Installing Microsoft Security Essentials

การติดตั้ง Microsoft Security Essentials
บทความโดย: The Windows Administrator Blog

บทความนี้จะแสดงวิธีการติดตั้ง Microsoft Security Essentials (MSE) บน Windows 7 Professional (RTM) Build 7600 32-bit สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ดาวน์โหลดโปรแกรม Microsoft Security Essentials สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ Download Free: Microsoft Security Essentials

การติดตั้ง Microsoft Security Essentials นั้นง่ายและตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม ก่อนที่โปรแกรมจะทำการติดตั้ง จะมีการตรวจสอบวินโดวส์ (Validate) ที่ใช้ว่ามีลิขสิทธิ์ถูกต้องหรือไม่ โดยการติดตั้งมีขั้นตอนดังนี้

1. ในโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ติดตั้ง Microsoft Security Essentials ให้ดับเบิลคลิกไฟล์ mssefullinstall-x86fre-en-us-vista-win7.exe จากนั้นในหน้าไดอะล็อกซ์ UAC ให้คลิก Yes เพื่อเริ่มทำการติดตั้ง



2. ในหน้า Welcome to the Microsoft Security Essentials 1.0 Installation Wizard ให้คลิก Next เพื่อไปยังขั้นตอนถัดไป



3. ในหน้า Microsoft Security Essentials License Agreement ให้คลิก I accept เพื่อยอมรับข้อตกลง



4. ในหน้า Validate your copy of Microsoft Windows ให้คลิก Validate เพื่อทำการตรวจสอบวินโดวส์ (Validate) ที่ใช้ว่ามีลิขสิทธิ์ถูกต้องหรือไม่ แล้วรอจนการตรวจสอบวินโดวส์แล้วเสร็จ



5. ในหน้า Ready to install Microsoft Security Essentials ให้คลิก Install เพื่อเริ่มการติดตั้ง แล้วรอจนการติดตั้งแล้วเสร็จ



6.  ในหน้า Completing the Microsoft Security Essentials Installation Wizard หากไม่ต้องการให้โปรแกรมทำการสแกนคอมพิวเตอร์หลังการติดตั้ง ให้เคลียร์เช็คบ็อกซ์ Scan my computer for potential threats after getting the latest updates. เสร็จแล้วคลิก Finish เพื่อจบการติดตั้



หลังจากคลิก Finish โปรแกรม Microsoft Security Essentials จะทำการอัพเดท Virus & spyware definitions ซึ่งอาจจะใช้เวลาหลายนาที หลังจากทำการอัพเดทเสร็จแล้วจะได้หน้าต่างโปรแกรม Microsoft Security Essentials ดังรูปด้านล่าง



หมายเลขเวอร์ชันของ Microsoft Security Essentials
สำหรับหมายเลขเวอร์ชันของโปรแกรม Microsoft Security Essentials เวอร์ชันเสร็จสมบูรณ์คือ 1.0.1611.0 ดังรูปด้านล่าง



© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.

Download Free: Microsoft Security Essentials 1.0.1611.0

Microsoft Security Essentials โปรแกรม Antivirus and Antispyware ฟรีจากไมโครซอฟท์
บทความโดย: The Windows Administrator Blog

เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วสำหรับโปรแกรม Microsoft Security Essentials หรือ MSE ซึ่งเป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสและแอนตี้สปายแวร์แบบฟรีแวร์ (Freeware) ของไมโครซอฟท์

การดาวน์โหลด Microsoft Security Essentials
โปรแกรม Microsoft Security Essentials หรือ MSE เวอร์ชันเสร็จสมบูรณ์มีหมายเลขเวอร์ชันเป็น 1.0.1611.0 โดยไฟล์ติดตั้งมีขนาดประมาณ 4 MB ท่านใดต้องการทดลองใช้งานสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ตามขั้นตอนดังนี้

1. เปิดไปที่เว็บไซต์ Microsoft Security Essentials

2. ในหน้าเว็บไซต์ Microsoft Security Essentials ให้คลิกปุ่ม Download Now

3. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ ให้เลือกภาษาที่ต้องการจากดร็อปดาวน์ลิสใต้ Locale and Language จากนั้นคลิกบนลิงก์ของระบบปฏิบัติการที่ต้องการนำไปใช้งาน ซึ่งมี 3 ตัวเลือก คือ Windows XP 32-bit, Windows Vista/Win7 32-bit และ Windows Vista/Win7 64-bit


หมายเหตุ: ขั้นตอนนี้จะมีเฉพาะกรณีของการดาวน์โหลดจากเครื่อง Windows XP หากทำการดาวน์โหลดจากเครื่อง Windows 7 ระบบจะดาวน์โหลด MSE รุ่นที่ตรงกับระบบวินโดวส์ให้อัตโนมัติ

4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ดังรูปด้านล่าง ให้คลิก Save file แล้วรอจนการดาวน์โหลดแล้วเสร็จ จากนั้นให้คลิก Close เพื่อปิดหน้าป็อปอัพ (รูปด้านบน)


หมายเหตุ: ในที่นี้ใช้ Mozilla Firefox ในการดาวน์โหลด

ความต้องการระบบของ Microsoft Security Essentials
โปรแกรม Microsoft Security Essentials มีความต้องการระบบดังนี้
Windows XP
• CPU ที่มีความเร็ว 500 MHz หรือสูงกว่า
• มีหน่วยความจำ (Memory) 256 MB หรือสูงกว่า

