USB Disk Storage Format Tool

ฟอร์แมต USB Flash Drive เป็น NTFS ด้วย USB Disk Storage Format Tool
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

ผมเคยสาธิตวิธีการฟอร์แมต USB Flash Drive เป็น NTFS บน Windows XP ไปแล้วในบทความเรื่อง How to format USB drive with NTFS on Windows XP ซึ่งการฟอร์แมตต้องมีการคอนฟิกระบบจึงอาจจะไม่สะดวกในการใช้งานสำหรับบางท่าน

วันนี้เลยนำโปรแกรม USB Disk Storage Format Tool 2.2.3 ซึ่งเป็นโปรแกรมฟรีแวร์ (Freeware) ที่ใช้ทำการฟอร์แมต USB Flash Drive เป็น NTFS บน Windows XP ได้ง่ายขึ้น ทำงานได้บน Windows XP, Windows 2000 ,Windows ME และ Windows 98 ท่านใดสนใจ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ Download Chip EU

โปรแกรม USB Disk Storage Format Tool 2.2.3 สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องติดตั้ง วิธีการใช้งานนั้นง่ายมาก เพียงแค่รันโปรแกรมแล้วเลือกไดรฟ์ที่ต้องการฟอร์แมต จากนั้นเลือก File system เป็น NTFS แล้วคลิก Start ในหน้าไดอะล็อก Warning ให้คลิก Yes เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย



© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.

ตรวจสอบเวอร์ชันของ Windows Vista ด้วยเครื่องมือ Slmgr

วิธีตรวจสอบว่า Windows Vista เป็นเวอร์ชัน OEM, Retail หรือ Volume License
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

เคยสงสัยหรือไม่ว่า Windows Vista ที่ติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คที่เราซื้อมานั้นเป็นเวอร์ชัน OEM, Retail หรือ Volume License ก่อนที่จะไปถึงวิธีการตรวจสอบ ผมขอแนะนำเกี่ยวกับช่องทางการจำหน่ายวินโดวส์ของไมโครซอฟท์ ซึ่งจะมีอยู่ 3 ช่องทางด้วยกัน ดังนี้
1. OEM เป็นเวอร์ชันของวินโดวส์ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์จากโรงงานผู้ผลิต
2. Retail เป็นเวอร์ชันของวินโดวส์ที่มีวางขายตามร้านค้าทั่วไป
3. Volume เป็นเวอร์ชันของวินโดวส์ที่ไมโครซอฟท์จำหน่ายให้กับบริษัทหรือองค์กร

สำหรับวิธีการตรวจสอบนั้น สามารถใช้เครื่องมือชื่อ Slmgr (slmgr.vbs) ซึ่งเป็นเครื่องมือประเภท VBScript ทำงานจากคอมมานด์พร้อมท์ ตามวิธีดังนี้

หมายเหตุ: ระบบที่ใช้ทำการทดสอบในบทความนี้ เป็น Windows Vista Enterprise Edition Service Pack 2 (32-bit)

• แสดงข้อมูลของ License ทำได้โดยการรันคำสั่ง slmgr -dli ตามขั้นตอนดังนี้
1. คลิก Start พิมพ์ cmd ในกล่อง Start Search จากนั้นคลิกขวาที่ cmd.exe จากในรายชื่อใต้ Programs แล้วเลือก Run as Administrator
2. ในหน้าต่างคอมมานด์พร้อมท์ให้พิมพ์คำสั่ง Slmgr -dli แล้วรอจนการทำงานแล้วเสร็จ

ผลที่ได้สำหรับระบบที่ยังไม่ได้ทำการแอคติเวตจะมีลักษณะดังรูปที่ 1 ซึ่งจะมีการแสดงข้อมูลต่างๆ เช่น เวอร์ชันของวินโดวส์ ในที่นี้คือ Windows Vista, enterprise edition รายละเอียดเกี่ยวกับวินโดวส์ ในที่นี้เป็น Volume_KMSClient channel ตัวอักษร 5 ตัวสุดท้ายของหมายเลข Product Key ของวินโดวส์ จำนวนวันที่ยังใช้งานได้ก่อนจะต้องทำการแอคติเวต เป็นต้น

สำหรับระบบที่ทำการแอคติเวตเรียบร้อยแล้วผลที่ได้จะมีลักษณะดังรูปที่ 2 ซึ่งจะแสดงเวอร์ชันของวินโดวส์ ในที่นี้คือ Windows Vista, enterprise edition รายละเอียดเกี่ยวกับวินโดวส์ ในที่นี้เป็น Volume_MAK channel ตัวอักษร 5 ตัวสุดท้ายของหมายเลข Product Key และสถานะของ License ในที่นี้เป็น Licensed


รูปที่ 1


รูปที่ 2

• แสดงรายละเอียดของ License ทำได้โดยการรันคำสั่ง slmgr -dlv
1. คลิก Start พิมพ์ cmd ในกล่อง Start Search จากนั้นคลิกขวาที่ cmd.exe จากในรายชื่อใต้ Programs แล้วเลือก Run as Administrator
2. ในหน้าต่างคอมมานด์พร้อมท์ให้พิมพ์คำสั่ง Slmgr -dlv แล้วรอจนการทำงานแล้วเสร็จ

ผลที่ได้สำหรับระบบที่ยังไม่ได้ทำการแอคติเวตจะมีลักษณะดังรูปที่ 3 โดยจะแสดงรายละเอียดต่างๆ เพิ่มขึ้นจากออปชัน -dli เช่น Activation ID, Application ID, Extended ID และ Installation ID

สำหรับระบบที่ทำการแอคติเวตเรียบร้อยแล้วผลที่ได้จะมีลักษณะดังรูปที่ 4 โดยจะแสดงรายละเอียดต่างๆ เพิ่มขึ้นจากออปชัน -dli เช่น Activation ID, Application ID, Extended ID, Installation ID, Processor Certificate URL, Machine Certificate URL, Use License URL และ Product Key Certificate URL


รูปที่ 3


รูปที่ 4

หมายเหตุ: เครื่องมือ Slmgr นี้สามารถใช้ได้บน Windows Vista, Windows Server 2008 รวมถึง Windows 7 ซึ่งจะออกในเดือนตุลาคมปลายปีนี้

ข้อมูลที่กี่ยวข้อง
การขยายระยะเวลา Activate ของ Windows Vista Service Pack 1

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

Compare Windows 7 Editions

เปรียบเทียบฟีเจอร์ของ Windows 7 แต่ละรุ่นตามข้อมูลล่าสุด
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

ผมเคยโพสต์เกี่ยวกับการเปรียบเทียบฟีเจอร์ของ Windows 7 แต่ละเวอร์ชันใน 10 ด้านหลัก ในบทความเรื่อง Windows 7 Editions features comparison สำหรับบทความเป็นการเปรียบเทียบฟีเจอร์ของ Windows 7 ตามข้อมูลอัพเดทล่าสุด สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการติดสินใจเลือกเวอร์ชันให้เหมาะสมกับการใช้งาน

