition
• Microsoft Windows 2000 Server
• Microsoft Windows 2000 Advanced Server
• Microsoft Windows XP Professional
• Microsoft Windows XP Home Edition
• Microsoft Windows Server 2003, Standard Edition (32-bit x86)
• Microsoft Windows Server 2003, Enterprise Edition (32-bit x86)
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• http://support.microsoft.com/kb/193888/en-us
delay loading services
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
ยูสเซอร์ที่ใช้ระบบฏิบัติการ Windows NT/Xp หรือ Serve 2003 นั้น อาจเคยประสบกับปัญหา การรันเซอร์วิสไม่สัมพันธ์กับการโหลดฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์ประกอบ โดยเฉพาะบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ค่อนข้างเก่าที่การทำงานของฮาร์ดแวร์จะค่อนข้างช้า ตัวอย่างเช่น ระบบอาจจะทำการรันเซอร์วิส DHCP ก่อนที่การโหลดไดร์ฟเวอร์ของการ์ดแลนจะเสร็จเรียบร้อย ซึ่งทำให้การรันเซอร์วิส DHCP เกิคความล้มเหลว
วิธีการแก้ไข
สำหรับวิธีการแก้ไขปัญหานี้สามารถทำได้โดยการกำหนดการเงื่อนไขการโหลดเซอร์วิสในรีจีทรีย่อย HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\
1. เปิดโปรแกรม Registry Editor โดยการคลิก Statr คลิก Run พิมพ์ regedit เสร็จแล้วกด Enter
2. ในหน้าต่างโปรแกรม Registry Editor ให้ไปที่รีจีทรีย่อย HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\
3. คลิกขวาที่ Service name คลิก New คลิก Multi-String Value โดยตั้งชื่อเป็น DependOnService
4. ดับเบิลคลิกที่คีย์ย่อย DependOnService ที่สร้างในขั้นตอนที่ 3 แล้วกำหนดเซอร์วิสต่างๆ ที่ต้องทำการสตาร์ทก่อนที่จะทำการสตาร์ทเซอร์วิส Service name โดยให้ใส่ชื่อของเซอร์วิสทีละบรรทัดแล้วกด Enter เมื่อกำหนดเสร็จแล้วให้คลิก OK
5. ทำการรีสตาร์ทระบบ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล
หมายเหตุ:
ชื่อของเซอร์วิสที่ใส่นั้น จะต้องตรงกับชื่อที่ปรากฏภายใต้รีจีทรีย่อย HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Services\ ตัวอย่างเช่น เซอร์วิส DHCP จะขึ้นอยู่กับเซอร์วิส Tcpip, Afd และ NetBT เป็นต้น
วิธีการนี้สามารถนำไปใช้ได้กับ
• Microsoft Windows NT Workstation 4.0 Developer Edition
• Microsoft Windows NT Server 4.0 Standard Edition
• Microsoft Windows 2000 Professional Edition
• Microsoft Windows 2000 Server
• Microsoft Windows 2000 Advanced Server
• Microsoft Windows XP Professional
• Microsoft Windows XP Home Edition
• Microsoft Windows Server 2003, Standard Edition (32-bit x86)
• Microsoft Windows Server 2003, Enterprise Edition (32-bit x86)
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• http://support.microsoft.com/kb/193888/en-us
delay loading services
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
การสร้างเว็บไซต์บน IIS 6.0 โดยใช้สคริปท์ Iisweb.vbs
การสร้างเว็บไซต์บน IIS 6.0 โดยใช้สคริปท์ Iisweb.vbs
การสร้างเว็บไซต์บน Windows Server 2003 นั้น นอกจากทำได้จากเครื่องมือแบบกราฟิกอย่าง IIS Manager แล้ว ยังสามารถทำได้โดยใช้คอมมานด์ไลน์สคริปต์ Iisweb.vbs อีกกด้วย ไฟล์ Iisweb.vbs จะเก็บอยู่ใน systemroot\System32 สามารถใช้สร้างเว็บไซต์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Server2003 ที่ติดตั้ง IIS6.0 ได้ทั้งแบบโลคอลและรีโมท
เมื่อทำการสร้างเว็บไซต์ด้วย Iisweb.vbs นั้น สามารถทำการกำหนดเฉพาะคุณสมบัติพื้นฐานที่จำเป็นในการสร้างไซต์และระบุเนื้อหาของเว็บไซต์ ในกรณีที่ต้องการกำหนดคุณสมบัติขั้นสูงจะต้องใช้เครื่องมือแบบกราฟิกอย่าง IIS Manager
หมายเหตุ:
ในการรันสคริปต์ Iisweb.vbs จะต้องทำการล็อกออนด้วยสมาชิกของกลุ่ม Administrators ของเครื่องโลคอมคอมพิวเตอร์
Syntax:
iisweb /createPathSiteName [/bPort] [/iIPAddress] [/dHostHeader] [/dontstart] [/sComputer [/u [Domain\]
พารามิเตอร์
Path
กำหนดตำแหน่งของไฟล์เนื้อหาของเว็บไซต์ โดยที่ Path นั้นจะต้องอยู่บนเครื่องที่รันคำสั่ง เช่น C:\IIS\WWW ถ้า Path ที่กำหนดยังไม่ได้สร้างขึ้น iisweb.vbs ก็จะทำการสร้างให้โดยอัตโนมัติ
การรันคำสั่งนั้น พารามิเตอร์ Path จะต้องอยู่ติดกับพารามิเตอร์ SiteName มิฉะนั้น iisweb.vbs จะทำการแปลความหมายคำสั่งไม่ถูกต้อง
SiteName
เป็นพารามิเตอร์ที่จำเป็นต้องใส่ เพื่อกำหนดชื่อให้กับเว็บไซต์
/bPort
กำหนดหมายเลขพอร์ต TCP ให้กับเว็บไซต์ ค่าดีฟอลท์คือ 80
/i IPAddress
กำหนดหมายเลขไอพีให้กับเว็บไซต์ ค่าดีฟอลท์คือ All Unassigned ซึ่งเป็นการกำหนดค่าหมายเลขไอพีทั้งหมดบนคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ระบุให้ไซต์ใดไซต์หนึ่งให้กับไซต์ โดยมีไซต์บน IIS เพียงหนึ่งไซต์เท่านั้นทีสามารถกำหนดเป็น All Unassigned
/dHostHeader
กำหนดชื่อ host header ให้กับเว็บไซต์ เช่น www.xwz.com โดยดีฟอลท์นั้นไซต์จะไม่มีชื่อ host header และจะอ้างถึงโดยใช้หมายเลขไอพีหรือหมายเลขพอร์ต หลังจากทำการกหนดชื่อ host header ให้กับไซต์เสร็จแล้ว จะต้องทำการคอนฟิก DNS เซิร์ฟเวอร์ให้สัมพันธ์กับชื่อ host header
/dontstart
โดยดีฟอลท์นั้น หลังจากทำการสร้างเว็บไซต์เสร็จเว็บไซต์ก็จะสตาร์ทโดยอัตโนมัติ แต่หากกำหนดพารามิเตอร์ /dontstart จะเป็นการกำหนดให้เว็บไซต์ไม่ต้องสตาร์ทโดยอัตโนมัติหลังจากทำการสร้างเว็บไซต์เสร็จ
/sComputer
โดยดีฟอลท์การรันสคริปต์จะทำงานบนเครื่องโลคอล แต่ถ้ากำหนดพารามิเตอร์ /sComputer จะเป็นการรันสคริปต์บนรีโมทคอมพิวเตอร์ โดยให้พิมพ์ชื่อคอมพิวเตอร์หรือหมายเลขไอพีโดยไม่ต้องใส่เครื่องหมาย \
/u[Domain\]User
โดยดีฟอลท์การรันสคริปต์จะทำงานภายใต้แอคเคาท์ที่รันสคริปท์ แต่การกำหนดพารามิเตอร์ /u[Domain\]User จะเป็นการกำหนดยูสเซอร์ที่จะใช้ในการรันสคริปต์ โดยแอคเคาท์ที่ใช้รันสคริปท์นั้นจะต้องเป็นสมาชิกกลุ่ม Administrator บนเครื่องรีโมทคอมพิวเตอร์
/pPassword
กำหนดรหัสผ่านของแอคเคาท์ที่กำหนดในพารามิเตอร์ /u
หมายเหตุ:
Iisweb.vbs จะไม่ทำการตรวจสอบหมายเลขไอพี หมายเลขพอร์ต หรือชื่อ host header ของเว็บไซต์ และไม่ทำการตรวจสอบว่ามีการกำหนดซ้ำกับค่าที่มีอยู่แล้วหรือไม่ นั้นคือค่าทำการสร้างไซต์โดยใส่ค่าพารามิเตอร์ไม่ถูกต้องหรือดซ้ำกับค่าที่มีอยู่แล้ว ไซต์จะไม่สามารถสตาร์ทได้
ตัวอย่างการสร้างเว็บไซต์โดยใช้สคริปท์ Iisweb.vbs
• ตัวอย่างที่ 1:
เป็นการสร้างเว็บไซต์หนึ่งเว็บไซต์บนเครื่องโลคอลคอมพิวเตอร์ กำหนดชื่อเว็บไซต์เป็น "IT Support" และเก็บเนื้อหาไว้ที่ไดเรกตอรี C:\IIS\WWW รันคำสั่งโดยใช้พารามิเตอร์ /d ในการกำหนดชื่อ host header ให้เว็บไซต์ และกำหนดให้เว็บไซต์ไม่ต้องสตาร์ทโดยอัตโนมัติหลังจากทำการสร้างเว็บไซต์เสร็จโดยใช้พารามิเตอร์ /dontstart คำสั่งที่ใช้ในการสร้างเว็บไซต์จะเป็นดังนี้
iisweb /create C:\InetPub\wwwroot\IT "IT Support" /d www.itsupport.com /dontstart
ผลที่ได้เป็นดังนี้
Connecting to server ...Done.