Windows Vista และ Windows 7
• CPU ที่มีความเร็ว 1GHz หรือสูงกว่า
• มีหน่วยความจำ (Memory) 1 GB หรือสูงกว่า

Windows ทุกระบบ
• VGA (Display) ที่สามารถแสดงผลได้ที่ความละเอียด 800 x 600 หรือสูงกว่า
• พื้นว่างบนฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 140 MB
• การเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสำหรับการดาวน์โหลดโปรแกรม MSE และการอัพเดทไวรัสเดฟินิชัน

หมายเหตุ: จะมีการตรวจสอบว่าวินโดวส์ (Validate) ที่ใช้นั้นมีลิขสิทธิ์ถูกต้องหรือไม่ในขั้นตอนการติดตั้ง สำหรับวิธีการติดตั้งสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ Installing Microsoft Security Essentials

ความเห็นเกี่ยวกับ Microsoft Security Essentials
จากการทดสอบการทำงาน ผมว่าโปรแกรม Microsoft Security Essentials สามารถทำงานได้ดีและการใช้งานง่าย โดยเฉพาะกับผู้ที่คุ้นเคยกับโปแกรม Windows AntiSpyware เนื่องจากมีอินเทอร์เฟชคล้ายๆ กัน

ดังนั้น ถ้าท่านยังหาโปรแกรมป้องกันไวรัสและสปายแวร์ที่ทำงานถูกใจไม่ได้ และวินโดวส์ที่ใช้อยู่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง Microsoft Security Essentials ก็เป็นตัวเลือกที่ดี

ที่สำคัญ ไม่ว่าจะใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสและสปายแวร์ตัวใด ก็อย่าลืมทำการอัพเดทไวรัสเดฟินิชันให้เป็นปุจจุบันอยู่สม่ำเสมอนะครับ จะโปรแกรมจะได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.

Creating Bootable Windows 7 USB Flash Drive with WinToFlash

สร้างชุดติดตั้ง Windows 7 USB Flash Drive ด้วย WinToFlash
ผมเคยโพสต์วิธีการสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 USB Flash Drive ไปแล้ว 2 เรื่อง คือบทความเรื่อง วิธีสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 USB Flash Drive ด้วย UltraISO โดยเป็นวิธีการที่ต้องใช้โปรแกรมเขียนข้อมูลลงแผ่นดีวีดีอย่างเช่นโปรแกรม Nero หรือ UltraISO ช่วยในการทำงานซึ่งอาจจะไม่สะดวกสำหรับท่านที่ไม่มีโปรแกรมดังกล่าว และบทความเรื่อง การสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 จาก USB Flash Drive โดยใช้ Diskpart ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้คำสั่ง DISKPART ในแบบคอมมานด์ไลน์ที่ค่อนข้างยุ่งยาก

วันนี้ผมจึงนำวิธีการสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 USB Flash Drive ที่สะดวกกว่าและง่ายกว่ามาฝาก โดยเป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้โปรแกรมเขียนข้อมูลลงแผ่นดีวีดีในการทำงานแต่จะใช้โปรแกรมฟรีแวร์ชื่อ "WinToFlash" ช่วยในการสร้าง

แนะนำโปรแกรม WinToFlash
WinToFlash โปรแกรมสำหรับใช้ทำการพอร์ตชุดติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows จากในรูปแบบ CD หรือ DVD ไปเป็นแบบยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ (USB Flash drive)

การใช้งานโปรแกรม WinToFlash นั้นสะดวก เนื่องจากทำงานได้โดยไม่ต้องติดตั้งลงเครื่อง โดยสามารถพอร์ตชุดติดตั้งของ Windows XP, Vista, Server 2003 และ Server 2008 รวมทั้งวินโดวส์ตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Windows 7 ได้ และที่สำคัญเป็นโปรแกรม "Freeware"

ดาวน์โหลดและติดตั้ง WinToFlash
WinToFlash เวอร์ชันปัจจุบัน (29 ก.ย. 52) คือ 0.4.0021 beta มีขนาดประมาณ 2.2 MB สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ Download WinToFlash (FTP) หลังจากดาวน์โหลดเสร็จแล้วให้ทำการแตกไฟล์ .Zip ลงฮาร์ดดิสก์ จากนั้นสามารถใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งลงเครื่อง

เตรียมความพร้อมก่อนลงมือ
ก่อนทำการสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 USB Flash Drive จะต้องเตรียมความพร้อมดังนี้
1. แผ่น Setup DVD หรือ ไฟล์ ISO Image ของ Windows 7 ท่านที่ยังไม่มีสามารถอ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ Windows 7 Enterprise 90-day Trial
2. ยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ (USB Flash drive) ขนาดความจุอย่างน้อย 4 GB

ลงมือสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 USB Flash Drive ด้วย WinToFlash
หลังจากแตกไฟล์โปรแกรม WinToFlash เสร็จแล้ว ให้ทำการสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 แบบยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ตามขั้นตอนดังนี้

1. ให้ทำการต่อยูเอสบีแฟลชไดรฟ์กับคอมพิวเตอร์ให้เรียบร้อย จากนั้นให้ทำการก็อปปี้ไฟล์จากแผ่น Windows 7 Setup DVD หรือทำการแตกไฟล์อิมเมจสำหรับติดตั้ง Windows 7 (.ISO) ด้วย 7-Zip, WinZip หรือ WinRAR ลงฮาร์ดดิสก์ โดยอาจจะเก็บไว้ในโฟลเดอร์ Windows7 เป็นต้น

2. ในโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์โปรแกรม WinToFlash ให้ดับเบิลคลิกไฟล์ WinToFlash.exe