Windows 7 Editions
1. Windows 7 Starter Edition
2. Windows 7 Home Basic
3. Windows 7 Home Premium
4. Windows 7 Professional
5. Windows 7 Enterprise
6. Windows 7 Ultimate

การเปรียบเทียบฟีเจอร์ของ Windows 7 แต่ละรุ่น (Edition) ในภาพรวม มีรายละเอียดดังรูปที่ 1 และ รูปที่ 2

Compare Windows 7 Features
รูปที่ 1

Compare Windows 7 Features
รูปที่ 2

การเปรียบเทียบฟีเจอร์ของ Windows 7 แต่ละรุ่น (Edition) ซึ่งมีการอัพเดทข้อมูลเพิ่มเติมใน 4 ด้าน ดังนี้

• Availability
Windows 7: Availability
รูปที่ 3

• Digital media and devices
Windows 7: Digital media and devices
รูปที่ 4

• Networking features
Windows 7: Networking features
รูปที่ 5

• Enterprise features
Windows 7: Enterprise features
รูปที่ 6

• สำหรับการเปรียบเทียบฟีเจอร์ในด้าน User interface features, Security features, Performance features, Reliability features, Bundled applications และ Mobility features สามาอ่านได้จากบทความเรื่อง Windows 7 Editions features comparison
รูปที่ 7

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Windows 7 Product Editions: A Comparison

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

Windows 7 Upgrade Option Program

โปรแกรมอ็อปชันการอัพเกรดเป็น Windows 7 สำหรับผู้ซื้อเครื่องพีซีใหม่
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้ประกาศ "Windows 7 Upgrade Option Program" อย่างเป็นทางการผ่านทาง Windows 7 Team Blog โดยโปรแกรมดังกล่าวนี้เป็นการเสนออ็อปชันการอัพเกรดเป็น Windows 7 แก่ผู้ใช้ Windows Vista ซึ่งรายละเอียดดังนี้

ไมโครซอฟท์จะเริ่มเสนอ "Windows 7 Upgrade Option Program" แก่ผู้ซื้อเครื่องพีซีใหม่ ในวันที่ 26 มิถุนายน 2552 โดยผู้ที่ซื้อเครื่องพีซีใหม่พร้อม Windows Vista เวอร์ชัน Home Premium, Business หรือ Ultimate สามารถเลือกเข้าโปรแกรมอัพเกรดเป็น Windows 7 ในเวอร์ชันที่เทียบเท่าเมื่อวางจำหน่าย ซึ่งราคาของการอัพเกรดนั้นจะถูกกว่าราคาการซื้อเวอร์ชันเต็มประมาณ USD $80-100 (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,800-3,500 บาท)

อนึ่ง ข้อเสนออ็อปชันการอัพเกรดนี้ จะมีให้เฉพาะการซื้อเครื่องพีซีใหม่จากผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ (OEM) หรือผู้จำหน่ายคอมพิวเตอร์ ที่เข้าร่วมโปรแกรมกับไมโครซอฟท์เท่านั้น และจะมีไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2553 ศกหน้า รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ http://www.microsoft.com/windows/buy/offers/upgrade.aspx

โปรโมชันพิเศษสั่งซื้อล่วงหน้าลดสูงสุด 50 %
นอกจาก "ข้อเสนออ็อปชันการอัพเกรด" แล้ว ไมโครซอฟท์ยังเสนอโปรโมชันพิเศษสำหรับการสั่งซื้อ Windows 7 ล่วงหน้า (มีเฉพาะในบางประเทศ/ภูมิภาค) โดยมีส่วนลดสูงสุดถึง 50 %

โดยในประเทศอเมริกานั้น หากสั่งซื้อ Windows 7 Home Premium ล่วงหน้าจะจ่ายเงินเพียง USD $49.99 (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,750 บาท) หรือสั่งซื้อ Windows 7 Professional ล่วงหน้าในราคาเพียง USD $99.99 (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,500 บาท)

อย่างไรก็ตาม โปรโมชันพิเศษนี้จะเสนอผ่านทางหุ้นส่วนของไมโครซอฟท์ อย่างเช่น Best Buy หรือ Amazon หรือ Microsoft Store ผ่านทางการสั่งซ้อแบบออนไลน์เท่านั้น ท่านใดสนใจก็เข้าไปดูได้ตามรายชื่อเว็บไซต์ดังทีกล่าวมาได้ครับ

ทั้งนี้ โปรโมชันลดสูงสุดถึง 50 % สำหรับการสั่งซื้อล่วงหน้านั้น จะแตกต่างกันไปในภูมิภาค ดังนี้
• ประเทศอเมริกา, แคนาดา และ ญี่ปุ่น โปรโมชันพิเศษนี้จะเริ่มในวันที่ 27 มิถุนายน และจะมีไปถึงวันที่ 11 กรกฎาคมเดือนหน้าในประเทศอเมริกาและแคนาดา สำหรับในประเทศญี่ปุ่นจะมีไปถึงวันที่ 5 กรกฎาคมเดือนหน้าหรือจนกว่าของจะหมด

• ประเทศอังกฤษ, ฝรั่งเศส และเยอรมัน โปรโมชันพิเศษนี้จะเริ่มในวันที่ 15 กรกฎาคมเดือนหน้า และจะมีไปถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2552 หรือจนกว่าของจะหมด

• สำหรับประเทศอื่นๆ นอกจากที่กล่าวมา สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับโปรโมชันพิเศษนี้ ได้ที่เว็บไซต์ Windows 7 Pre-Order Offer

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• http://windowsteamblog.com/blogs/windows7/archive/2009/06/25/announcing-the-windows-7-upgrade-option-program-amp-windows-7-pricing-bring-on-ga.aspx

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

กำหนดการวางจำหน่าย Windows 7 OEM และ Retail

กำหนดการวางจำหน่าย Windows 7 เวอร์ชัน OEM และ Retail
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

ไมโครซอฟท์ได้เปิดเผยเกี่ยวกับกำหนดการวางจำหน่าย Windows 7 เวอร์ชัน OEM และ Retail ผ่านทาง Windows 7 Team Blog รายละเอียด ดังนี้

กำหนดการวางจำหน่าย Windows 7 เวอร์ชัน OEM
กำหนดการวางจำหน่าย Windows 7 เวอร์ชัน OEM นั้น โรงงานผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ (OEM) จะเริ่มจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมกับ Windows 7 ในทุกภาษา ในวันที่ 22 ตุลาคม 2552

กำหนดการวางจำหน่าย Windows 7 เวอร์ชัน Retail
สำหรับกำหนดการวางจำหน่าย Windows 7 เวอร์ชัน Retail นั้น ไมโครซอฟท์วางแผนที่จะวางจำหน่ายหลังจากการออกเวอร์ชัน OEM ให้ได้ในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ แต่จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ตามภาษา ดังนี้

Windows 7 เวอร์ชัน Retail ในภาษาอังกฤษและอีก 13 ภาษา
Windows 7 เวอร์ชัน Retail ในภาษาอังกฤษ (English) จะวางจำหน่ายในวันที่ 22 ตุลาคม 2552 พร้อมกับเวอร์ชันในภาษาต่างๆ อีก 13 ภาษา คือ Spanish, Japanese, German, French, Italian, Dutch, Russian, Polish, Brazilian Portuguese, Korean, Simplified Chinese, Traditional Chinese และ Chinese (Hong Kong)