Server = IIS-W2K3
Site Name = IT Support
Metabase Path = W3SVC/1211348328
IP = ALL UNASSIGNED
Host = www.itsupport.com
Port = 80
Root = C:\InetPub\wwwroot\IT
Status = STOPPED
• ตัวอย่างที่ 2:
เป็นการสร้างเว็บไซต์ชื่อ Helpdesk บนเครื่องรีโมทคอมพิวเตอร์ชื่อ SVR01 โดยที่ไฟล์เนื้อหาของเว็บไซต์เก็บอยู่ที่ไดเรกตอรี D:\InetPub\wwwroot\ITSupport\Helpdesk บนเครื่องคอมพิวเตอร์ SVR01 รันคำสั่งโดยใช้พารามิเตอร์ /i เพื่อกำหนดหมายเลขไอพีให้กับไซต์ ใช้พารามิเตอร์ /s เพื่อกำหนดขื่อเครื่องรีโมทคอมพิวเตอร์ และใช้พารามิเตอร์ /u เพื่อกำหนดยูสเซอร์ที่เป็นสมาชิกกลุ่ม Administrator ที่จะใช้ในการรันสคริปต์ และพารามิเตอร์ /p เพื่อกำหนดรหัสผ่านของแอคเคาท์ที่กำหนดในพารามิเตอร์ /u คำสั่งที่ใช้ในการสร้างเว็บไซต์จะเป็นดังนี้
iisweb /create D:\InetPub\wwwroot\ITSupport\Helpdesk "Helpdesk" /i 172.30.163.244 /s SVR01 /u Svradmin /p a1z9x0!ty
ผลที่ได้เป็นดังนี้
Server = SVR01
Site Name = Helpdesk
Metabase Path = W3SVC/1907510956
IP = 172.30.163.244
Host = NOT SPECIFIED
Port = 80
D:\InetPub\wwwroot\ITSupport\Helpdesk
Status = STARTED

Keywords: Web Site Iisweb.vbs IIS 6.0 Internet Information Services Web Server
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
การสร้างเว็บไซต์บน Windows Server 2003 นั้น นอกจากทำได้จากเครื่องมือแบบกราฟิกอย่าง IIS Manager แล้ว ยังสามารถทำได้โดยใช้คอมมานด์ไลน์สคริปต์ Iisweb.vbs อีกกด้วย ไฟล์ Iisweb.vbs จะเก็บอยู่ใน systemroot\System32 สามารถใช้สร้างเว็บไซต์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Server2003 ที่ติดตั้ง IIS6.0 ได้ทั้งแบบโลคอลและรีโมท
เมื่อทำการสร้างเว็บไซต์ด้วย Iisweb.vbs นั้น สามารถทำการกำหนดเฉพาะคุณสมบัติพื้นฐานที่จำเป็นในการสร้างไซต์และระบุเนื้อหาของเว็บไซต์ ในกรณีที่ต้องการกำหนดคุณสมบัติขั้นสูงจะต้องใช้เครื่องมือแบบกราฟิกอย่าง IIS Manager
หมายเหตุ:
ในการรันสคริปต์ Iisweb.vbs จะต้องทำการล็อกออนด้วยสมาชิกของกลุ่ม Administrators ของเครื่องโลคอมคอมพิวเตอร์
Syntax:
iisweb /createPathSiteName [/bPort] [/iIPAddress] [/dHostHeader] [/dontstart] [/sComputer [/u [Domain\]
พารามิเตอร์
Path
กำหนดตำแหน่งของไฟล์เนื้อหาของเว็บไซต์ โดยที่ Path นั้นจะต้องอยู่บนเครื่องที่รันคำสั่ง เช่น C:\IIS\WWW ถ้า Path ที่กำหนดยังไม่ได้สร้างขึ้น iisweb.vbs ก็จะทำการสร้างให้โดยอัตโนมัติ
การรันคำสั่งนั้น พารามิเตอร์ Path จะต้องอยู่ติดกับพารามิเตอร์ SiteName มิฉะนั้น iisweb.vbs จะทำการแปลความหมายคำสั่งไม่ถูกต้อง
SiteName
เป็นพารามิเตอร์ที่จำเป็นต้องใส่ เพื่อกำหนดชื่อให้กับเว็บไซต์
/bPort
กำหนดหมายเลขพอร์ต TCP ให้กับเว็บไซต์ ค่าดีฟอลท์คือ 80
/i IPAddress
กำหนดหมายเลขไอพีให้กับเว็บไซต์ ค่าดีฟอลท์คือ All Unassigned ซึ่งเป็นการกำหนดค่าหมายเลขไอพีทั้งหมดบนคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ระบุให้ไซต์ใดไซต์หนึ่งให้กับไซต์ โดยมีไซต์บน IIS เพียงหนึ่งไซต์เท่านั้นทีสามารถกำหนดเป็น All Unassigned
/dHostHeader
กำหนดชื่อ host header ให้กับเว็บไซต์ เช่น www.xwz.com โดยดีฟอลท์นั้นไซต์จะไม่มีชื่อ host header และจะอ้างถึงโดยใช้หมายเลขไอพีหรือหมายเลขพอร์ต หลังจากทำการกหนดชื่อ host header ให้กับไซต์เสร็จแล้ว จะต้องทำการคอนฟิก DNS เซิร์ฟเวอร์ให้สัมพันธ์กับชื่อ host header
/dontstart
โดยดีฟอลท์นั้น หลังจากทำการสร้างเว็บไซต์เสร็จเว็บไซต์ก็จะสตาร์ทโดยอัตโนมัติ แต่หากกำหนดพารามิเตอร์ /dontstart จะเป็นการกำหนดให้เว็บไซต์ไม่ต้องสตาร์ทโดยอัตโนมัติหลังจากทำการสร้างเว็บไซต์เสร็จ
/sComputer
โดยดีฟอลท์การรันสคริปต์จะทำงานบนเครื่องโลคอล แต่ถ้ากำหนดพารามิเตอร์ /sComputer จะเป็นการรันสคริปต์บนรีโมทคอมพิวเตอร์ โดยให้พิมพ์ชื่อคอมพิวเตอร์หรือหมายเลขไอพีโดยไม่ต้องใส่เครื่องหมาย \
/u[Domain\]User
โดยดีฟอลท์การรันสคริปต์จะทำงานภายใต้แอคเคาท์ที่รันสคริปท์ แต่การกำหนดพารามิเตอร์ /u[Domain\]User จะเป็นการกำหนดยูสเซอร์ที่จะใช้ในการรันสคริปต์ โดยแอคเคาท์ที่ใช้รันสคริปท์นั้นจะต้องเป็นสมาชิกกลุ่ม Administrator บนเครื่องรีโมทคอมพิวเตอร์
/pPassword
กำหนดรหัสผ่านของแอคเคาท์ที่กำหนดในพารามิเตอร์ /u
หมายเหตุ:
Iisweb.vbs จะไม่ทำการตรวจสอบหมายเลขไอพี หมายเลขพอร์ต หรือชื่อ host header ของเว็บไซต์ และไม่ทำการตรวจสอบว่ามีการกำหนดซ้ำกับค่าที่มีอยู่แล้วหรือไม่ นั้นคือค่าทำการสร้างไซต์โดยใส่ค่าพารามิเตอร์ไม่ถูกต้องหรือดซ้ำกับค่าที่มีอยู่แล้ว ไซต์จะไม่สามารถสตาร์ทได้
ตัวอย่างการสร้างเว็บไซต์โดยใช้สคริปท์ Iisweb.vbs
• ตัวอย่างที่ 1:
เป็นการสร้างเว็บไซต์หนึ่งเว็บไซต์บนเครื่องโลคอลคอมพิวเตอร์ กำหนดชื่อเว็บไซต์เป็น "IT Support" และเก็บเนื้อหาไว้ที่ไดเรกตอรี C:\IIS\WWW รันคำสั่งโดยใช้พารามิเตอร์ /d ในการกำหนดชื่อ host header ให้เว็บไซต์ และกำหนดให้เว็บไซต์ไม่ต้องสตาร์ทโดยอัตโนมัติหลังจากทำการสร้างเว็บไซต์เสร็จโดยใช้พารามิเตอร์ /dontstart คำสั่งที่ใช้ในการสร้างเว็บไซต์จะเป็นดังนี้
iisweb /create C:\InetPub\wwwroot\IT "IT Support" /d www.itsupport.com /dontstart
ผลที่ได้เป็นดังนี้
Connecting to server ...Done.