3. ในหน้าต่างโปรแกรม WinToFlash คลิกปุ่ม Windows setup transfer wizard


4.ในหน้าต่าง Wizard welcome ให้คลิก Next


5. ในหน้าต่าง Basic parameters ขั้นตอนแรกในหัวข้อ Windows files path: ให้คลิก Select แล้วเลือกโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ติดตั้ง Windows 7 (ในที่นี้เก็บโฟลเดอร์ New folder) จากนั้นในหัวข้อ USB drive: ให้คลิก Select แล้วเลือก Flash Drive (ในที่นี้เลือกไดรฟ์ G:) เสร็จแล้วคลิก Next


6. ในหน้าต่าง Windows License Agreement ให้อ่าน Microsoft Software License Terms เสร็จแล้ว ให้คลิกเลือก "I accept the terms of the license agreement จากนั้นคลิก Continue เพื่อไปยังขั้นตอนถัดไป


7.ในหน้าต่าง Format warning ให้คลิก OK เพื่อยืนยันการฟอร์แมต (ข้อมูลที่เก็บไว้ในยูเอสบีแฟลชไดรฟ์จะหายทั้งหมด)


8. จากนั้นโปรแกรม WinToFlash จะทำการฟอร์แมต Flash Drive จากนั้นจะทำการถ่ายโอนไฟล์ติดตั้ง Windows 7 ลง Flash Drive โดยอาจใช้เวลาทำงานหลายนาที


9. ในหน้าต่าง Done ให้ Exit เพื่อจบการสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 แบบยูเอสบีแฟลชไดรฟ์


การใช้งานชุดติดตั้ง Windows 7 แบบ USB Flash Drive
หลังจากทำการสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 แบบยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ด้วย WinToFlash เสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถนำไปใช้ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เหมือนกับการใช้แผ่น Windows 7 Setup DVD แต่เครื่องที่จะทำการติดตั้งจะต้องรองรับการบูทจากยูเอสบีแฟลชไดรฟ์และจะต้องเปิดใช้งานฟังก์ชันการบูทด้วยยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ใน BIOS ด้วย

โดยคอมพิวเตอร์บางรุ่นสามารถใช้ฟังก์ชันคีย์เลือกการบูตในระหว่างการเปิดเครื่อง แต่ในบางรุ่นจะต้องเข้าไปตั้งค่าใน BIOS สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งค่าให้ดูจากคู่มือของเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเมนบอร์ด (Main-board) หรือจากเว็บไซต์ผู้ผลิต

บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง
Novicorp WinToFlash

© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.

How to format USB drive with NTFS on Windows 7

การฟอร์แมตอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ USB ในไฟล์ซีสเต็มแบบ NTFS บน Windows 7
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

ไฟล์ซีสเต็มแบบ NTFS นั้น มีข้อดีกว่าไฟล์ซีสเต็ม FAT32 หลายอย่าง เช่น รองรับการเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption) รองรับการบีบอัดข้อมูล (Data Compression) และมีการทำงานที่เร็วกว่าและปลอดภัยกว่า

ใน Windows เวอร์ชันก่อนหน้าอย่าง XP หรือ Vista จะไม่สามารถทำการฟอร์แมตอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ USB (เช่น Flash drive หรือ External Hard Disk) เป็นไฟล์ซีสเต็มแบบ NTFS ได้โดยตรง แต่ใน Windows 7 สามารถทำการฟอร์แมตอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ USB ในไฟล์ซีสเต็มแบบ NTFS ได้ง่าย ตามขั้นตอนดังนี้

1. ต่ออุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ USB (ในที่นี้ใช้แฟลชไดรฟ์) เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นคลิก Start คลิก Computer
2. ในหน้าต่าง Explorer ให้คลิกขวาบนแฟลชไดรฟ์แล้วเลือก Format



3. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Format Removable Disk (J:) ในหัวข้อ File system ให้เลือกเป็น NTFS เสร็จแล้วคลิก Start (แนะนำให้เลือกอ็อปชัน Quick Format เพื่อความรวดเร็ว)



4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ WARNING: Formatting will erase All data on this disk. ให้คลิก OK เพื่อยืนยันกันฟอร์แมต แล้วรอจนการทำงานแล้วเสร็จ



5. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Format Complete ให้คลิก OK จากนั้นในหน้า Format Removable Disk (J:) ให้คลิก Close เพื่อจบการฟอร์แมต



การใช้ประโยชน์อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ USB ที่ฟอร์แมตแบบ NTFS
หลังจากฟอร์แมตอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ USB เป็นไฟล์ซีสเต็ม NTFS แล้ว สามารถใช้ประโยชน์จาก NTFS Permission ในการกำหนดการเข้าถึงข้อมูลได้ตามความต้องการ เช่นเหมือนกับการกำหนดเพอร์มิสชันบนฮาร์ดดิสก์ที่ฟอร์แมตเป็นไฟล์ซีสเต็ม NTFS

โดยการกำหนด NTFS Permission บนอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ USB ที่ฟอร์แมตเป็นไฟล์ซีสเต็ม NTFS มีขั้นตอนดังนี้

1. กรณียังไม่ได้ต่อแฟลชไดรฟ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ต่อให้เรียบร้อย จากนั้นคลิก Start คลิก Computer
2. ในหน้าต่าง Explorer ให้คลิกขวาบนโฟลเดอร์ที่ต้องการแล้วเลือก Properties