Windows 7 เวอร์ชัน Retail ในภาษาไทยและอีก 20 ภาษา
Windows 7 เวอร์ชัน Retail ในภาษาไทย (Thai) จะวางจำหน่ายในวันที่ 31 ตุลาคม 2552 พร้อมกับเวอร์ชันในภาษาต่างๆ อีก 20 ภาษา คือ Turkish, Czech, Portuguese, Hungarian, Swedish, Danish, Norwegian, Finnish, Greek, Ukrainian, Romanian, Arabic, Lithuanian, Bulgarian, Estonian, Slovenian, Hebrew, Croatian, Serbian Latin, และ Latvian

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• http://windowsteamblog.com/blogs/windows7/archive/2009/06/25/announcing-the-windows-7-upgrade-option-program-amp-windows-7-pricing-bring-on-ga.aspx

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

Microsoft Announces Windows 7 Pricing

ไมโครซอฟท์ประกาศราคาจำหน่าย Windows 7 อย่างเป็นทางการ
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

ไมโครซอฟท์ได้ประกาศราคาจำหน่ายปลีกของ Windows 7 ทั้งเวอร์ชันเต็ม (Full) และเวอร์ชันอัพเกรด (Upgrade) อย่างเป็นทางการแ้ล้ว โดยได้ประกาศผ่านทาง Windows 7 Team Blog เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา รายละเอียดดังนี้

• Windows 7 Home Premium ไมโครซอฟท์ใช้สโลแกนว่า "The best entertainment experience on your PC" เป็นเวอร์ชันที่เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไปของผู้ใช้ตามบ้าน เช่น การท่องอินเทอร์เน็ต รับ-ส่งอีเมล หรือใช้ดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้น
Windows 7 Home Premium (Upgrade): USD $119.99 (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,200 บาท)
Windows 7 Home Premium (Full): USD $199.99 (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 7,000 บาท)

• Windows 7 Professional ไมโครซอฟท์ใช้สโลแกนว่า "Everything you need for work and home" เป็นเวอร์ชันที่เหมาะทั้งการใช้ภายในองค์กรหรือการใช้งานในระดับมืออาชีพ และการใช้งานของผู้ใช้ตามบ้าน
Windows 7 Professional (Upgrade): USD $199.99 (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 7,000 บาท)
Windows 7 Professional (Full): USD $299.99 (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 10,500 บาท)

• Windows 7 Ultimate ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่เหมาะสำหรับการใช้ในขั้นสูงที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูล
Windows 7 Ultimate (Upgrade): USD $219.99 (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 7,700 บาท)
Windows 7 Ultimate (Full): USD $319.99 (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 11,200 บาท)

ซึ่งจากราคาที่ประกาศนี้ Windows 7 Home Premium เวอร์ชันเต็มจะมีราคาถูกกว่า Windows Vista Home Premium ถึง USD $40 (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,400 บาท) สำหรับคำแนะนำในการเลือกซื้อเวอร์ชันของ windows 7 ให้เหมาะกับการใช้งานนั้น สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ เลือกเวอร์ชัน Windows 7 ให้ตรงกับการใช้งาน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• http://windowsteamblog.com/blogs/windows7/archive/2009/06/25/announcing-the-windows-7-upgrade-option-program-amp-windows-7-pricing-bring-on-ga.aspx

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

Mozilla Firefox 3.5 RC3

Firefox 3.5 Release Candidate 3 (RC3) เวอร์ชัน Pre-release
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

อัพเดทตามแทบจะไม่ทันสำหรับการออกเวอร์ชัน Release Candidate ของ Firefox 3.5 โดยเพียง 10 วัน มีออกมาถึง 3 เวอร์ชัน โดยล่าสุดออก Firefox 3.5 Release Candidate 3 (RC3) หลังจากออก Firefox 3.5 RC2 ไปได้แค่ 7 วัน (และเพียง 10 วันหลังจากออก RC1) โดยเปิดให้นักพัฒนาและผู้สนใจทำการดาวน์โหลดไปทดลองใช้งานเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าเวอร์ชัน RC3 นี้จะเป็นเวอร์ชัน Release Candidate ตัวสุดท้าย ก่อนที่จะออก Firefox 3.5 เวอร์ชันเสร็จสมบูรณ์ (Final version) ซึ่งคาดว่าจะออกในไม่ช้านี้

Firefox 3.5 (Release Candidate) พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานการเรนเดอร์แบบ Gecko 1.9.1 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี โดยการทำงานของ Firefox 3.5 จะเปลี่ยนแปลงไปจากเวอร์ชันก่อนหน้าหลายอย่าง เพื่อให้รองรับเทคโนโลยีเว็บสมัยใหม่ มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มความสะดวกในการใช้งานแก่ผู้ใช้ รวมถึงมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้การท่องอินเทอร์ทำได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ดีขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น โดยฟีเจอร์ใหม่ใน Firefox 3.5 มีรายชื่อดังนี้

• This beta is now available in 70 languages - get your local version.
• Improved tools for controlling your private data, including a Private Browsing Mode.
• Better performance and stability with the new TraceMonkey JavaScript engine.
• The ability to provide Location Aware Browsing using web standards for geolocation.
• Support for native JSON, and web worker threads.
• Improvements to the Gecko layout engine, including speculative parsing for faster content rendering.
• Support for new web technologies such as: HTML5 [video] and [audio]elements, downloadable fonts and other new CSS properties, JavaScript query selectors, HTML5 offline data storage for applications, and SVG transforms.

การดาวน์โหลด
สำหรับท่านใดที่สนใจทดลองใช้งาน Mozilla Firefox 3.5 RC3 สามารถดาวน์โหลดเวอร์ชันสำหรับระบบปฏิบัติการต่างๆ ได้จากเว็บไซต์ Download Mozilla Firefox 3.5 RC3 สำหรับไฟล์ติดตั้ง Mozilla Firefox 3.5 RC3 เวอร์ชันสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows นั้นมีขนาดประมาณ 7.7 MB สามารถดาวน์โหลดได้จาก Mozilla Firefox 3.5 RC3 for Windows


About Mozilla Firefox 3.5 RC3


Mozilla Firefox 3.5 RC3

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Mozilla Firefox 3.5 RC3 Release Notes

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

Update Windows Defender from WSUS Server

การอัพเดท Windows Defender จาก WSUS เซิร์ฟเวอร์
บทความนี้จะสาธิตการอัพเดท Windows Defender จาก WSUS เซิร์ฟเวอร์ โดย Windows Defender นั้นเป็นโปรแกรมแอนตี้มัลแวร์ฟรีของไมโครซอฟท์รองรับระบบปฏิบัติการ Windows XP และ Windows Vista

การติดตั้ง โปรแกรม Windows Defender จะติดตั้งพร้อมกับ Windows Vista สำหรับผู้ใช้ Windows XP สามารถดาวน์โหลดไดฟรีจากเว็บไซต์ Download Windows Defender