Server = IIS-W2K3
Site Name = IT Support
Metabase Path = W3SVC/1211348328
IP = ALL UNASSIGNED
Host = www.itsupport.com
Port = 80
Root = C:\InetPub\wwwroot\IT
Status = STOPPED
• ตัวอย่างที่ 2:
เป็นการสร้างเว็บไซต์ชื่อ Helpdesk บนเครื่องรีโมทคอมพิวเตอร์ชื่อ SVR01 โดยที่ไฟล์เนื้อหาของเว็บไซต์เก็บอยู่ที่ไดเรกตอรี D:\InetPub\wwwroot\ITSupport\Helpdesk บนเครื่องคอมพิวเตอร์ SVR01 รันคำสั่งโดยใช้พารามิเตอร์ /i เพื่อกำหนดหมายเลขไอพีให้กับไซต์ ใช้พารามิเตอร์ /s เพื่อกำหนดขื่อเครื่องรีโมทคอมพิวเตอร์ และใช้พารามิเตอร์ /u เพื่อกำหนดยูสเซอร์ที่เป็นสมาชิกกลุ่ม Administrator ที่จะใช้ในการรันสคริปต์ และพารามิเตอร์ /p เพื่อกำหนดรหัสผ่านของแอคเคาท์ที่กำหนดในพารามิเตอร์ /u คำสั่งที่ใช้ในการสร้างเว็บไซต์จะเป็นดังนี้
iisweb /create D:\InetPub\wwwroot\ITSupport\Helpdesk "Helpdesk" /i 172.30.163.244 /s SVR01 /u Svradmin /p a1z9x0!ty
ผลที่ได้เป็นดังนี้
Server = SVR01
Site Name = Helpdesk
Metabase Path = W3SVC/1907510956
IP = 172.30.163.244
Host = NOT SPECIFIED
Port = 80
D:\InetPub\wwwroot\ITSupport\Helpdesk
Status = STARTED

Keywords: Web Site Iisweb.vbs IIS 6.0 Internet Information Services Web Server
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
Password Export Server 3.1
Password Export Server 3.1
บทความโดย: Windows Administrator Blog
Password Export Server 3.1 (PES v3.1) เป็นส่วนหนึ่งของชุดเครื่องมือ Active Directory Migration Tool (ADMT) v3.1 ซึ่งผู้ดูแลระบบสามารถใช้ PES v3.1 ในการไมเกรตรหัสผ่านของยูสเซอร์ เมื่อทำการไมเกรตแอคเคาท์ระหว่าง Active Directory Domain Service (AD DS) ที่แตกต่างกันโดยใช้เครื่องมือ ADMT v3.1 ได้
Password Export Server 3.1 (PES v3.1) นั้นมี 2 เวอร์ชัน คือเวอร์ชัน 32บิต และเวอร์ชัน 64 บิต โดยสามารถทำการดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ตามรายละเอียดด้านล่าง
Password Export Server version 3.1 (x86)
ชื่อไฟล์: pwdmig.msi
เวอร์ชัน: 3.1
วันที่ออก: 7/9/2008
ขนาดของไฟล์: 1 MB
เวลาดาวน์โหลดโดยประมาณ: 3 นาที (Dial-up 56K)
ภาษา: Chinese(Simplified), Chinese (Traditional, Taiwan), English, French, German, Japanese Portuguese (Brazil) และ Spanish
เว็บไซต์สำหรับดาวน์โหลด: Download Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 x86)
Password Export Server version 3.1 (x64)
ชื่อไฟล์: pwdmig.msi
เวอร์ชัน: 3.1
วันที่ออก: 7/9/2008
ขนาดของไฟล์: 0.924 MB
เวลาดาวน์โหลดโดยประมาณ: 3 นาที (Dial-up 56K)
ภาษา: Chinese(Simplified), Chinese (Traditional, Taiwan), English, French, German, Japanese Portuguese (Brazil) และ Spanish
เว็บไซต์สำหรับดาวน์โหลด: Download Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 x86)
ความต้องการระบบ
Password Export Server version 3.1 (x86) รองรับระบบปฏิบัติการ Windows Server 2003 R2 (32-Bit x86), Windows Server 2003 Service Pack 2, Windows Server 2008
Password Export Server version 3.1 (x64) รองรับระบบปฏิบัติการ Windows Server 2003 x64 editions; Windows Server 2008
ไมโครซอฟท์แนะนำให้ติดตั้ง PES v3.1 บนเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ระบบปฏิบัติการที่ติดตั้ง Service Pack ล่าสุด
PES v3.1 จะต้องติดตั้งบน Domain Controller ในโดเมนต้นทางที่รองรับการเข้ารหัสข้อมูลแบบ 128-bit และต้องเป็นระบบปฏิบัติการที่โปรแกรมรองรับ
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• Password Export Server version 3.1 (x86)
• Password Export Server version 3.1 (x64)
© 2008 Windows Administrator, All Rights Reserved.
บทความโดย: Windows Administrator Blog
Password Export Server 3.1 (PES v3.1) เป็นส่วนหนึ่งของชุดเครื่องมือ Active Directory Migration Tool (ADMT) v3.1 ซึ่งผู้ดูแลระบบสามารถใช้ PES v3.1 ในการไมเกรตรหัสผ่านของยูสเซอร์ เมื่อทำการไมเกรตแอคเคาท์ระหว่าง Active Directory Domain Service (AD DS) ที่แตกต่างกันโดยใช้เครื่องมือ ADMT v3.1 ได้
Password Export Server 3.1 (PES v3.1) นั้นมี 2 เวอร์ชัน คือเวอร์ชัน 32บิต และเวอร์ชัน 64 บิต โดยสามารถทำการดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ตามรายละเอียดด้านล่าง
Password Export Server version 3.1 (x86)
ชื่อไฟล์: pwdmig.msi
เวอร์ชัน: 3.1
วันที่ออก: 7/9/2008
ขนาดของไฟล์: 1 MB
เวลาดาวน์โหลดโดยประมาณ: 3 นาที (Dial-up 56K)
ภาษา: Chinese(Simplified), Chinese (Traditional, Taiwan), English, French, German, Japanese Portuguese (Brazil) และ Spanish
เว็บไซต์สำหรับดาวน์โหลด: Download Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 x86)
Password Export Server version 3.1 (x64)
ชื่อไฟล์: pwdmig.msi
เวอร์ชัน: 3.1
วันที่ออก: 7/9/2008
ขนาดของไฟล์: 0.924 MB
เวลาดาวน์โหลดโดยประมาณ: 3 นาที (Dial-up 56K)
ภาษา: Chinese(Simplified), Chinese (Traditional, Taiwan), English, French, German, Japanese Portuguese (Brazil) และ Spanish
เว็บไซต์สำหรับดาวน์โหลด: Download Microsoft File Server Migration Toolkit 1.1 x86)
ความต้องการระบบ
Password Export Server version 3.1 (x86) รองรับระบบปฏิบัติการ Windows Server 2003 R2 (32-Bit x86), Windows Server 2003 Service Pack 2, Windows Server 2008
Password Export Server version 3.1 (x64) รองรับระบบปฏิบัติการ Windows Server 2003 x64 editions; Windows Server 2008
ไมโครซอฟท์แนะนำให้ติดตั้ง PES v3.1 บนเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ระบบปฏิบัติการที่ติดตั้ง Service Pack ล่าสุด
PES v3.1 จะต้องติดตั้งบน Domain Controller ในโดเมนต้นทางที่รองรับการเข้ารหัสข้อมูลแบบ 128-bit และต้องเป็นระบบปฏิบัติการที่โปรแกรมรองรับ
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• Password Export Server version 3.1 (x86)
• Password Export Server version 3.1 (x64)
© 2008 Windows Administrator, All Rights Reserved.
การใช้งานหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์ตัวเดียว
การใช้งานหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์ตัวเดียว
เว็บไซต์นั้นเป็นช่องทางที่องค์กรใช้ในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าหรือดลกภายนอก รวมถึงการติดตั้งภายในองค์กร ซึ่งในการใช้งานจริงๆ นั้น ส่วนใหญ่ในแต่ละองค์กร จะมีการให้บริการหลายๆ เว็บไซต์ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ในองค์กรหนึ่งอาจจะะมีเว็บไซต์ mis.org_name.com เว็บไซต์ support.org_name.com เป็นต้น นั้นคือหากติดตั้งใช้งานแต่ละเว็บไซต์บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่องนั้นจะสิ้นเปลืองงบประมาณและค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก เช่น งบประมาณสำหรับจัดหาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์ ค่ากำลังงานไฟฟ้า และอีก ฯลฯ ทางออกสำหรับการแก้ปัญหานี้คือการใช้งานหลายเว็บไซต์เว็บเซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว แทนที่จะใช้งานหนึ่งเว็บเซิร์ฟเวอร์ต่อหนึ่งเว็บไซต์
การติดตั้งหลายเว็บไซต์เว็บเซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว แทนที่จะใช้งานหนึ่งเซิร์ฟเวอร์ต่อหนึ่งเว็บไซต์ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดงบประมาณในการจัดหาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์แล้ว ยังช่วยลดโลกร้อนซึ่งเป็นประเด็นที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ในช่วงนี้ ได้อีกด้วยเนื่องจากจำนวนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ลดลงจะทำให้การใช้กำลังงานไฟฟ้าน้อยลงและการใช้ระบบปรับอากาศก็ลดลงนั้นเอง
สำหรับท่านที่ใช้ Windows Server 2003 ซึ่งมีบริการ Internet Information Services (IIS) ซึ่งเป็นบริการเว็บเซิร์ฟเวอร์บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ นั้นก็สามารถรองรับการใช้งานในลักษณะหลายเว็บไซต์เว็บเซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียวได้เช่นกัน สำหรับวิธีการใช้งานหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
การติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์บน Windows Server 2003 (http://thaiwinadmin.blogspot.com/2008/06/kb2008253.html)
Internet Information Server (IIS) คือโปรแกรมที่ทำหน้าเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web server) ในระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ซึ่งในวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 นั้น เวอร์ชันของ IIS จะเป็นเวอร์ชัน 6.0 (IIS 6.0) ซึ่งทางไมโครซอฟต์ได้ทำการออกแบบโปรแกรมใหม่ทั้งหมด โดยเน้นในเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ เนื่องจากในเวอร์ชันก่อนหน้านั้นคือ IIS 5.0 ในวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2000 จะมีช่องโหว่ความปลอดภัยค่อนข้างมาก และที่สำคัญคือการมันจะถูกติดตั้งโดยดีฟอลท์พร้อมกับระบบปฏิบัติการ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยและเป็นช่องทางการระบาดของไวรัสต่างๆ เช่น Code Red และ Nimda