3. ในหน้า Properties ของโฟลเดอร์ ให้คลิกแท็บ Security จากนั้นคลิกปุ่ม Edit



4. ในหน้า Permission ของโฟลเดอร์ ให้เพิ่ม User ที่ต้องการ (เพื่อความปลอดภัยแนะนำให้ลบ Everyone ออก) เสร็จแล้วคลิก OK



5. ในหน้า Properties ของโฟลเดอร์คลิก OK เพื่อจบการกำหนดเพอร์มิสชัน

หลังจากทำการกำหนดเพอร์มิสชันเสร็จแล้ว เมื่อมำการเอ็กพลอเรอร์แฟลชไดรฟ์บน Windows 7 ไอคอนโฟลเดอร์จะมีสัญลักษณ์รูปแม่กุญแจดังรูปด้านล่าง



จากตัวอย่างด้านบนนี้ เมื่อทำการลบเพอร์มิสชันของ Everyone ออกจากโฟลเดอร์ จะทำให้มีเฉพาะผู้ใช้ที่เป็นเจ้าของโฟลเดอร์เท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูล

สำหรับการนำแฟลชไดรฟ์ที่ฟอร์แมตเป็น NTFS ไปใช้บนคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ในกรณีที่ทำการลบเพอร์มิสชันของ Everyone ออกจากโฟลเดอร์ จะทำให้ผู้ใช้ทุกคนรวมถึงเจ้าของโฟลเดอร์จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้

หมายเหตุ: รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ NTFS Permission อ่านได้จากบมความเรื่อง Shared Permission vs NTFS Permission สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Rights และ Permissions สามารถอ่านได้จากบมความเรื่อง Rights vs Permissions

© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.

No Windows 7 on Custom PCs Before October 22

Windows 7
ไม่มีเครื่องพีซีใหม่ที่มาพร้อม Windows 7 ก่อนวันที่ 22 ตุลาคม
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

สำหรับท่านที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ Windows 7 คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า ไมโครซอฟท์จะวางจำหน่าย Windows 7 ในวันที่ 22 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ทำการวางจำหน่ายเครื่องพีซีใหม่ที่ติดตั้ง Windows 7

แต่เนื่องจากไมโครซอฟท์ได้เคยประกาศไว้ว่า บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กจะได้รับต้นฉบับของ Windows 7 ไม่ช้ากว่าวันที่ 13 ตุลาคม จึงทำให้เกิดข่าวลือว่า จะมีผู้ผลิตแบบ System builder บางรายจะทำการจำหน่ายเครื่องพีซีใหม่พร้อมกับ Windows 7 ก่อนวันที่ 22 ตุลาคม

อย่างไรก็ตาม มีรายงานในเว็บไซต์ ZDNet (http://blogs.zdnet.com/microsoft/?p=4079) ว่า Windows 7 OEM Preinstallation Kit (OPK) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ต้องใช้ในการติดตั้ง Windows 7 ยังพัฒนาไม่เสร็จ จึงไม่น่าที่จะเป็นไปได้ที่บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์สามารถวางจำหน่ายเครื่องพีซีใหม่พร้อมกับ Windows 7 ก่อนวันที่ 22 ตุลาคม

หากดูรายละเอียดกำหนดการส่งมอบ Windows 7 ซึ่งไมโครซอฟท์จะเริ่มเปิดให้ Authorized Replicators ส่งมอบ Windows 7 ให้แก่ Microsoft OEM Authorized Distributors ในวันที่ 12 ตุลาคม และต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ  หลายขั้นตอนกว่าจะสามารถส่งมอบให้กับ System Builder  ในขณะที่ OEM รายใหญ่อย่าง HP, Del l จะได้รับ Windows 7 จากไมโครซอฟท์โดยตรง

ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ผลิตแบบ System Builder จะสามารวางจำหน่ายเครื่องพีซีใหม่พร้อมกับ Windows 7 ก่อนวันที่ 22 ตุลาคม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
NEWS Softpedia

© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.
Share/Save/Bookmark

Moving to Windows 7

สิ่งที่ต้องทราบก่อนทำการย้ายไปใช้ Windows 7
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

เหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึง 1 เดือนแล้ว ที่ไมโครซอฟท์จะออก Windows 7 สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ในระหว่างนี้ชาว IT คงได้ทำการทดสอบและเตรียมความพร้อมสำหรับ Windows 7 กันบ้างแล้ว โดยไมโครซอฟท์ได้ให้คำแนะนำถึงวิธีการอัพเกรดเป็น Windows 7 ดังนี้

สำหรับผู้ที่ใช้ Windows Vista:
สำหรับผู้ที่ใช้ Windows Vista สามารถทำการอัพเกรดเป็น Windows 7 ในรุ่น (Edition) ที่เทียบเท่าหรือสูงกว่าได้โดยตรง ตัวอย่างเช่น สามารถอัพเกรดจาก Windows Vista รุ่น Home Basic และ Home Premium สามารถอัพเกรดเป็น Windows 7 Home Premium หรือ Ultimate สำหรับรายละเอียดทั้งหมดอ่านได้ที่ Windows 7 Upgrade Chart

วิธีการอัพเกรดทำได้โดยการใส่แผ่นดีวีดีติดตั้ง Windows 7 รุ่นที่เหมาะสมกับ Windows Vistaจากนั้นรัน Setup แล้วในหน้าต่าง Which type of installation do you want? ให้เลือกเป็น “Upgrade”


Upgrade or Custom (Advanced)