หมายเหตุ: ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนในบทความนี้ จะต้องทำการคอนฟิกระบบวินโดวส์ให้อัพเดทจาก WSUS เซิร์ฟเวอร์ ตามรายละเอียดในเว็บไซต์ การแพตช์ Windows Vista ด้วย WSUS เซิร์ฟเวอร์

หลังจากเตรียมระบบวินโดวส์พร้อมแล้ว ขั้นตอนการอัพเดท Windows Defender ผ่านทางเซิร์ฟเวอร์ WSUS นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: เลือก Definition Updates ในรายการ Product and Classifications ของ WSUS เซิร์ฟเวอร์
การอัพเดท Windows Defender ผ่านทางเซิร์ฟเวอร์ WSUS นั้นผู้ดูแลเซิร์ฟเวอร์ WSUS จะต้องทำการคอนฟิก Syschronization Options ของเซิร์ฟเวอร์ WSUS ให้รองรับการอัพเดท Definition Updates ในรายการ Product and Classifications ก่อน ตามขั้นตอนดังนี้

1. จากหน้า WSUS Home ไปที่ Options
2. คลิก Syschronization Options
3. Products and Classifications คลิก Change
4. ในหน้าไดอะล็อก Add/Remove Products คลิกเลือก Definition Updates ดังรูปที่ 1 เสร็จแล้วคลิก OK

รูปที่ 1

5. จากนั้นทำการบันทึกการตั้งค่าโคยลิกที่ Save settings
6. เมื่อทำการบันทึกการตั้งค่าเสร็จแล้วให้ทำการ Synchronize โดยคลิกที่ Synchronize now หากมีความผิดพลาดให้ทำการแก้ไขให้ถูกต้อง
7. เมื่อทำการ Synchronize ก็ให้ทำการตวจสอบ Update และทำการ Approve เพื่ออนุมัติให้ทำการติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย โดยให้เลือก View เป็น Not Approved [1] จากนั้นคลิกเลือก Definition Update [2] แล้วคลิก Approve for installation [3]

รูปที่ 2

8. เมื่อทำการอนุมัติให้ติดตั้ง Definition Update เสร็จแล้วจะได้หน้าต่างลักษณะดังรูปที่ 3

รูปที่ 3

หมายเหตุ: WSUS เซิร์ฟเวอร์ ที่ใช้ในบทความนี้ เป็นเวอร์ชัน WSUS 2.0.0.2620 (SP1)

ขั้นตอนที่ 2: ทำการอัพเดท Definition Updates บนเครื่องไคลเอ็นต์
การอัพเดท Definition Updates บนเครื่องไคลเอ็นต์นั้น ก่อนอื่นให้ทำการล็อกออนเข้าเครื่องไคลเอ็นต์จากนั้นดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

1. เมื่อวินโดวส์ตรวจสอบพบว่ามีอัพเดมตัวใหม่ก็จะแสดงป็อปอัพบอลลูนแจ้งว่า "New Updates are available" ดังรูปที่ 4 ให้ดับเบิลคลิกในบริเวณพื้นที่บอลลูนซึ่งจะได้หน้าไดอะล็อกดังรูปที่ 5

รูปที่ 4

2. ในหน้าไดอะล็อก Windows Update ดังรูปที่ 5 ให้คลิก View available updates (หากไม่ต้องการดูรายละเอียด สามารถคลิก Install Updates เพื่อทำการติดตั้งอัพเดทได้ทันที)

รูปที่ 5

3. ในหน้าไดอะล็อก Choose the updates you want to install ดังรูปที่ 6 ให้คลิกเลือกอัพเดทชื่อว่า Definition Update for windows Defender - KBxxxx (Definition: ) เสร็จแล้วคลิก Install update

รูปที่ 6

4. วินโดวส์จะทำการติดตั้งอัพเดท และจะแสดงป็อปอัพบอลลูนแจ้งว่า "Installing Updates..." ดังรูปที่ 7 รอจนการทำงานแล้วเสร็จ

รูปที่ 7

บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.

การนำเข้า Bookmark จาก Firefox เข้า IE

นำเข้า Bookmark ที่ส่งออกมาจาก Firefox เข้าใน IE
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

ผมได้สาธิตวิธีการส่งออก (Export) Bookmark ของ Firefox ไปแล้วในบทความเรื่อง Exporting Firefox's Bookmarks ในครั้งนี้จะสาธิตวิธีการนำเข้า Bookmark ที่ส่งออกมาจาก Firefox เข้าเป็น Bookmark ของ IE กันครับ โดยจะใช้ได้กับที่ง IE7 และ IE8

1. เตรียมไฟล์ Bookmark ที่ส่งออกมาจาก Firefox ไว้ในที่สะดวกต่อการใช้งาน เช่น ก็อปปี้ลงบนเดสก์ท็อป เป็นต้น
2. เปิดโปรแกรม Internet Explorer จากนั้นเลือกดำเนินการตามเวอร์ชันของ IE ดังนี้
• IE6:
- ให้คลิกเมนู File แล้วคลิก Import and Export จากเมนูดร็อปดาวน์ ดังรูปที่ 1


รูปที่ 1

• IE7:
- ให้คลิกเมนู File แล้วเลือก Import and Export จากเมนูดร็อปดาวน์ ดังรูปที่ หรือ
- คลิกไอคอนรูปดาว+เครื่องหมายบวก แล้วเลือก Import and Export ดังรูปที่ 2


รูปที่ 2

3. ในหน้าไดอะล็อก Import/Export Wizard หน้าแรก ให้คลิก Next ดังรูปที่ 3


รูปที่ 3

4. ในหน้าไดอะล็อก Import/Export Selection ให้คลิก Import Favorites เสร็จแล้วคลิก Next ดังรูปที่ 4


รูปที่ 4

5. ในหน้าไดอะล็อก Import Favorites Source ให้คลิก Browse ดังรูปที่ 5 แล้วเบราซ์ไปยังโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ Bookmark ที่ส่งออกมาจาก Firefox ตามขั้นตอนที่ 1


รูปที่ 5

6. ในหน้าไดอะล็อก Select Bookmark File ให้คลิกเลือกไฟล์ที่ต้องการ เสร็จแล้วคลิก Open ดังรูปที่ 6


รูปที่ 6

7. ในหน้าไดอะล็อก Import Favorites Source ให้คลิก Next

8. ในหน้าไดอะล็อก Import Favorites Destination Folder ให้เลือกตำแหน่งที่ต้องการเก็บ Bookmark ที่ Import เสร็จแล้วคลิก Next ดังรูปที่ 7


รูปที่ 7

9. ในหน้าไดอะล็อก Completing the Import/Export Wizard ให้คลิก Finish ดังรูปที่ 8 แล้วคลิก OK ในหน้าไดอะล็อก Import Favorites


รูปที่ 8

10. หลังจากดำเนินการเสร็จแล้ว ก็จะสามารถเข้าเว็บไซต์โปรดได้จาก IE ได้เช่นเดียวกับบน Firefox