ดังนั้น บนวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 IIS6.0 จะไม่ทำการติดตั้งโดยดีฟอลท์พร้อมกับระบบปฏิบัติการแต่ผู้ใช้ต้องทำการติด ตั้งเองเมื่อต้องการใช้งาน และนอกจากนี้ IIS 6.0 ยังได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น ทำให้สามารถรองรับการใช้งานต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น
• ขั้นตอนการติดตั้ง IIS 6.0
ขั้นตอนการติดตั้ง IIS 6.0 บนวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 ก่อนอื่นให้ทำการล็อกออนเข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ด้วยูสเซอร์ที่เป็นแอดมินและ ใส่แผ่นติดตั้งวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 ในไดร์ฟซีดีรอม จากนั้นให้ดำเนินการติดตั้ง IIS ตามวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ดังนี้
วิธีที่ 1: ติดตั้งผ่านทาง Add or Remove Programs
1. คลิก Start จากนั้นให้เลือก Control Panel > Add or Remove Programs
2. คลิก Add/Remove Windows Components เพื่อสตาร์ท Windows Components Wizard
3. เลือก Application Server แล้วคลิก Details
4. คลิกที่ Internet Information Services (IIS) แล้วคลิก Details
5. คลิกให้หน้า Internet Information Services Manager เป็นเครื่องหมายถูกเพื่อติดตั้ง IIS 6.0 หรือหากต้องการเลือกเฉพาะบางรายการให้คลิก Details
6. หากต้องการปรับแต่งองค์ประกอบย่อยและบริการต่างๆ ให้คลิกเลือกที่ World Wide Web Service จากนั้นคลิก Details แล้วเลือกองค์ประกอบที่ต้องการ
วิธีที่ 2: ติดตั้งผ่านทาง Manage Your Server
1. คลิก Start จากคลิก Manage Your Server
2. ในหน้าต่าง Manage Your Server ให้คลิกที่ Add or remove a role จะได้หน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Preliminary Steps
3. ในหน้าต่าง Preliminary Steps ให้คลิก Next
4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Configuration Options ให้คลิกเลือก Custom Configuration เสร็จแล้วคลิก Next
5. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Server Role ให้คลิกเลือก Application Server (IIS, ASP.Net) เสร็จแล้วคลิก Next
6. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Summary of Selections ให้คลิก Next
7. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Application Server Installation Wizard ให้คลิก Next
8. รอจนการติดตั้งแล้วเสร็จ วินโดวส์จะแสดงหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Configure Your Server Wizard ขึ้นมาแจ้งว่า ขณะนี้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ทำหน้าที่เป็น Application Server ให้คลิก Finish เพื่อจบการทำงาน
• การติดตั้งหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว
เนื่องจากการอ้างอิงถึงแต่ละเว็บไซต์นั้นจะใช้ ID ตัวใดตัวหนึ่งจาก 1 ใน 3 ตัว คือ ชื่อโฮสต์เฮดเดอร์ หมายเลขไอพี หรือหมายเลขพอร์ตทีซีพี ดังนั้นการใช้งานหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว นั้นจะต้องทำการคอนฟิก ID ย่างน้อย 1 ใน 3 ตัว ของแต่ละเว็บไซต์ไม่ให้ซ้ำกัน ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่ายูสเซอร์เข้าเว็บไซต์ได้ถูกต้อง
วิธีการที่ทางไมโครซอฟท์แนะนำ สำหรับติดตั้งหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียวนั้น ให้ใช้การกำหนดชื่อโฮสต์เฮดเดอร์ให้กับแต่ละเว็บไซต์แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามการกำหนดหมายเลขไอพีให้กับแต่ละเว็บไซต์แตกต่างกัน หรือหมายเลขพอร์ตทีซีพีให้กับแต่ละเว็บไซต์แตกต่างกัน ให้ผลเช่นเดียวกัน
วิธีที่ 1: การติดตั้งหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียวใช้ชื่อโฮสต์เฮดเดอร์
เว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์นั้นจะมี descriptive name และสามารถรองรับชื่อโฮสต์เฮดเดอร์ได้มากกว่า 1 ชื่อ ทำให้องค์กรสามารถใช้งานได้หลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว โดยวิธีการนี้มีข้อดีคือไม่ต้องเสียหมายเลขไอพีให้กับเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์
หมายเหตุ: การที่จะดำเนินการตามขั้นตอนด้านล่างนี้ได้จะต้องล็อกออนเข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ด้วยแอคเคาท์ที่เป็นสมาชิกกลุ่ม Asministrator
1. เปิด Internet Information Services Manager โดยคลิกสตาร์ทจากนั้นให้เลือก All Programs>Administrator Tools
2. ภายใต้สแนปอินของ IIS ให้คลิกที่ไอคอนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นคลิกเมาส์ขวาที่โฟลเดอร์เว็บไซต์ เลือก New แล้วเลือก Web Site
3. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Web Site Creation Wizard ให้ใส่คำอธิบายเว็บไซต์ เช่น MIS Web Site แล้วคลิกปุ่ม Next
4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ IP Address and Port Settings ให้ใส่ค่าต่างๆ ดังนี้
4.1 ในกล่องข้างล่าง Enter the IP address to use for this Web site: ใส่ All unassigned
4.2 ในกล่องข้างล่าง TCP port this Web site should use (Default:80): ใส่ 80
4.3 ในกล่องข้างล่าง Host header for this Web site (Default: None): ให้ใส่ชื่อเต็มของเว็บไซต์ เช่น mis.mycompany.com เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next
5. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Home Directory จะเป็นการกำหนดไดเรกตอรีสำหรับเก็บไฟล์ของเว็บไซต์ให้คลิกปุ่ม Browse แล้วเลือกไดเรกตอรีที่เก็บไฟล์ของเว็บไซต์แล้วคลิกปุ่ม Next
6. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Web Site Access Permission คลิกให้หน้า Read และ Run script (such as ASP) เป็นเครื่องหมายถูก แล้วคลิกปุ่ม Next
- Read อนุญาตให้ผู้ใช้อ่านเว็บเพจ เช่น ไฟล์ HTML ได้
- Run Script อนุญาตให้ผู้ใช้รันสคริปต์ เช่นไฟล์ ASP
- Execute อนุญาตให้ผู้ใช้รันโปรแกรม เช่น แอปพลิเคชันที่ทำงานบน ISAPI หรือ CGI
- Write อนุญาตให้ผู้ใช้อัปโหลดไฟล์ขึ้นไปยังเว็บไซต์
- Browse อนุญาตให้ผู้ใช้วิวดูรายชื่อไฟล์ได้ ถ้าชื่อของไดเรกตอรีที่ผู้ใช้ใส่นั้นมีอยู่จริงและไดเรกตอรีนั้นไม่มีไฟล์ ที่ถูกกำหนดให้เป็นดีฟอลท์ไฟล์
7. คลิกปุ่ม Next และ Finish ตามลำดับ
8. สร้างไฟล์ html แล้วบันทึกเก็บไว้ในไดเรกตอรีที่กำหนดนั้นตอนที่ 5.
9. เปิด Internet Explorer แล้วไปที่ http://localhost/filename.htm
วิธีที่ 2: การติดตั้งหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียวใช้ชื่อหมายเลขไอพี
โดยดีฟอลท์นั้น IIS จะกำหนดให้เว็บไซต์คอยฟังการร้องขอบริการบนหมายเลขไอพีทั้งหมดที่มีอยู่ แต่สามารถทำการคอนฟิกให้เว็บไซต์คอยฟังการร้องขอบริการบนหมายเลขไอพีที่กำหนดได้ ซึ่งจะทำให้องค์กรสามารถใช้งานได้หลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว แต่วิธีการนี้มีข้อเสียคือต้องเสียหมายเลขไอพีให้กับเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์
หมายเหตุ: การที่จะดำเนินการตามขั้นตอนด้านล่างนี้ได้จะต้องล็อกออนเข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ด้วยแอคเคาท์ที่เป็นสมาชิกกลุ่ม Asministrator
1. เปิด Internet Information Services Manager โดยคลิกสตาร์ทจากนั้นให้เลือก All Programs>Administrator Tools
2. ภายใต้สแนปอินของ IIS ให้คลิกที่ไอคอนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นคลิกเมาส์ขวาที่โฟลเดอร์เว็บไซต์ เลือก New แล้วเลือก Web Site
3. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Web Site Creation Wizard ให้ใส่คำอธิบายเว็บไซต์ เช่น IT Web Site แล้วคลิกปุ่ม Next
4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ IP Address and Port Settings ให้ใส่ค่าต่างๆ ดังนี้
4.1 ในกล่องข้างล่าง Enter the IP address to use for this Web site: ให้ใส่หมายเลขไอพีที่สงวนไว้กำหนดให้กับเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น 192.168.10.19 เป็นต้น
4.2 ในกล่องข้างล่าง TCP port this Web site should use (Default:80): ใส่ 80
4.3 ในกล่องข้างล่าง Host header for this Web site (Default: None): ให้ใช้ค่าดีฟอลท์ หรือใส่ชื่อเต็มของเว็บไซต์ เช่น it.mycompany.com เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next
5. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Home Directory จะเป็นการกำหนดไดเรกตอรีสำหรับเก็บไฟล์ของเว็บไซต์ให้คลิกปุ่ม Browse แล้วเลือกไดเรกตอรีที่เก็บไฟล์ของเว็บไซต์แล้วคลิกปุ่ม Next
6. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Web Site Access Permission คลิกให้หน้า Read และ Run script (such as ASP) เป็นเครื่องหมายถูก แล้วคลิกปุ่ม Next
- Read อนุญาตให้ผู้ใช้อ่านเว็บเพจ เช่น ไฟล์ HTML ได้
- Run Script อนุญาตให้ผู้ใช้รันสคริปต์ เช่นไฟล์ ASP
- Execute อนุญาตให้ผู้ใช้รันโปรแกรม เช่น แอปพลิเคชันที่ทำงานบน ISAPI หรือ CGI
- Write อนุญาตให้ผู้ใช้อัปโหลดไฟล์ขึ้นไปยังเว็บไซต์
- Browse อนุญาตให้ผู้ใช้วิวดูรายชื่อไฟล์ได้ ถ้าชื่อของไดเรกตอรีที่ผู้ใช้ใส่นั้นมีอยู่จริงและไดเรกตอรีนั้นไม่มีไฟล์ ที่ถูกกำหนดให้เป็นดีฟอลท์ไฟล์
7. คลิกปุ่ม Next และ Finish ตามลำดับ
8. สร้างไฟล์ html แล้วบันทึกเก็บไว้ในไดเรกตอรีที่กำหนดนั้นตอนที่ 5.