โดยกระบวนการอัพเกรดนั้นจะเร็วกว่าและง่ายกว่าการติดตั้้งแบบ "Clean Installation" โดยไฟล์ข้อมูลส่วนตัวต่างๆ การตั้งค่าระบบต่างๆ และโปรแกรมต่างๆ ที่อยู่บนระบบ Windows Vista จะถูกย้ายมาอยู่บนระบบใหม่โดยอัตโนมัติ

สำหรับผู้ที่ใช้ Windows XP:
สำหรับผู้ที่ใช้ Windows XP ที่ต้องการอัพเกรดไปเป็น Windows 7 จะไม่สามารถทำการอัพเกรดโดยตรงเหมือนกับ Windows Vista ได้

ขั้นตอนแรกจะต้องทำการประเมินระบบฮาร์ดแวร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ว่าสามารถรองรับกับ Windows 7 ได้หรือไม่ โดยใช้ Windows 7 Upgrade Advisor Beta

ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถรองรับกับ Windows 7 ได้ ให้ทำการบูตเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยแผ่นดีวีดีติดตั้ง Windows 7 จากนั้นในหน้าต่าง Which type of installation do you want? ให้เลือกเป็น Custom (Advanced) ตามรูปด้านบน

โดยกระบวนการอัพเกรดนั้นใช้เวลานานกว่าและยุ่งยากกว่าการ "Upgrade" Windows Vista ไปเป็น Windows 7 ผู้ใช้จะต้องทำการสำรองข้อมูลส่วนตัวต่างๆ เก็บไว้ในสื่อเก็บข้อมูลภายนอกเอง และหลังจากติดตั้งเสร็จจะต้องทำการติดตั้งโปรแกรมรวมถึงทำการตั้งค่าต่างๆ ใหม่ (จะต้องพิจารณาเรื่องไลเซนส์ของแต่ละโปรแกรม) จากนั้นจึงทำการย้ายข้อมูลจากที่เก็บไว้ในสื่อเก็บข้อมูลภายนอกลงระบบใหม่เอง

สำหรับวิธีการอัพเกรด Windows XP ไปเป็น Windows 7 มีวิธีการคล้ายกับการติดคั้ง Window 7 ใหม่ สามารถดูรายละเอียดได้ที่การติดตั้ง Windows 7 Home Premium Installation หรือดูได้จากเว็บไซต์ Springboard Series

สำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการอัพเกรดเป็น Windows 7:
สำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการอัพเกรดเป็น Windows 7 ก่อนที่จะถึงวันวางจำหน่าย Windows 7 ในวันที่ 22 ตุลาคม 2552 สามารถสั่งซื้อ Windows 7 ล่วงหน้าได้จาก Microsoft Online Store หรือจากตัวแทนจำหน่ายของไมโครซอฟท์

สำหรับนักเรียนนักศึกษา (เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา) สามารถสั่งซื้อ Windows 7 ได้ในราคาพิเศษเพียง $29.99 เท่านั้น (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,020 บาท) ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.win741.com/

นอกจากนี้ สำหรับผู้ใช้ที่มีคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง สามารถสั่งซื้อ Windows 7 Family Pack ซึ่งสามารถใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้จำนวน 3 เครื่อง ในราคาพิเศษเพียง $149.99 เท่านั้น (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 5,100 บาท)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Moving to Windows 7

© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.

Create Bootable Windows 7 USB Flash Drive with Diskpart

วิธีสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 จาก USB Flash Drive โดยใช้ Diskpart
ผมเคยโพสต์วิธีการสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 USB Flash Drive ในความเรื่อง Create Bootable Windows 7 USB Flash Drive โดยเป็นวิธีการที่ต้องใช้โปรแกรมเขียนข้อมูลลงแผ่นดีวีดีอย่างเช่น Nero หรือ UltraISO ช่วยในการทำงาน ซึ่งอาจจะไม่สะดวกสำหรับท่านที่ไม่มีโปรแกรมดังกล่าว

วันนี้ผมจึงนำวิธีการสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 USB Flash Drive ที่เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ไม่มีโปรแกรมเขียนข้อมูลลงแผ่นดีวีดี โดยใช้เพียงแค่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 7 แผ่นดีวีดีติดตั้ง Windows 7 และยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ (USB Flash drive) ว่างความจุอย่างน้อย 4 GB เท่านั้น

เตรียมความพร้อมก่อนลงมือ
ก่อนทำการสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 USB Flash Drive จะต้องเตรียมความพร้อมดังนี้
1. แผ่น Setup DVD หรือ ไฟล์ ISO Image ของ Windows 7 ท่านที่ยังไม่มีสามารถอ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ Windows 7 Enterprise 90-day Trial
2. เครื่องคอมพิวเตอร์ทีติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 7
3. ยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ความจุอย่างน้อย 4 GB (!ข้อมูลที่เก็บอยู่ในแฟลชไดรฟ์ทั้งหมดจะหาย)

หลังจากเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วให้ทำตามขั้นตอน 2 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: ฟอร์แมต USB Flash Drive
1. ให้ทำการต่อยูเอสบีแฟลชไดรฟ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เรียบร้อย
2. คลิก Start แล้วพิมพ์ cmd ในช่อง Search programs and files จากนั้นคลิกขวาบน cmd ที่แสดงในรายการภายใต้หัวข้อ Programs แล้วคลิก Run as administrator ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ User Account Control (UAC) ให้คลิก Yes