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

ปัญหา Rogue AntiMalware และวิธีการตรวจสอบ

Rogue AntiMalware เมื่อ AntiMalware ทำตัวเป็นมัลแวร์เสียเอง
ปัญหาเรื่องโปรแกรม AntiMalware หลอกให้ผู้ใช้ทำการติดตั้งหรือที่ศัพท์เทคนิคเรียกว่า Rogue AntiMalware นั้น นับวันยิ่งจะรุนแรงมากขึ้น โดยโปรแกรมนี้จะใช้ชื่อที่น่าเชื่อถือ ตัวอย่างเช่น "CoreGuard Antivirus 2009" "Malware Catcher 2009" หรือ "Fast Antivirus 2009" เป็นต้น

การทำงานของ Rogue AntiMalware จะเริ่มจากเมื่อผู้ใช้เข้าเว็บไซต์ที่ร่วมมือกับโปรแกรมเหล่านี้ มันก็จะทำการแสดงป็อปอัพพร้อมข้อความหลอกลวงในลักษณะต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่าเครื่องของตนเองติดไวรัส ตัวอย่างข้อความที่พบได้บ่อยๆ เช่น "YOUR COMPUTER IS INFECTED!"

จากนั้น Rogue AntiMalware ก็จะเสนอความช่วยเหลือในการแก้ไขแบบ Step by step ซึ่งจะรวมถึงการหลอกให้ซื้อโปรแกรม (ราคาทั่วไปจะตั้งไว้ที่ $49.95 และจะรับการชำระผ่านบัตรเครดิต) พร้อมทั้งใช้จิตวิทยากับผู้ใช้โดยการแสดงผลสแกนเครื่องแบบหลอกๆ ว่าพบมัลแวร์เป็นจำนวนมากบนเครื่องดังรูปด้านล่าง หากผู้ใช้หลงเชื่อและทำการติดตั้งก็จะนำมาปัญหาต่างๆ เช่น ต้องเสียเงินโดยไม่จำเป็น หรือในกรณีที่ชำระผ่านบัตรเครดิตอาจจะถูกขโมยข้อมูลบัตรเครดิต เป็นต้น


ขอบคุณภาพจาก Sunbelt Malware Research Labs

วิธีการตรวจสอบ Rogue Anti-Malware
โดยทั่วไป โปรแกรมป้องกันไวรัสจะสามารถตรวจพบ Rogue Anti-Malware ได้ แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องอัพเดทไวรัสซิกเนเจอร์ (หรือฐานข้อมูลไวรัส) ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบจากเว็บไซต์ Westcoast labs (http://www.westcoastlabs.org) สำหรับรายชื่อโปรแกรม Anti-Malware ยี่ห้อต่างๆ ที่ถูกต้องซึ่งจัดรวบรวมโดย VirusTotal (http://www.virustotal.com) มีดังนี้

หมายเหตุ: ข้อมูลรายชื่ออัพเดทล่าสุดสามารถดูได้จาก http://www.virustotal.com/sobre.html

• AhnLab (V3)
• Antiy Labs (Antiy-AVL)
• Aladdin (eSafe)
• ALWIL (Avast! Antivirus)
• Authentium (Command Antivirus)
• AVG Technologies (AVG)
• Avira (AntiVir)
• Cat Computer Services (Quick Heal)
• ClamAV (ClamAV)
• Comodo (Comodo)
• CA Inc. (Vet)
• Doctor Web, Ltd. (DrWeb)
• Emsi Software GmbH (a-squared)
• Eset Software (ESET NOD32)
• Fortinet (Fortinet)
• FRISK Software (F-Prot)
• F-Secure (F-Secure)
• G DATA Software (GData)
• Hacksoft (The Hacker)
• Hauri (ViRobot)
• Ikarus Software (Ikarus)
• INCA Internet (nProtect)
• K7 Computing (K7AntiVirus)
• Kaspersky Lab (AVP)
• McAfee (VirusScan)
• Microsoft (Malware Protection)
• Norman (Norman Antivirus)
• Panda Security (Panda Platinum)
• PC Tools (PCTools)
• Prevx (Prevx1)
• Rising Antivirus (Rising)
• Secure Computing (SecureWeb)
• BitDefender GmbH (BitDefender)
• Sophos (SAV)
• Sunbelt Software (Antivirus)
• Symantec (Norton Antivirus)
• VirusBlokAda (VBA32)
• Trend Micro (TrendMicro)
• VirusBuster (VirusBuster)

บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
VirusTotal

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

Bing vs. Google

ค้นหาครั้งเดียวแต่ได้ผลจากทั้ง Google และ Bing
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

การแข่งขันเพื่อแย่งผู้ใช้ในส่วนของเสิร์ชเอ็นจินระหว่าง Google (http://www.google.com/) ของ Google และ Bing (http://www.bing.com/) ของไมโครซอฟท์ เป็นไปอย่างเข้มข้น ต่างฝ่ายก็แข่งกันพัฒนาการกลไกการทำงานเพื่อให้ผลการค้นหาที่ได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด ส่งผลให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการแข่งขัน

แต่เมื่อมองการใช้งานในมุมมองของผู้ใช้ เช่น ถ้าเราต้องการค้นหาคำว่า "thaiwinadmin.blogspot.com" บนเสิร์ชเอ็นจินทั้ง 2 ตัว ผู้ใช้ก็ต้องเปิดหน้า Google หน้าหนึ่ง และเปิดหน้า Bing อีกหน้าหนึ่ง จากนั้นก็ทำการค้นหาบนเสิร์ชเอ็นจินแต่ละตัว ซึ่งค่อนข้างจะยุ่งยากและหลายขั้นตอน

ซึ่งจากประเด็นดังกล่าวนี้ ทำให้นาย Tom Kelchner ชาวโครเอเชีย เกิดความคิดที่จะทำให้สามารถค้นหาครั้งเดียวแต่ได้ผลจากเสิร์ชเอ็นจินทั้ง 2 ตัว และได้เปิดให้บริการเว็บไซต์ Bing vs. Google (http://www.bing-vs-google.com/) ซึ่งจะเป็นกล่องสำหรับให้ใส่ "คำ" "วลี" หรือ "ประโยค" ที่ต้องการค้นหาดังรูปที่ 1 และเมื่อทำการค้นหา ก็จะแสดงผลที่ได้จากเสิร์ชเอ็นจินทั้ง 2 ตัว ในหน้าต่างเดียวกันดังรูปที่ 2 นับเป็นไอเดียที่เข้าท่าใช้ได้ ท่านใดสนใจก็สามารถทดลองใช้งานจากเว้บไซต์ได้ครับ


รูปที่ 1


ดังรูปที่ 2

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

Enable virtualization on IBM System x3650

การเปิดใช้งาน Virtualization บน IBM System x3650
ในการใช้งาน Virtual Machine บน Hyper-V บน Windows Server 2008 นั้น มีเงื่อนไขด้านระบบซีพียู 2 อย่าง ดังนี้
1. รองรับและเปิดใช้งาน (Enabled) เทคโนโลยี Virtualization Technology
2. รองรับและเปิดใช้งาน (Enabled) ฟีเจอร์ Execute Disable Bit (บางครั้งเรียก Data Execution Prevention)