9. เปิด Internet Explorer แล้วไปที่ http://localhost/filename.htm
วิธีที่ 3: การติดตั้งหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียวใช้ชื่อหมายเลขพอร์ต
โดยดีฟอลท์นั้น IIS จะกำหนดให้เว็บไซต์คอยฟังการร้องขอบริการบนพอร์ตหมายเลข 80 แต่สามารถทำการคอนฟิกให้เว็บไซต์คอยฟังการร้องขอบริการบนพอร์ตหมายเลขอื่นๆ ได้ ซึ่งจะทำให้องค์กรสามารถใช้งานได้หลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว แต่วิธีการนี้มีข้อเสียคือยูสเซอร์จะต้องทราบหมายเลขพอร์ตของเว็บไซต์ นอกจากนี้จะต้องคอกฟิกไฟร์วอลล์ขาเข้าให้อนุญาตทราฟฟิกบนพอร์ตที่คอนฟิกด้วย จึงทำให้ไม่เหมาะสมในการใช้งานแบบบริการทั่วไป อย่างไรก็ตามวิธีการนี้เหมาะสำหรับการใช้งานในลักษณะการทดสอบและการพัฒนาเว็บไซต์ภายในองค์กร
หมายเหตุ: การที่จะดำเนินการตามขั้นตอนด้านล่างนี้ได้จะต้องล็อกออนเข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ด้วยแอคเคาท์ที่เป็นสมาชิกกลุ่ม Asministrator
1. เปิด Internet Information Services Manager โดยคลิกสตาร์ทจากนั้นให้เลือก All Programs>Administrator Tools
2. ภายใต้สแนปอินของ IIS ให้คลิกที่ไอคอนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นคลิกเมาส์ขวาที่โฟลเดอร์เว็บไซต์ เลือก New แล้วเลือก Web Site
3. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Web Site Creation Wizard ให้ใส่คำอธิบายเว็บไซต์ เช่น Support Web Site แล้วคลิกปุ่ม Next
4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ IP Address and Port Settings ให้ใส่ค่าต่างๆ ดังนี้
4.1 ในกล่องข้างล่าง Enter the IP address to use for this Web site: ใส่ All unassigned
4.2 ในกล่องข้างล่าง TCP port this Web site should use (Default:80): ให้ใส่หมายเลขพอร์ตที่สงวนไว้กำหนดให้กับเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น 82 เป็นต้น
4.3 ในกล่องข้างล่าง Host header for this Web site (Default: None): ให้ใช้ค่าดีฟอลท์หรือให้ใส่ชื่อเต็มของเว็บไซต์ เช่น mis.mycompany.com เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next
5. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Home Directory จะเป็นการกำหนดไดเรกตอรีสำหรับเก็บไฟล์ของเว็บไซต์ให้คลิกปุ่ม Browse แล้วเลือกไดเรกตอรีที่เก็บไฟล์ของเว็บไซต์แล้วคลิกปุ่ม Next
6. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Web Site Access Permission คลิกให้หน้า Read และ Run script (such as ASP) เป็นเครื่องหมายถูก แล้วคลิกปุ่ม Next
- Read อนุญาตให้ผู้ใช้อ่านเว็บเพจ เช่น ไฟล์ HTML ได้
- Run Script อนุญาตให้ผู้ใช้รันสคริปต์ เช่นไฟล์ ASP
- Execute อนุญาตให้ผู้ใช้รันโปรแกรม เช่น แอปพลิเคชันที่ทำงานบน ISAPI หรือ CGI
- Write อนุญาตให้ผู้ใช้อัปโหลดไฟล์ขึ้นไปยังเว็บไซต์
- Browse อนุญาตให้ผู้ใช้วิวดูรายชื่อไฟล์ได้ ถ้าชื่อของไดเรกตอรีที่ผู้ใช้ใส่นั้นมีอยู่จริงและไดเรกตอรีนั้นไม่มีไฟล์ ที่ถูกกำหนดให้เป็นดีฟอลท์ไฟล์
7. คลิกปุ่ม Next และ Finish ตามลำดับ
8. สร้างไฟล์ html แล้วบันทึกเก็บไว้ในไดเรกตอรีที่กำหนดนั้นตอนที่ 5.
9. เปิด Internet Explorer แล้วไปที่ http://localhost/filename.htm
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• http://www.microsoft.com/technet/prodtechnol/WindowsServer2003/Library/IIS/b77cf015-017f-489c-9b5b-65ca4a679392.mspx?mfr=true

Keywords: Hosting Multiple Web Sites IIS 6.0 Internet Information Services Web Server
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
เว็บไซต์นั้นเป็นช่องทางที่องค์กรใช้ในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าหรือดลกภายนอก รวมถึงการติดตั้งภายในองค์กร ซึ่งในการใช้งานจริงๆ นั้น ส่วนใหญ่ในแต่ละองค์กร จะมีการให้บริการหลายๆ เว็บไซต์ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ในองค์กรหนึ่งอาจจะะมีเว็บไซต์ mis.org_name.com เว็บไซต์ support.org_name.com เป็นต้น นั้นคือหากติดตั้งใช้งานแต่ละเว็บไซต์บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่องนั้นจะสิ้นเปลืองงบประมาณและค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก เช่น งบประมาณสำหรับจัดหาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์ ค่ากำลังงานไฟฟ้า และอีก ฯลฯ ทางออกสำหรับการแก้ปัญหานี้คือการใช้งานหลายเว็บไซต์เว็บเซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว แทนที่จะใช้งานหนึ่งเว็บเซิร์ฟเวอร์ต่อหนึ่งเว็บไซต์
การติดตั้งหลายเว็บไซต์เว็บเซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว แทนที่จะใช้งานหนึ่งเซิร์ฟเวอร์ต่อหนึ่งเว็บไซต์ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดงบประมาณในการจัดหาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์แล้ว ยังช่วยลดโลกร้อนซึ่งเป็นประเด็นที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ในช่วงนี้ ได้อีกด้วยเนื่องจากจำนวนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ลดลงจะทำให้การใช้กำลังงานไฟฟ้าน้อยลงและการใช้ระบบปรับอากาศก็ลดลงนั้นเอง
สำหรับท่านที่ใช้ Windows Server 2003 ซึ่งมีบริการ Internet Information Services (IIS) ซึ่งเป็นบริการเว็บเซิร์ฟเวอร์บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ นั้นก็สามารถรองรับการใช้งานในลักษณะหลายเว็บไซต์เว็บเซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียวได้เช่นกัน สำหรับวิธีการใช้งานหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
การติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์บน Windows Server 2003 (http://thaiwinadmin.blogspot.com/2008/06/kb2008253.html)
Internet Information Server (IIS) คือโปรแกรมที่ทำหน้าเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web server) ในระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ซึ่งในวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 นั้น เวอร์ชันของ IIS จะเป็นเวอร์ชัน 6.0 (IIS 6.0) ซึ่งทางไมโครซอฟต์ได้ทำการออกแบบโปรแกรมใหม่ทั้งหมด โดยเน้นในเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ เนื่องจากในเวอร์ชันก่อนหน้านั้นคือ IIS 5.0 ในวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2000 จะมีช่องโหว่ความปลอดภัยค่อนข้างมาก และที่สำคัญคือการมันจะถูกติดตั้งโดยดีฟอลท์พร้อมกับระบบปฏิบัติการ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยและเป็นช่องทางการระบาดของไวรัสต่างๆ เช่น Code Red และ Nimda
ดังนั้น บนวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 IIS6.0 จะไม่ทำการติดตั้งโดยดีฟอลท์พร้อมกับระบบปฏิบัติการแต่ผู้ใช้ต้องทำการติด ตั้งเองเมื่อต้องการใช้งาน และนอกจากนี้ IIS 6.0 ยังได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น ทำให้สามารถรองรับการใช้งานต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น
• ขั้นตอนการติดตั้ง IIS 6.0
ขั้นตอนการติดตั้ง IIS 6.0 บนวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 ก่อนอื่นให้ทำการล็อกออนเข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ด้วยูสเซอร์ที่เป็นแอดมินและ ใส่แผ่นติดตั้งวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 ในไดร์ฟซีดีรอม จากนั้นให้ดำเนินการติดตั้ง IIS ตามวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ดังนี้
วิธีที่ 1: ติดตั้งผ่านทาง Add or Remove Programs
1. คลิก Start จากนั้นให้เลือก Control Panel > Add or Remove Programs
2. คลิก Add/Remove Windows Components เพื่อสตาร์ท Windows Components Wizard
3. เลือก Application Server แล้วคลิก Details
4. คลิกที่ Internet Information Services (IIS) แล้วคลิก Details
5. คลิกให้หน้า Internet Information Services Manager เป็นเครื่องหมายถูกเพื่อติดตั้ง IIS 6.0 หรือหากต้องการเลือกเฉพาะบางรายการให้คลิก Details