3. ในหน้าต่างคอมมานด์พร็อมท์ให้พิมพ์คำสั่ง diskpart เสร็จแล้วกด Enter
4. ที่พร็อมท์คำสั่ง DISKPART> ให้พิมพ์ list disk เสร็จแล้วกด Enter เพื่อแสดงดิสก์ทั้งหมดที่มีในระบบ (ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละเครื่อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการต่อฮาร์ดดิสก์) จะได้ผลลัพธ์ลักษณะดังรูปด้านล่าง


5. ที่พร็อมท์คำสั่ง DISKPART> พิมพ์ select disk x เสร็จแล้วกด Enter (ดูภาพด้านล่างประกอบ) เพื่อเลือกยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ที่ต้องการ โดย x คือดิสก์ตัวที่ต้องการ ในที่นี้ x คือ 1 (!ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ให้ทำการตรวจสอบให้แน่ใจว่าเลือกดิสก์ถูกตัว เนื่องจากถ้าเลือกผิดตัวอาจจะทำให้ข้อมูลหายได้)


6. ที่พร็อมท์คำสั่ง DISKPART> พิมพ์คำสั่ง clean เสร็จแล้วกด Enter (ดูภาพด้านบนประกอบ)
7. ที่พร็อมท์คำสั่ง DISKPART> พิมพ์คำสั่ง create partition primary  เสร็จแล้วกด Enter (ดูภาพด้านบนประกอบ)

8. ที่พร็อมท์คำสั่ง DISKPART> พิมพ์ format fs=ntfs quick เสร็จแล้วกด Enter เพื่อทำการฟอร์แมต Disk 1 แล้วรอจนการฟอร์แมตแล้วเสร็จ

หมายเหตุ: สามารถใช้คำสั่ง format fs=fat32 quick ได้เช่นเดียวกัน

9. ที่พร็อมท์คำสั่ง DISKPART> พิมพ์คำสั่ง active เสร็จแล้วกด Enter
10. ที่พร็อมท์คำสั่ง DISKPART> พิมพ์คำสั่ง exit เสร็จแล้วกด Enter แล้วปิดหน้าต่างคอมมานด์พร็อมท์เพื่อจบการทำงาน


ขั้นตอนที่ 2: ก็อปปี้แผ่นติดตั้ง Windows 7 ลง USB Flash Drive
หลังจากทำการฟอร์แมตยูเอสบีแฟลชไดรฟ์เสร็จแล้ว ให้ทำการก็อปปี้ข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในแผ่นดีวีดีติดตั้ง Windows 7 ลงในยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ โดยคลิก Start แล้วดับเบิลคลิกไดรฟ์ดีวีดีจากนั้นกดปุ่ม Ctrl+a เพื่อให้เลือกไฟล์และโฟลเดอร์ทั้งหมด กดปุ่ม Ctrl+c แล้วดับเบิลคลิกยูเอสบีแฟลชไดรฟ์จากนั้นกดปุ่ม Ctrl+v เพื่อทำการก็อปปี้ไฟล์และโฟลเดอร์ทั้งหมดลงยูเอสบีแฟลชไดรฟ์

เมื่อระบบทำการก็อปปี้ข้อมูลเสร็จเรียบร้อยก็จะสามารถนำยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ไปใช้บูทเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำการติดตั้ง Windows 7 ได้แล้วครับ

ข้อควรทราบ
1. จะต้องทำการตั้งค่าใน BIOS ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะทำการติดตั้ง Windows 7 ให้บูทระบบจากยูเอสบีแฟลชไดรฟ์เป็นลำดับที่ 1 หรือกดปุ่มฟังก์ชันคีย์แล้วเลือกบูทระบบจากยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ (มีเฉพาะในเครื่องคอมพิวเตอร์บางยี่ห้อ)
2. วิธีการนี้สามารถได้เฉพาะการติดตั้ง Windows 7 เท่านั้น ซึ่งทดสอบแล้วว่าไม่สามารถใช้กับ Windows XP ได้
3. ยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ตัวที่ได้จากวิธีการด้านบนนั้นสามารถใช้งานเพื่อเก็บข้อมูลได้ตามปกติทุกประการ (ถ้าหากมีพื้นที่ว่างเพียงพอ)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
Creating Bootable Windows 7 USB Flash Drive with WinToFlash

บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.

Create Bootable Windows 7 USB Flash Drive with UltraISO

วิธีสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 USB Flash Drive ด้วย UltraISO
ในการติดตั้ง Windows 7 โดยทั่วไปแล้วเราจะทำการติดตั้งโดยใช้แผ่น Setup DVD แต่สามารถเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วโดยการสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 ในแบบแฟลชไดรฟ์ (Flash Drive) ซึ่งมีวิธีการสร้างไม่ยาก ประกอบกับแฟลชไดรฟ์มีราคาถูกลงมาก ในขณะที่ความจุก็มากพอสำหรับการใช้เก็บไฟล์ติดตั้งของ Window 7 ได้อย่างสบาย

เตรียมความพร้อมก่อนลงมือ
ก่อนทำการสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 USB Flash Drive จะต้องเตรียมความพร้อมดังนี้
1. ทำการก็อปปี้ไฟล์ ISO Image ของ Windows 7 ลงฮาร์ดดิสก์ เช่น D:\Windows7 เป็นต้น สำหรับท่านที่ยังไม่มีไฟล์ ISO Image สามารถอ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ Windows 7 Enterprise 90-day Trial
2. ยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ (Flash drive) ขนาดความจุอย่างน้อย 4 GB
3. โปรแกรมเขียนข้อมูลที่รองรับการสร้าง Bootable Disk โดยในที่นี้ใช้ UltraISO 9.3.5.2716 (ดาวน์โหลดเวอร์ชันทดลองใช้ได้ที่ "UltraISO (Trial) - EZB System)