ในกรณีที่ข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งสองข้อไม่เป็นจริง เมื่อทำการรัน Virtual Machine ก็จะได้ในกรณีระบบแสดงข้อผิดพลาด Event ID: 42 (อ่านรายละเอียดได้ที่ ข้อผิดพลาด Event ID 42 ของ Hyper-V Server)

สำหรับการตั้งค่าทั้ง 2 นี้จะต้องทำใน BIOS ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ซึ่งวิธีการเปิดใช้งานนั้นจะขึ้นกับรุ่นและยี่ห้อของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ โดยบทความนี้จะสาธิตขั้นตอนการเปิดใช้งาน Virtualization Technology และ Execute Disable Bit บนเซิร์ฟเวอร์ IBM System x3650 (Rack 2U) ซึ่งใช้ซีพียู Intel Xeon Quad Core

1. เปิดสวิทซ์หรือรีสตาร์ทเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ก่อนที่จะบูตเข้าระบบวินโดวส์ให้กดปุ่ม F1 เพื่อเข้าหน้า Setup
2. ในหน้า Configuration/Seup Utility ให้เลือกหัวข้อ Advanced Setup แล้วกดปุ่ม Enter
3. ในหน้า Advanced Setup ให้เลือกหัวข้อ CPU Options แล้วกดปุ่ม Enter
4. ในหน้า CPU Options ให้เปิดใช้งาน (โดยเลือกตั้งค่าเป็น Enabled) หัวข้อย่อย 2 ข้อดังนี้
  • Execute Disable Bit
  • Intel Virtualization Technology
5. กดปุ่ม ESC จำนวน 2 ครั้ง เพื่อกลับไปยังหน้า Configuration/Seup Utility จากนั้นเลือกหัวข้อ Save Settings แล้วกดปุ่ม Enter
6. ในหน้า Save Settings ให้กดปุ่ม Enter อีกครั้ง
7. เลือก Exit Setup แล้วกดปุ่ม Enter
8. ในหน้า Exit Setup เลือก Yes, exit the Setup Utility แล้วรอจนเครื่องเซิร์ฟเวอร์บูตเสรจและพร้อมใช้งาน
9. เปิดหน้า Hyper-V Manager แล้วทำการสตาร์ท Virtual Machine หากไม่มีอะไรผิดพลาด จะสามารถสตาร์ทได้สำเร็จ หากยังไม่สามารถสตาร์ท Virtual Machine ได้ให้ตรวจสอบ Event Log เพื่อหาวิธีการแก้ไขต่อไป

บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

Wireshark 1.2.0 Free Network Protocol Analyzer

Wireshark 1.2.0 for Windows
Wireshark (ชื่อเดิมคือ Ethereal) คือ โปรแกรม network protocol analyzer ลักษณะเดียวกันกับโปรแกรม Sniffer โดย Winreshark นั้นสามารถทำงานได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการ Unix และ Windows สามารถทำการวิเคราะห์ข้อมูลบนเครือข่ายได้หลากหลายรูปแบบ และมีฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การดูรายละเอียดต่างๆ ของข้อมูลที่แคปเจอร์, สามารถทำการวิเคราะห์ข้อมูลได้ทั้งแบบไลฟ์และจากไฟล์แคปเจอร์ และที่สำคัญ Wireshark นั้นเป็นซอฟต์แวร์แบบ Open Source ซึ่งให้ใช้งานโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและมีต้นฉบับสำหรับให้นำไปพัฒนาต่อยอดได้อีกด้วย ปัจจุบัน Wireshark ได้พัฒนามาถึงเวอร์ชัน 1.2.0 แล้ว สำหรับท่านที่สนใจสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้จาก Wireshark

• ข้อผิดพลาด (BUG) ที่ได้รับการแก้ไขใน Wireshark 1.2.0
ใน Wireshark 1.2.0 นั้นได้ทำการข้อผิดพลาดต่างๆ ดังนี้
• Type-ahead search now works properly.
• Several bugs that affected capture from pipes have been fixed.
• Many Lua-related bugs have been fixed.
• Several memory leaks have been found and fixed.
• The "Follow TCP Stream" feature could show two streams at the same time The hex dump view has been narrowed.
• WPA and SSL decryption bugs have been fixed.
• Readability problems on 256-color displays on Windows have been fixed.

• ฟีเจอร์ที่ได้รับการปรับปรุงและฟีเจอร์ใหม่ใน Wireshark 1.2.0
ใน Wireshark 1.2.0 มีฟีเจอร์ที่ได้รับการปรับปรุงและฟีเจอร์ใหม่ต่างๆ ดังนี้
• Wireshark has a spiffy new start page.
• Display filters now autocomplete.
• A 64-bit Windows (x64) installer is now provided.
• Support for the c-ares resolver library has been added. It has many advantages over ADNS.
• Many new protocol dissectors and capture file formats have been added (see below for a complete list).
• Macintosh OS X support has been improved.
• GeoIP database lookups.
• OpenStreetMap + GeoIP integration.
• Improved Postscript® print output.
• The preference handling code is now much smarter about changes.
• Support for Pcap-ng, the next-generation capture file format.
• Support for process information correlation via IPFIX.
• Column widths are now saved.
• The last used configuration profile is now saved.
• Protocol preferences are changeable from the packet details context menu.
• Support for IP packet comparison.
• Capinfos now shows the average packet rate.
• GTK1 is no longer supported. (Yes, this is a feature.)
• Official Windows packages are now built using Microsoft Visual C++ 2008 SP1.

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
Wireshark Download Page
Wireshark 1.2.0 Portable
Wireshark 1.2.0 Release notes

บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

Google Chrome 2.0.172.33

Google Chrome 2.0.172.33 แก้ไขช่องโหว่ Buffer overflow
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

Google ออก Google Chrome เวอร์ชัน 2.0.172.33 เพื่อแก้ไขช่องโหว่ความปลอดภัยเรื่อง CVE-2009-2121: Buffer overflow processing HTTP responses ซึ่งไวรัสหรือแฮกเกอร์อาจจะใช้เป็นช่องทางในการโจมตีระบบได้

ฟีเจอร์ใหม่ใน Google Chrome 2.0
ใน Google Chrome 2.0 มีฟีเจอร์ใหม่ ดังนี้
1. Improved New Tab Page: ผู้ใช้สามารถลบ thumbnail ในหน้า New Tab ได้

2. Full Screen Mode: เป็นโหมดที่ไม่มีการแสดงส่วนติดต่อกับผู้ใช้ใดๆ นอกเหนือจากสกรอลบาร์ด้านข้างและทาสก์บาร์ของ Windows โดยผู้ใช้สามารถเข้าสู่ โหมด Full screen โดยการกดปุ่ม F11 ของคีย์บอร์ด (อ่านรายละเอียดทั้งหมด)