6. หากต้องการปรับแต่งองค์ประกอบย่อยและบริการต่างๆ ให้คลิกเลือกที่ World Wide Web Service จากนั้นคลิก Details แล้วเลือกองค์ประกอบที่ต้องการ
วิธีที่ 2: ติดตั้งผ่านทาง Manage Your Server
1. คลิก Start จากคลิก Manage Your Server
2. ในหน้าต่าง Manage Your Server ให้คลิกที่ Add or remove a role จะได้หน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Preliminary Steps
3. ในหน้าต่าง Preliminary Steps ให้คลิก Next
4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Configuration Options ให้คลิกเลือก Custom Configuration เสร็จแล้วคลิก Next
5. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Server Role ให้คลิกเลือก Application Server (IIS, ASP.Net) เสร็จแล้วคลิก Next
6. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Summary of Selections ให้คลิก Next
7. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Application Server Installation Wizard ให้คลิก Next
8. รอจนการติดตั้งแล้วเสร็จ วินโดวส์จะแสดงหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Configure Your Server Wizard ขึ้นมาแจ้งว่า ขณะนี้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ทำหน้าที่เป็น Application Server ให้คลิก Finish เพื่อจบการทำงาน
• การติดตั้งหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว
เนื่องจากการอ้างอิงถึงแต่ละเว็บไซต์นั้นจะใช้ ID ตัวใดตัวหนึ่งจาก 1 ใน 3 ตัว คือ ชื่อโฮสต์เฮดเดอร์ หมายเลขไอพี หรือหมายเลขพอร์ตทีซีพี ดังนั้นการใช้งานหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว นั้นจะต้องทำการคอนฟิก ID ย่างน้อย 1 ใน 3 ตัว ของแต่ละเว็บไซต์ไม่ให้ซ้ำกัน ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่ายูสเซอร์เข้าเว็บไซต์ได้ถูกต้อง
วิธีการที่ทางไมโครซอฟท์แนะนำ สำหรับติดตั้งหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียวนั้น ให้ใช้การกำหนดชื่อโฮสต์เฮดเดอร์ให้กับแต่ละเว็บไซต์แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามการกำหนดหมายเลขไอพีให้กับแต่ละเว็บไซต์แตกต่างกัน หรือหมายเลขพอร์ตทีซีพีให้กับแต่ละเว็บไซต์แตกต่างกัน ให้ผลเช่นเดียวกัน
วิธีที่ 1: การติดตั้งหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียวใช้ชื่อโฮสต์เฮดเดอร์
เว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์นั้นจะมี descriptive name และสามารถรองรับชื่อโฮสต์เฮดเดอร์ได้มากกว่า 1 ชื่อ ทำให้องค์กรสามารถใช้งานได้หลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว โดยวิธีการนี้มีข้อดีคือไม่ต้องเสียหมายเลขไอพีให้กับเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์
หมายเหตุ: การที่จะดำเนินการตามขั้นตอนด้านล่างนี้ได้จะต้องล็อกออนเข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ด้วยแอคเคาท์ที่เป็นสมาชิกกลุ่ม Asministrator
1. เปิด Internet Information Services Manager โดยคลิกสตาร์ทจากนั้นให้เลือก All Programs>Administrator Tools
2. ภายใต้สแนปอินของ IIS ให้คลิกที่ไอคอนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นคลิกเมาส์ขวาที่โฟลเดอร์เว็บไซต์ เลือก New แล้วเลือก Web Site
3. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Web Site Creation Wizard ให้ใส่คำอธิบายเว็บไซต์ เช่น MIS Web Site แล้วคลิกปุ่ม Next
4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ IP Address and Port Settings ให้ใส่ค่าต่างๆ ดังนี้
4.1 ในกล่องข้างล่าง Enter the IP address to use for this Web site: ใส่ All unassigned
4.2 ในกล่องข้างล่าง TCP port this Web site should use (Default:80): ใส่ 80
4.3 ในกล่องข้างล่าง Host header for this Web site (Default: None): ให้ใส่ชื่อเต็มของเว็บไซต์ เช่น mis.mycompany.com เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next
5. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Home Directory จะเป็นการกำหนดไดเรกตอรีสำหรับเก็บไฟล์ของเว็บไซต์ให้คลิกปุ่ม Browse แล้วเลือกไดเรกตอรีที่เก็บไฟล์ของเว็บไซต์แล้วคลิกปุ่ม Next
6. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Web Site Access Permission คลิกให้หน้า Read และ Run script (such as ASP) เป็นเครื่องหมายถูก แล้วคลิกปุ่ม Next
- Read อนุญาตให้ผู้ใช้อ่านเว็บเพจ เช่น ไฟล์ HTML ได้
- Run Script อนุญาตให้ผู้ใช้รันสคริปต์ เช่นไฟล์ ASP
- Execute อนุญาตให้ผู้ใช้รันโปรแกรม เช่น แอปพลิเคชันที่ทำงานบน ISAPI หรือ CGI
- Write อนุญาตให้ผู้ใช้อัปโหลดไฟล์ขึ้นไปยังเว็บไซต์
- Browse อนุญาตให้ผู้ใช้วิวดูรายชื่อไฟล์ได้ ถ้าชื่อของไดเรกตอรีที่ผู้ใช้ใส่นั้นมีอยู่จริงและไดเรกตอรีนั้นไม่มีไฟล์ ที่ถูกกำหนดให้เป็นดีฟอลท์ไฟล์
7. คลิกปุ่ม Next และ Finish ตามลำดับ
8. สร้างไฟล์ html แล้วบันทึกเก็บไว้ในไดเรกตอรีที่กำหนดนั้นตอนที่ 5.
9. เปิด Internet Explorer แล้วไปที่ http://localhost/filename.htm
วิธีที่ 2: การติดตั้งหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียวใช้ชื่อหมายเลขไอพี
โดยดีฟอลท์นั้น IIS จะกำหนดให้เว็บไซต์คอยฟังการร้องขอบริการบนหมายเลขไอพีทั้งหมดที่มีอยู่ แต่สามารถทำการคอนฟิกให้เว็บไซต์คอยฟังการร้องขอบริการบนหมายเลขไอพีที่กำหนดได้ ซึ่งจะทำให้องค์กรสามารถใช้งานได้หลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว แต่วิธีการนี้มีข้อเสียคือต้องเสียหมายเลขไอพีให้กับเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์
หมายเหตุ: การที่จะดำเนินการตามขั้นตอนด้านล่างนี้ได้จะต้องล็อกออนเข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ด้วยแอคเคาท์ที่เป็นสมาชิกกลุ่ม Asministrator
1. เปิด Internet Information Services Manager โดยคลิกสตาร์ทจากนั้นให้เลือก All Programs>Administrator Tools
2. ภายใต้สแนปอินของ IIS ให้คลิกที่ไอคอนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นคลิกเมาส์ขวาที่โฟลเดอร์เว็บไซต์ เลือก New แล้วเลือก Web Site
3. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Web Site Creation Wizard ให้ใส่คำอธิบายเว็บไซต์ เช่น IT Web Site แล้วคลิกปุ่ม Next
4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ IP Address and Port Settings ให้ใส่ค่าต่างๆ ดังนี้
4.1 ในกล่องข้างล่าง Enter the IP address to use for this Web site: ให้ใส่หมายเลขไอพีที่สงวนไว้กำหนดให้กับเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น 192.168.10.19 เป็นต้น
4.2 ในกล่องข้างล่าง TCP port this Web site should use (Default:80): ใส่ 80
4.3 ในกล่องข้างล่าง Host header for this Web site (Default: None): ให้ใช้ค่าดีฟอลท์ หรือใส่ชื่อเต็มของเว็บไซต์ เช่น it.mycompany.com เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next
5. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Home Directory จะเป็นการกำหนดไดเรกตอรีสำหรับเก็บไฟล์ของเว็บไซต์ให้คลิกปุ่ม Browse แล้วเลือกไดเรกตอรีที่เก็บไฟล์ของเว็บไซต์แล้วคลิกปุ่ม Next
6. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Web Site Access Permission คลิกให้หน้า Read และ Run script (such as ASP) เป็นเครื่องหมายถูก แล้วคลิกปุ่ม Next
- Read อนุญาตให้ผู้ใช้อ่านเว็บเพจ เช่น ไฟล์ HTML ได้
- Run Script อนุญาตให้ผู้ใช้รันสคริปต์ เช่นไฟล์ ASP
- Execute อนุญาตให้ผู้ใช้รันโปรแกรม เช่น แอปพลิเคชันที่ทำงานบน ISAPI หรือ CGI
- Write อนุญาตให้ผู้ใช้อัปโหลดไฟล์ขึ้นไปยังเว็บไซต์
- Browse อนุญาตให้ผู้ใช้วิวดูรายชื่อไฟล์ได้ ถ้าชื่อของไดเรกตอรีที่ผู้ใช้ใส่นั้นมีอยู่จริงและไดเรกตอรีนั้นไม่มีไฟล์ ที่ถูกกำหนดให้เป็นดีฟอลท์ไฟล์
7. คลิกปุ่ม Next และ Finish ตามลำดับ
8. สร้างไฟล์ html แล้วบันทึกเก็บไว้ในไดเรกตอรีที่กำหนดนั้นตอนที่ 5.