หลังจากเตรียมความพร้อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ทำการสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 แบบ USB Flash Drive ตามขั้นดังนี้

1. ในโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ ISO Image ของ Windows 7 ให้คลิกขวาแล้วเลือก "Open with UltraISO"


2. ในกรณีที่ติดตั้งโปรแกรม UltraISO แบบทดลองใช้ (Trial) ในหน้าต่าง Welcome ให้คลิก "Continue to try" จากนั้นในหน้าต่างโปรแกรม UltraISO ให้คลิกเมนู Bootable แล้วคลิก "Write Disk Image" (ในกรอบสีส้ม)


3. ในหน้าต่าง Write Disk Image ตรวจสอบให้แน่ใจว่าในหัวข้อ Disk drive ได้เลือกเป็นแฟลชไดรฟ์ (Flash drive) เสร็จแล้วคลิก Write (ในกรอบสีส้ม)


4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Prompt ให้คลิก Yes เพื่อยืนยัน (ข้อควรระวัง: ข้อมูลที่เก็บอยู่ในแฟลชไดรฟ์ทั้งหมดจะหาย) แล้วรอจนการทำงานแล้วเสร็จ ซึ่งอาจจะใช้เวลาทำงานหลายนาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสเปกของเครื่องคอมพิวเตอร์


5. หลังจากโปรแกรมเขียนเสร็จแล้วให้คลิก Close (ในกรอบสีส้ม) เพื่อจบการทำงาน


หลังจากทำการสร้างชุดติดตั้ง Windows 7 USB Flash Drive เสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถนำไปใช้ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เหมือนกับการใช้แผ่น Windows 7 Setup DVD แต่เครื่องที่จะทำการติดตั้งต้องรองรับการบูทจากยูเอสบีแฟลชไดรฟ์และจะต้องเปิดใช้งานฟังก์ชันการบูทด้วยยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ใน BIOS ด้วย

ทั้งนี้ คอมพิวเตอร์บางรุ่นสามารถใช้ฟังก์ชันคีย์เลือกการบูตในระหว่างการเปิดเครื่อง แต่ในบางรุ่นจะต้องเข้าไปตั้งค่าใน BIOS สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งค่าให้ดูจากคู่มือของเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเมนบอร์ด (Main-board) หรือจากเว็บไซต์ผู้ผลิต

บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.

Configure Time and Date Settings in Windows 7

การตั้งค่าเวลาและวันที่ใน Windows 7
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

กรณีที่ Windows 7 มีปัญหาเวลา (Time) และวันที่ (Date) ของ Windows 7 นั้นไม่ตรงกับเวลาและวันที่ที่ถูกต้อง ผู้ใช้ซึ่งมีสิทธิ์ระดับ Administrator สามารถทำการตั้งค่าเวลาและวันที่ใหม่ให้ถูกต้องตามขั้นตอนดังนี้

1. ดำเนินการข้อใดข้อหนึ่งดังนี้
1.1 คลิก Start คลิก Control Panel ในหน้าต่าง Control Panel ให้คลิกหัวข้อ Clock, Language, and Region จากนั้นในหน้า lock, Language, and Region ให้คลิก Set the time and date
1.2 คลิก Start พิมพ์ timedate.cpl แล้วกด Enter
1.3 คลิกที่นาฬิกา (Clock) บน System tray แล้วคลิก Change date and time settings



2. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Date and Time ให้คลิกปุ่ม Change date and time



3. จากนั้นในไดอะล็อกบ็อกซ์ Date and Time Settings ให้ทำการตั้งเวลาและวันที่ให้ถูกต้อง เสร็จแล้วคลิกปุ่ม OK



หมายเหตุ: กรณีที่ตั้งค่าเป็น UAC เป็นระดับสูงสุด คือ Always notify เมื่อทำการเปลี่ยนวันที่ (Date) และเวลา (Time) วินโดวส์จะแสดง UAC ดังรูปด้านล่าง หากต้องการดำเนินการต่อให้คลิก Yes



4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Date and Time คลิกปุ่ม OK เพื่อจบการทำงาน

© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.

Configure Time and Date Settings in Windows Server 2008

การตั้งค่าเวลาและวันที่ใน Windows Server 2008
บทความโดย: Windows Administrator Blog

กรณีที่เกิดปัญหาเวลา (Time) และวันที่ (Date) ของ Windows Server 2008 นั้นไม่ตรงกับเวลาจริง แอดมิน (Administrator) สามารถทำการตั้งค่าเวลาและวันที่ให้ถูกต้องตามขั้นตอนดังนี้

1. ดำเนินการข้อใดข้อหนึ่งดังนี้
1.1 คลิก Start คลิก Control Panel ในหน้าต่าง Control Panel ให้คลิกที่ไอคอน Date and Time
1.2 คลิก Start พิมพ์ timedate.cpl แล้วกด Enter
1.3 คลิกที่นาฬิกา (Clock) บน System tray แล้วคลิก Change date and time settings


2. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Date and Time ให้คลิกปุ่ม Change date and time


3. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Date and Time Settings จากนั้นทำการตั้งเวลาและวันที่ให้ถูกต้อง เสร็จแล้วคลิกปุ่ม OK


4. ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Date and Time คลิกปุ่ม OK เพื่อจบการทำงาน

© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.