3. Form Autofill: ป้อนข้อมูลในแบบฟอร์มบนหน้าเว็บอัตโนมัติ ด้วยข้อมูลที่เคยกรอกไว้

การดาวน์โหลดและการติดตั้ง Google Chrome 2.0
สำหรับวิธีการติดตั้งนั้นแบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้

กรณีที่ 1 ยังไม่ได้ติดตั้งเวอร์ชัน 2.0.172.28 บนเครื่อง สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมติดตั้งผ่านทางบราวเซอร์ โดยเปิดไปที่เว็บไซต์ www.google.com/chrome หรือดาวน์โหลดโปรแกรมติดตั้ง Download Google Chrome 2.0.172.33 มาทำการติดตั้งด้วยตนเอง

กรณีที่ 2 มีการติดตั้ง Chrome เวอร์ชัน 2.0.172.28 บนเครื่องอยู่ก่อนแล้ว สามารถทำการอัพเดทเป็นเวอร์ชัน 2.0172.33 ได้ตามขั้นตอนดังนี้

1. เปิดโปรแกรม Google Chrome จากนั้นคลิกที่ไอคอนรูปประแจ แล้วเลือกคำสั่ง About Google Chrome

About Google Chrome
รูปที่ 1 About Google Chrome

2. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ About Google Chrome ให้คลิก Update Now แล้วรอจนโปรแกรมทำการติดตั้งแล้วเสร็จ

3. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ Please close all Chrome windows and restart Chrome for this change to take effect ให้คลิก OK

4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ About Google Chrome ให้คลิก OK อีกครั้ง

5. ทำการรีสตาร์ทโปรแกรม Chrome เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล

หลังจากทำการรีสตาร์ทเสร็จแล้วก็สามารถใช้งานโปรแกรม Chrome ได้ตามปกติ โดยหมายเลขเวอร์ชันคือ 2.0.172.33

Google Chrome 2.0.172.33
รูปที่ 2 Google Chrome 2.0.172.33

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
• http://chrome.blogspot.com/

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

Exporting Firefox's Bookmarks

การแบ็คอัพ Bookmark ของ Firefox
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

Bookmarks หรือที่ในบราวเซอร์บางตัวเรียกว่า Favorites เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้บันทึกลิงก์ของไซต์เก็บไว้เพื่อเปิดดูในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องจำชื่อเต็มๆ ของเว็บไซต์นั้นๆ หรือทำการเสิร์ชหาเว็บไซต์นั้นใหม่

ทั้งนี้ ผมคิดว่าหลายท่านคงเป็นเช่นเดียวกับผม คือ ทำการบันทึกลิงก์ของเว็บไซต์ไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็มีความสะดวกดีในการเปิดเว็บไซต์เหล่านั้นในอนาคต ดังนั้น เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาใหม่กรณีเครื่องเสียจะ ทางที่ดีก็ควรทำการแบ็คอัพ Bookmark ไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย

ขั้นตอนการแบ็คอัพ Bookmark ใน Firefox
ขั้นตอนการแบ็คอัพ Bookmark ใน Firefox มีขั้นตอนดังนี้
1. ในหน้าต่าง Firefox ให้คลิกเมนู Bookmarks และคลิก Organize Bookmarks....


รูปที่ 1

2. ในหน้าต่าง Library ให้คลิกเมนู Import and Backup จากนั้นคลิกหัวข้อ Export HTML....


รูปที่ 2

3. ในหน้าต่าง Export Bookmarks File ให้บราวส์ไปยังโฟลเดอร์ที่ต้องการใช้เก็บไฟล์ Bookmark จากนั้นตั้งชื่อให้กับไฟล์ที่ส่งออก (1.) แล้วคลิก Save (2.) เสร็จแล้วปิดหน้าต่าง Library



4. แนะนำให้เก็บไฟล์ Bookmark ที่ส่งออกไว้ในที่ปลอดภัย ตัวอย่างเช่นเก็บไว้ใน Flash drive เป็นต้น

หมายเหตุ: ไฟล์ Bookmark ที่ส่งออกนั้นจะเป็นประเภท HTML (.html)

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

การเปลี่ยนรหัสผ่านแอคเคาท์บน AD ด้วยตนเอง

วิธีการเปลี่ยนรหัสผ่านแอคเคาท์บน Active Directory ด้วยตนเอง
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

สำหรับองกรค์ที่มีการใช้ระบบ Active Directory นั้น งานหนึ่งของแอดมินที่มีหน้าที่ดูแลระบบ คือ งานเปลี่ยนรหัสผ่านให้กับผู้ใช้ ซึ่งหากมีจำนวนผู้ใช้ไม่มากนักก็จะ แอดมินก็สามารถที่จะทำหน้าที่เปลี่ยนรหัสผ่านให้กับผู้ใช้ได้ แต่หากมีจำนวนผู้ใช้มากๆ แล้ว การให้ผู้ใช้สามารถทำการเปลี่ยนรหัสผ่านเอง ดูจะเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่แอดมิน บทความนี้จะแสดงถึงวิธีการเปลี่ยนรหัสผ่านด้วยตนเองของผู้ใช้

• ขั้นตอนที่ 1 เข้าใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยรหัสผ่านเก่า
ก่อนอื่นให้ทำการล็อกออนเข้าใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยรหัสผ่านเก่า ตามขั้นตอนดังนี้
1. ในหน้าต่าง Log On to Windows ดังรูปที่ 1 ให้ป้อนข้อมูลดังนี้
User name: ใส่เป็นชื่อแอคเคาท์
Password: ใส่รหัสผ่าน
Log on to: โดเมน (Domain) ที่ต้องการเปลี่ยนรหัสผ่าน

2. เมื่อใส่ข้อมูลต่างๆ ครบแล้วให้คลิก OK


รูปที่ 1 Log On to Windows

• ขั้นตอนที่ 2 เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่
หลังจากล็อกออนเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ให้ทำการเปลี่ยนรหัสผ่านตามขั้นตอน ดังนี้
1. กดปุ่ม Ctrl+Alt+Delete พร้อมกัน ซึ่งจะได้หน้าต่าง Windows Security ดังรูปที่ 2


รูปที่ 2 Windows Security

2. ในหน้าต่าง Windows Security ให้คลิกปุ่ม Change Password ซึ่งจะได้หน้าต่าง Change Password ดังรูปที่ 3


รูปที่ 3 Change Password

3. ในหน้าต่าง Change Password ให้ป้อนข้อมูลตามรายละเอียดด้านล่าง เสร็จแล้วคลิก OK
Old Password: ป้อนรหัสผ่านตัวเดิม (รหัสที่ใช้ล็อกออนเข้าใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ในขั้นตอนที่ 1)
New Password: ป้อนรหัสผ่านใหม่ (ควรมีความยาวอย่างน้อย 7 ตัวอักษร)
Confirm New Password: ป้อนเหมือนกับช่อง New Password

4. ระบบจะทำการเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นรหัสผ่ารตัวใหม่ โดยจะแสดงหน้าต่างดังรูปที่ 4 ให้คลิก OK เปลี่ยนรหัสผ่าน