9. เปิด Internet Explorer แล้วไปที่ http://localhost/filename.htm
วิธีที่ 3: การติดตั้งหลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียวใช้ชื่อหมายเลขพอร์ต
โดยดีฟอลท์นั้น IIS จะกำหนดให้เว็บไซต์คอยฟังการร้องขอบริการบนพอร์ตหมายเลข 80 แต่สามารถทำการคอนฟิกให้เว็บไซต์คอยฟังการร้องขอบริการบนพอร์ตหมายเลขอื่นๆ ได้ ซึ่งจะทำให้องค์กรสามารถใช้งานได้หลายเว็บไซต์บน IIS เซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว แต่วิธีการนี้มีข้อเสียคือยูสเซอร์จะต้องทราบหมายเลขพอร์ตของเว็บไซต์ นอกจากนี้จะต้องคอกฟิกไฟร์วอลล์ขาเข้าให้อนุญาตทราฟฟิกบนพอร์ตที่คอนฟิกด้วย จึงทำให้ไม่เหมาะสมในการใช้งานแบบบริการทั่วไป อย่างไรก็ตามวิธีการนี้เหมาะสำหรับการใช้งานในลักษณะการทดสอบและการพัฒนาเว็บไซต์ภายในองค์กร
หมายเหตุ: การที่จะดำเนินการตามขั้นตอนด้านล่างนี้ได้จะต้องล็อกออนเข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ด้วยแอคเคาท์ที่เป็นสมาชิกกลุ่ม Asministrator
1. เปิด Internet Information Services Manager โดยคลิกสตาร์ทจากนั้นให้เลือก All Programs>Administrator Tools
2. ภายใต้สแนปอินของ IIS ให้คลิกที่ไอคอนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นคลิกเมาส์ขวาที่โฟลเดอร์เว็บไซต์ เลือก New แล้วเลือก Web Site
3. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Web Site Creation Wizard ให้ใส่คำอธิบายเว็บไซต์ เช่น Support Web Site แล้วคลิกปุ่ม Next
4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ IP Address and Port Settings ให้ใส่ค่าต่างๆ ดังนี้
4.1 ในกล่องข้างล่าง Enter the IP address to use for this Web site: ใส่ All unassigned
4.2 ในกล่องข้างล่าง TCP port this Web site should use (Default:80): ให้ใส่หมายเลขพอร์ตที่สงวนไว้กำหนดให้กับเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น 82 เป็นต้น
4.3 ในกล่องข้างล่าง Host header for this Web site (Default: None): ให้ใช้ค่าดีฟอลท์หรือให้ใส่ชื่อเต็มของเว็บไซต์ เช่น mis.mycompany.com เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Next
5. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Home Directory จะเป็นการกำหนดไดเรกตอรีสำหรับเก็บไฟล์ของเว็บไซต์ให้คลิกปุ่ม Browse แล้วเลือกไดเรกตอรีที่เก็บไฟล์ของเว็บไซต์แล้วคลิกปุ่ม Next
6. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Web Site Access Permission คลิกให้หน้า Read และ Run script (such as ASP) เป็นเครื่องหมายถูก แล้วคลิกปุ่ม Next
- Read อนุญาตให้ผู้ใช้อ่านเว็บเพจ เช่น ไฟล์ HTML ได้
- Run Script อนุญาตให้ผู้ใช้รันสคริปต์ เช่นไฟล์ ASP
- Execute อนุญาตให้ผู้ใช้รันโปรแกรม เช่น แอปพลิเคชันที่ทำงานบน ISAPI หรือ CGI
- Write อนุญาตให้ผู้ใช้อัปโหลดไฟล์ขึ้นไปยังเว็บไซต์
- Browse อนุญาตให้ผู้ใช้วิวดูรายชื่อไฟล์ได้ ถ้าชื่อของไดเรกตอรีที่ผู้ใช้ใส่นั้นมีอยู่จริงและไดเรกตอรีนั้นไม่มีไฟล์ ที่ถูกกำหนดให้เป็นดีฟอลท์ไฟล์
7. คลิกปุ่ม Next และ Finish ตามลำดับ
8. สร้างไฟล์ html แล้วบันทึกเก็บไว้ในไดเรกตอรีที่กำหนดนั้นตอนที่ 5.
9. เปิด Internet Explorer แล้วไปที่ http://localhost/filename.htm
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• http://www.microsoft.com/technet/prodtechnol/WindowsServer2003/Library/IIS/b77cf015-017f-489c-9b5b-65ca4a679392.mspx?mfr=true

Keywords: Hosting Multiple Web Sites IIS 6.0 Internet Information Services Web Server
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
Active Directory Migration Tool 3.1
Active Directory Migration Tool 3.1
บทความโดย: Windows Administrator Blog
Active Directory Migration Tool version 3.1 (ADMT v3.1) เป็นเครื่องมือที่ช่วยผู้ดูแลระบบในการไมเกรตหรือจัดโครงสร้างในสภาพแวดล้อมแบบ Active Directory Domain Service (AD DS) ใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยผู้ดูแลระบบสามารถใช้ ADMT v3.1 ในการไมเกรตผู้ใช้ (Users), กลุ่ม (Groups) และคอมพิวเตอร์ (Computers) ระหว่างโดเมน AD DS ที่อยู่กันคนละฟอเรสต์ (Inter-forest migration) หรือระหว่างโดเมน AD DS ที่อยู่ในฟอเรสต์เดียวกัน (Intra-forest migration)
นอกจากนี้ ADMT ยังสามารถทำ Security Translation (เพื่อไมเกรตโปรไฟล์ของโลคอลยูสเซอร์) เมื่อทำการไมเกรตแบบข้าทฟอร์เรส (Inter-forest) ได้อีกด้วย
Active Directory Migration Tool 3.1 เป็นเครื่องมือแบบไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสามารถทำการดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ตามรายละเอียดด้านล่าง
Active Directory Migration Tool 3.1
ชื่อไฟล์: admtsetup31.exe
เวอร์ชัน: 3.1
วันที่ออก: 7/9/2008
ขนาดของไฟล์: 59.4 MB
เวลาดาวน์โหลดโดยประมาณ: 2 ชั่วโมง 25 นาที (Dial-up 56K)
ภาษา: English, Freach, German, Japanese และ Spanish
การดาวน์โหลด:
http://www.microsoft.com/downloads/details.aspx?FamilyID=ae279d01-7dca-413c-a9d2-b42dfb746059&displaylang=en หรือ คลิกที่นี่เพื่อดาวนโหลด Active Directory Migration Tool version 3.1
ความต้องการระบบ
Active Directory Migration Tool 3.1 รองรับระบบปฏิบัติการ Windows Server 2008
• ADMT สามารถติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง Windows Server 2008 ยกเว้นในกรณีที่เป็น Read-Only domain controllers หรือ Server Core
• Target domain: โดยเมนเป้าหมายเป็นระบบ Windows 2000 Server หรือ Windows Server 2003 หรือ Windows Server 2008
• Source domain: โดยเมนต้นทางจะต้องเป็นระบบ Windows 2000 Server หรือ Windows Server 2003 หรือ Windows Server 2008
• เอเจนต์ของ ADMT จะต้องติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ในโดยเมนต้นทาง โดยสามารถทำงานได้บนคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง Windows 2000 Professional, Windows 2000 Server, Windows XP, Windows Server 2003, Windows Vista และ Windows Server 2008
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• Active Directory Migration Tool version 3.1
© 2008 Windows Administrator Blog, All Rights Reserved.
บทความโดย: Windows Administrator Blog
Active Directory Migration Tool version 3.1 (ADMT v3.1) เป็นเครื่องมือที่ช่วยผู้ดูแลระบบในการไมเกรตหรือจัดโครงสร้างในสภาพแวดล้อมแบบ Active Directory Domain Service (AD DS) ใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยผู้ดูแลระบบสามารถใช้ ADMT v3.1 ในการไมเกรตผู้ใช้ (Users), กลุ่ม (Groups) และคอมพิวเตอร์ (Computers) ระหว่างโดเมน AD DS ที่อยู่กันคนละฟอเรสต์ (Inter-forest migration) หรือระหว่างโดเมน AD DS ที่อยู่ในฟอเรสต์เดียวกัน (Intra-forest migration)
นอกจากนี้ ADMT ยังสามารถทำ Security Translation (เพื่อไมเกรตโปรไฟล์ของโลคอลยูสเซอร์) เมื่อทำการไมเกรตแบบข้าทฟอร์เรส (Inter-forest) ได้อีกด้วย
Active Directory Migration Tool 3.1 เป็นเครื่องมือแบบไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสามารถทำการดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ตามรายละเอียดด้านล่าง
Active Directory Migration Tool 3.1
ชื่อไฟล์: admtsetup31.exe
เวอร์ชัน: 3.1
วันที่ออก: 7/9/2008
ขนาดของไฟล์: 59.4 MB
เวลาดาวน์โหลดโดยประมาณ: 2 ชั่วโมง 25 นาที (Dial-up 56K)
ภาษา: English, Freach, German, Japanese และ Spanish
การดาวน์โหลด:
http://www.microsoft.com/downloads/details.aspx?FamilyID=ae279d01-7dca-413c-a9d2-b42dfb746059&displaylang=en หรือ คลิกที่นี่เพื่อดาวนโหลด Active Directory Migration Tool version 3.1
ความต้องการระบบ
Active Directory Migration Tool 3.1 รองรับระบบปฏิบัติการ Windows Server 2008
• ADMT สามารถติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง Windows Server 2008 ยกเว้นในกรณีที่เป็น Read-Only domain controllers หรือ Server Core
• Target domain: โดยเมนเป้าหมายเป็นระบบ Windows 2000 Server หรือ Windows Server 2003 หรือ Windows Server 2008
• Source domain: โดยเมนต้นทางจะต้องเป็นระบบ Windows 2000 Server หรือ Windows Server 2003 หรือ Windows Server 2008
• เอเจนต์ของ ADMT จะต้องติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ในโดยเมนต้นทาง โดยสามารถทำงานได้บนคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง Windows 2000 Professional, Windows 2000 Server, Windows XP, Windows Server 2003, Windows Vista และ Windows Server 2008
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• Active Directory Migration Tool version 3.1
© 2008 Windows Administrator Blog, All Rights Reserved.