First Update for Windows 7 Resolves Application Compatibility Issues

ไมโครซอฟท์ออกอัพเดท (KB974332) ตัวแรกสำหรับ Windows 7 เพื่อแก้ปัญหาคอมแพตติเบิล
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 52 ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้ออกอัพเดทหมายเลข KB974332 เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับการคอมแพตติเบิลของโปรแกรมบางตัว ซึ่งไม่สามารถทำงานบน Windows 7 และ Windows Server 2008 R2 ได้

โดยอัพเดทหมายเลข KB974332 นี้นับเป็นอัพเดทตัวแรกสำหรับWindows 7 RTM สำหรับรายชื่อโปรแกรมที่ได้รับการแก้ปัญหาเรื่องคอมแพตติเบิล มีดังนี้

• Alcohol 52%: Update enables Windows 7 compatible Alcohol 52% versions to work
• Altiris and Symantec Virtual Software up to version 6.1.499.x: Upgrade Block to avoid errors during Windows upgrade
• ZoomText version 9.18: Driver hard Block to prevent an error
• Dell Printer Driver (Models-V105, V305 and V505) : Upgrade Block to avoid setup failure
• Trend Micro Internet Security 2007: Upgrade Block to avoid error during Windows upgrade
• Trend Micro Internet Security 2008: Upgrade Block to avoid error during Windows upgrade
• Trend Micro Internet Security 2009: Upgrade Block to avoid error during Windows upgrade
• YiDongFeiXin version 2.2.x and version 3.5.x: Enables application to work
• PGP Desktop up to version 9.x: Soft Block to warn about possible issue after Windows upgrade
• Trend Micro VirusBuster 2008: Upgrade Block to avoid errors
• Windows Live Photo Gallery: Update Windows Live Photo Gallery to avoid file association issue with Windows Media Player OCX

นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังได้ประกาศว่า จะมีการออกอัพเดทเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการคอมแพตติเบิลกับ Windows 7 ของอีกหลายโปรแกรมในเดือนหน้า

การติดตั้งอัพเดท
สำหรับผู้ที่ใช้ Windows 7 และ Windows Server 2008 R2 สามารถทำการติดตั้งอัพเดทหมายเลข KB974332 ได้จากจากเว็บไซต์ Microsoft Windows Update ผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรืออัพเดทผ่านทาง Windows Server Update Services (WSUS) สำหรับผู้ใช้ในองค์กรที่มีการใช้ระบบ WSUS หรือดาวน์โหลดอัพเดทมาติดตั้งเองจากเว็บไซต์ Windows 7 and Windows Server 2008 R2 Application Compatibility Update

Windows 7 Application Compatibility Update(WSUS 2.0.0.2620)

© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.

Change user account password in Windows 7

การเปลี่ยนรหัสผ่านของยูสเซอร์แอคเคาท์ใน Windows 7 โดยใช้ Control Panel
ในการใช้งาน Windows 7 นั้น ในบางครั้งอาจต้องทำการเปลี่ยนรหัสผ่านให้กับยูสเซอร์แอคเคาท์ต่างๆ เนื่องจากผู้ใช้ลืมหรือเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยบทความนี้จะแสดงวิธีการเปลี่ยนรหัสผ่านใน Windows 7 โดยใช้ Control Panel ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

การเปลี่ยนรหัสผ่านให้กับยูสเซอร์แอคเคาท์ใน Windows 7 โดยใช้ Control Panel
การกำหนดรหัสผ่านให้กับยูสเซอร์แอคเคาท์ใน Windows 7 โดยใช้ Control Panel มีขั้นตอนดังนี้

หมายเหตุ:
1. การดำเนินการในที่นี้ เป็นการดำเนินการบน Windows 7 (RTM) Ultimate Edition
2. อ่านรายละเอียดการสร้างยูสเซอร์แอคเคาท์และการกำหนดรหัสผ่านละเอียดที่ การสร้าง User Account ใน Windows 7

1. ล็อกออนด้วยแอคเคาท์ในกลุ่ม Administrators คลิก Start แล้วคลิก Control Panel
2. ในหน้าต่าง Control Panel ในหัวข้อ User Accounts and Family Safety ให้คลิกที่ลิงก์ Add or remove user account


3. ในหน้าต่าง Manage Accounts ให้คลิกบนยูสเซอร์แอคเคาท์ที่ต้องการรีเซ็ตรหัสผ่าน (ในที่นี้คือ user1)


4. ในหน้าต่าง Change an Account ให้คลิกลิงก์หัวข้อที่ต้องการ ในกรณีที่เลือก "Change the password" เพื่อเปลี่ยนหัสผ่านให้กับแอคเคาท์ ให้ดำเนินการในข้อที่ 5 แต่ถ้าหากเลือก "Remove the password" เพื่อลบรหัสผ่านของแอคเคาท์ (!ไม่แนะนำให้ดำเนินการ) ให้ข้ามไปดำเนินการในข้อที่ 6


5. ในหน้าต่าง Change Password ให้ทำการป้อน "รหัสผ่าน" ตัวใหม่ 2 ครั้งในกล่อง "New password" และ "Confirm new password" แล้วป้อนข้อมูลช่วยจำในกล่อง "Type a password hint" เสร็จแล้วให้คลิก Change password แล้วปิดหน้าต่าง Manage Account เพื่อจบการเปลียนรหัสผ่าน


6. ในหน้าต่าง Remove Password ให้คลิกปุ่ม "Remove Password" เพื่อลบรหัสผ่าน เสร็จแล้วปิดหน้าต่าง Manage Account เพื่อจบการลบรหัสผ่าน


บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.