การรันสคริปท์โดยใช้ Run as
การรันสคริปท์โดยใช้ Run as
โดยทั่วไปนั้นผู้ใช้ส่วนมากจะทำการล็อกออนเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ด้วยยูสเซอร์ที่ธรรมดา ซึ่งไม่มีสิทธิ์ในการคอนฟิกหรือแก้ไขระบบ แต่ในบางครั้งอาจมีความจำเป็นต้องทำงานบางอย่างในด้านการจัดการระบบ เช่น การติดตั้งโปรแกรมต่างๆ หรือรันวินโดวส์สคริปท์ต่างๆ ซึ่งมีความจำเป็นต้องกระทำโดยยูสเซอร์ที่ระดับสิทธิ์เป็นผู้ดูแลระบบเท่านั้น โดยทางเลือกที่สะดวกและปลอดภัยคือการใช้ Run as
การรันสคริปท์โดยใช้ Run as นั้นจะมี 2 ขั้นตอนด้วยกัน ดังนี้
• ทำการเปิดคอมมานด์พร็อมพ์ โดยใช้ยูสเซอร์ "Local administrator" ทำได้ดังนี้
1. คลิก Start คลิก Run แล้วพิมพ์คำสั่งด้านล่าง เสร็จแล้วกด Enter
runas /profile /user:localmachine_name\administrator cmd
2. ใส่รหัสผ่านของ Local Administrator เมื่อวินโดวส์ถาม เสร็จแล้วกด Enter
• การรันสคริปท์โดยใช้คำสั่ง Run as มีขั้นตอนดังนี้
1. เปิดหน้าต่างคอมมานด์พร้อมพ์โดยคลิก Start คลิก Run พิมพ์ cmd เสร็จแล้วกด Enter
2. ในหน้าต่างคอมมานด์พร้อมพ์ ทำการรันสคริปท์โดยการพิมพคำสั่งด้านล่าง เสร็จแล้วกด Enter
cscript.exe ScriptName /parameter1 parameter1_option /parameter2 parameter2_option /pn... pn_option
ตัวอย่างเช่น:
cscript iisweb.vbs /create "HomeDirectory SiteDescription" /d Host Header /i IP Address /b Port
หมายเหตุ:
ในการรันสคริปท์นั้น จะต้องใส่พาธของไฟล์สคริปท์ (ScriptName) และพารามิเตอร์ต่างๆ ของไฟล์สคริปท์ให้ถูกต้องและครบถ้วน
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• การใช้งานคำสั่ง Run as
• Windows Server 2003 MMC Snap-in
Run as runas script MMC
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
โดยทั่วไปนั้นผู้ใช้ส่วนมากจะทำการล็อกออนเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ด้วยยูสเซอร์ที่ธรรมดา ซึ่งไม่มีสิทธิ์ในการคอนฟิกหรือแก้ไขระบบ แต่ในบางครั้งอาจมีความจำเป็นต้องทำงานบางอย่างในด้านการจัดการระบบ เช่น การติดตั้งโปรแกรมต่างๆ หรือรันวินโดวส์สคริปท์ต่างๆ ซึ่งมีความจำเป็นต้องกระทำโดยยูสเซอร์ที่ระดับสิทธิ์เป็นผู้ดูแลระบบเท่านั้น โดยทางเลือกที่สะดวกและปลอดภัยคือการใช้ Run as
การรันสคริปท์โดยใช้ Run as นั้นจะมี 2 ขั้นตอนด้วยกัน ดังนี้
• ทำการเปิดคอมมานด์พร็อมพ์ โดยใช้ยูสเซอร์ "Local administrator" ทำได้ดังนี้
1. คลิก Start คลิก Run แล้วพิมพ์คำสั่งด้านล่าง เสร็จแล้วกด Enter
runas /profile /user:localmachine_name\administrator cmd
2. ใส่รหัสผ่านของ Local Administrator เมื่อวินโดวส์ถาม เสร็จแล้วกด Enter
• การรันสคริปท์โดยใช้คำสั่ง Run as มีขั้นตอนดังนี้
1. เปิดหน้าต่างคอมมานด์พร้อมพ์โดยคลิก Start คลิก Run พิมพ์ cmd เสร็จแล้วกด Enter
2. ในหน้าต่างคอมมานด์พร้อมพ์ ทำการรันสคริปท์โดยการพิมพคำสั่งด้านล่าง เสร็จแล้วกด Enter
cscript.exe ScriptName /parameter1 parameter1_option /parameter2 parameter2_option /pn... pn_option
ตัวอย่างเช่น:
cscript iisweb.vbs /create "HomeDirectory SiteDescription" /d Host Header /i IP Address /b Port
หมายเหตุ:
ในการรันสคริปท์นั้น จะต้องใส่พาธของไฟล์สคริปท์ (ScriptName) และพารามิเตอร์ต่างๆ ของไฟล์สคริปท์ให้ถูกต้องและครบถ้วน
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• การใช้งานคำสั่ง Run as
• Windows Server 2003 MMC Snap-in
Run as runas script MMC
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
การเปิด MMC สแนป-อิน ด้วยคำสั่ง Run as
การเปิดสแนป-อิน ด้วยคำสั่ง Run as
การใช้งานวินโดวส์โดยใช้ยูสเซอร์มีระดับสิทธิ์เป็นผู้ดูแลระบบ (Administrative Users) ในการใช้งานทั่วไปในการทำงานประจำวัน เช่น การพิมพ์งาน รับส่งอีเมล ใช้อินเทอร์เน็ต เป็นต้น นั้นอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยมากนัก เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากมัลแวร์หรือแฮกเกอร์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งมีความจำเป็นต้องทำงานบางอย่างในด้านการจัดการระบบ เช่น การติดตั้งโปรแกรมต่างๆ ซึ่งมีความจำเป็นต้องกระทำโดยยูสเซอร์ที่ระดับสิทธิ์เป็นผู้ดูแลระบบเท่านั้น ซึ่งทางเลือกที่สะดวกและปลอดภัยคือการใช้ Run as
การใช้งานคำสั่ง Ru nas เพื่อเปิดสแนป-อิน MMC
สแนป-อิน คือคำสั่งสำหรับจัดการงานหรือระบบต่างๆ ายในสภาวะแวดล้อมของ Microsoft Management Console (MMC) ซึ่งสแนป-อินนั้นสามารถรันโดยการคลิก Start>Run แล้วพิมพ์คำสั่งที่ต้องการเสร็จแล้วคลิก OK (ต้องพิมพ์นามสกุลคือ .msc ด้วย)
• ทำการเปิดคอมพิวเตอร์แมเนจเมนต์คอนโซล ทำได้ดังนี้
1. คลิก Start คลิก Run แล้วพิมพ์คำสั่งด้านล่าง เสร็จแล้วกด Enter
1.1 ใช้ยูสเซอร์ "Local administrator"
runas /user:localmachine_name\administrator "mmc %windir%\system32\MMC_snap-in"
1.2 ใช้ยูสเซอร์ "domain administrator"
runas /user:domain_name\domain_administrator_name "mmc %windir%\system32\compmgmt.msc"
2. ใส่รหัสผ่านของ "Local administrator" หรือ "Domain administrator" เมื่อวินโดวส์ถาม เสร็จแล้วกด Enter
ตัวอย่างการเปิด MMC สแนป-อิน ด้วยคำสั่ง Run as
เปิดสแนป-อิน Computer Management = runas /user:localmachinename\administrator "mmc %windir%\system32\compmgmt.msc"
เปิดสแนป-อิน Device Manager = runas /user:localmachinename\administrator "mmc %windir%\system32\devmgmt.msc"
เปิดสแนป-อิน IIS Manager = runas /user:localmachinename\administrator "mmc %windir%\system32\inetsrv\iis.msc"
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• การใช้งานคำสั่ง Run as
• Windows Server 2003 MMC Snap-in
Run as runas MMC
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
การใช้งานวินโดวส์โดยใช้ยูสเซอร์มีระดับสิทธิ์เป็นผู้ดูแลระบบ (Administrative Users) ในการใช้งานทั่วไปในการทำงานประจำวัน เช่น การพิมพ์งาน รับส่งอีเมล ใช้อินเทอร์เน็ต เป็นต้น นั้นอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยมากนัก เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากมัลแวร์หรือแฮกเกอร์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งมีความจำเป็นต้องทำงานบางอย่างในด้านการจัดการระบบ เช่น การติดตั้งโปรแกรมต่างๆ ซึ่งมีความจำเป็นต้องกระทำโดยยูสเซอร์ที่ระดับสิทธิ์เป็นผู้ดูแลระบบเท่านั้น ซึ่งทางเลือกที่สะดวกและปลอดภัยคือการใช้ Run as
การใช้งานคำสั่ง Ru nas เพื่อเปิดสแนป-อิน MMC
สแนป-อิน คือคำสั่งสำหรับจัดการงานหรือระบบต่างๆ ายในสภาวะแวดล้อมของ Microsoft Management Console (MMC) ซึ่งสแนป-อินนั้นสามารถรันโดยการคลิก Start>Run แล้วพิมพ์คำสั่งที่ต้องการเสร็จแล้วคลิก OK (ต้องพิมพ์นามสกุลคือ .msc ด้วย)
• ทำการเปิดคอมพิวเตอร์แมเนจเมนต์คอนโซล ทำได้ดังนี้
1. คลิก Start คลิก Run แล้วพิมพ์คำสั่งด้านล่าง เสร็จแล้วกด Enter
1.1 ใช้ยูสเซอร์ "Local administrator"
runas /user:localmachine_name\administrator "mmc %windir%\system32\MMC_snap-in"
1.2 ใช้ยูสเซอร์ "domain administrator"
runas /user:domain_name\domain_administrator_name "mmc %windir%\system32\compmgmt.msc"
2. ใส่รหัสผ่านของ "Local administrator" หรือ "Domain administrator" เมื่อวินโดวส์ถาม เสร็จแล้วกด Enter
ตัวอย่างการเปิด MMC สแนป-อิน ด้วยคำสั่ง Run as
เปิดสแนป-อิน Computer Management = runas /user:localmachinename\administrator "mmc %windir%\system32\compmgmt.msc"
เปิดสแนป-อิน Device Manager = runas /user:localmachinename\administrator "mmc %windir%\system32\devmgmt.msc"
เปิดสแนป-อิน IIS Manager = runas /user:localmachinename\administrator "mmc %windir%\system32\inetsrv\iis.msc"
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
• การใช้งานคำสั่ง Run as
• Windows Server 2003 MMC Snap-in
Run as runas MMC
© 2008 Thai Windows Administrator, All Rights Reserved.
Subscribe to:
Posts (Atom)