รูปที่ 4 You password has been changed

5. ออกจากการใช้งานวินโดวส์โดยคลิก Start คลิก Log Off จากนั้นในหน้าต่าง Log Off Windows ให้คลิก Log Off


รูปที่ 5 Log Off Windows

6. ทำการเข้าใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยรหัสผ่านใหม่

หมายเหตุ: หากดำเนินการตามขั้นตอนด้านบนแล้วไม่สามารถเปลี่ยนรหัสผ่านได้ ให้ติดต่อแอดมินผู้ดูแลระบบ

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

วิธีการเขียน Hiren's BootCD ลงแผ่นซีดีด้วย Nero Express

วิธีการเขียน Hiren's BootCD 9.9 ลงแผ่นซีดีด้วย Nero Express
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

หลังจากดาวน์โหลดโปรแกรม Hiren's BootCD 9.9 เสร็จแล้วขั้นตอนต่อไปจะต้องทำการเขียน (Burn) ลงแผ่นซีดี โดยบทความนี้จะแสดงวิธีการเขียน Hiren's BootCD 9.9 ลงแผ่นซีดีด้วยโปรแกรม Nero Express ตามขั้นตอนดังนี้

1. ให้ทำการแตกไฟล์ Hirens.BootCD.9.9.rar หรือ (zip) โดยใช้ 7-zip หรือ winrar หรือ winzip ซึ่งจะได้ไฟล์ Hiren's.BootCD.9.9.iso โฟลเดอร์ keyboard patch และเท็กซ์ไฟล์อีก 2 ไฟล์
2. หากไฟล์ keyboard patch ยังเป็นซิปไฟล์อยู่ให้ทำการแตกไฟล์ก่อน จะได้ไฟล์ทั้งหมด 4 ไฟล์ คือ keyb.dat, keyb.sys, patch.bat และ readme.txt

3. สร้างไฟล์เดอร์ใหม่โดยอาจจะตั้งชื่อเป็น Hiren เป็นต้น จากนั้นก็อปปี้ไฟล์ Hiren's.BootCD.9.9.iso และไฟล์ keyb.dat, keyb.sys, Patch.bat ลงในโฟลเดอร์ที่สร้างขึ้นใหม่ ดังรูปที่ 1


รูปที่ 1

4. ในโฟลเดอร์ที่สร้างในขั้นตอนที่ 3 ให้ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ Patch.bat จากนั้นกด Y ดังรูปที่ 2 รอจนการทำงานแล้วเสร็จ จากนั้นกดคีย์ใดๆ เพื่อจบการแพตช์ ซึ่งจะได้ไฟล์ชื่อ US Patched Hiren's.BootCD.9.9.iso ดังรูปที่ 3


รูปที่ 2


รูปที่ 3

5. ทำการเขียนไฟล์ US Patched Hiren's.BootCD.9.9.iso ลงแผ่นซีดี ซึ่งขั้นตอนนี้จะขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ใช้เขียน โดยในขั้นตอนการเขียนให้เลือกเป็น Disk image หรือ Image file หากเลือกเป็น Data จะไม่สามารถบูตได้

ตัวอย่างการเขียนด้วยโปรแกรม Nero Express
1. เปิดโปรแกรม Nero Express
2. ในหน้าต่างโปรแกรม Nero Express ดังรูปที่ 4 คลิก Image, Project, Copy


รูปที่ 4

3. ในหน้าต่างโปรแกรม Nero Express ดังรูปที่ 4 ในคอลัมน์ตัวเลือกด้านขวามือ ให้คลิก Disk Image or Save Project
4. ให้ท่องไปยังโฟลเดอร์ที่สร้างในขั้นตอนที่ 3 ในหัวข้อ "วิธีการเขียน Hiren's BootCD 9.9 ลงแผ่นซีดี" แล้วเลือกไฟล์ US Patched Hiren's.BootCD.9.9.iso ดังรูปที่ 5 แล้วคลิก Open


รูปที่ 5

5. ในหน้าต่างโปรแกรม Nero Express ดังรูปที่ 6 ให้คลิก Burn เพื่อเขียนแผ่น แล้วรอจนการทำงานแล้วเสร็จ


รูปที่ 6

© 2009 TWA Blog. All Rights Reserved.

Overview of Energy Star

ภาพรวมเกี่ยวกับมาตรฐาน Energy Star
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

Energy Star

กระแสเกี่ยวกับการลดภาวะโลกร้อน กำลังเป็นเรื่องที่ได้รับความสำคัญและกล่าวถึงในหลายๆวงการ ซึ่งรวมถึงในวงการที่เกี่ยวกับที่งด้าน IT ด้วย โดยชาวไอทีอย่างเราๆ ท่านๆ คงจะเคยได้ยินคำว่า Green IT มากันบ้างแล้ว วันนี้ผมภาพรวมเกี่ยวกับมาตรฐาน Energy Star ซึ่งเป็นมาตรฐานหนึ่งที่มุ่งเน้นในทางด้าน Green IT

Energy Star
โครงการ Energy Star โดยองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม(Environmental Protection Agency หรือเรียกสั้นๆ ว่า EPA) คือ ความร่วมมือระหว่าง EPA และบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ต่างๆ ในการลดมลภาวะทางอากาศ ด้วยการส่งเสริมให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ประหยัดพลังงาน อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ทั่วไปสามารถช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้ารวมถึงผลข้างเคียงจากการใช้ได้ โดยการปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เมื่อไม่ได้ใช้งาน

คุณสมบัติตามข้อกำหนด Energy Star
ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่มีเครื่องหมาย Energy Star อยู่บนผลิตภัณฑ์ นั้นแสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ได้รับการรับรองแล้วว่ามีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด Energy Star ของ EPA

Energy Star 4.0
เครื่องคอมพิวเตอร์ Desktop, Notebook และ Workstation ซึ่งผลิตขึ้นหลังวันที่ 20 กรกฎาคม 2550 และมีเครื่องหมาย Energy Star จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามข้อกำหนด 4.0 ซึ่งเป็นการปรับปรุงเพิ่มเติม และจากข้อกำหนดต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ประหยัดไฟฟ้าได้มากขึ้น รวมทั้งคุณสมบัติอื่นๆ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถประหยัดพลังงานโดยคำนวณเป็นจำนวนเงินต่อปีได้ดังนี้
• ประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 130 kWh
• ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 200 ปอนด์

อย่างไรก็ตาม คอมพิวเตอร์เครื่องที่ได้มาตรฐาน Energy Star 4.0 นั้น ยังสามารถประหยัดไฟได้มากยิ่งขึ้น โดยการใช้คุณลักษณะการจัดการพลัังงานของ Energy Star ซึ่งจะสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานพิเศษ เมื่อไม่มีการใช้งานเป็นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้

คุณลักษณะการจัดการพลัังงานเหล่านี้ ซึ่งเปิดใช้งานในคอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่ได้การรับรองจาก Energy Star สามารถช่วยให้ผู้ใช้ประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 500 kWh ต่อปี ซึ่งคำนวณได้เท่ากับ
• ลดการปล่อยก๊่าซเรือนกระจกได้มากเท่ากับการไม่ใช้รถยนต์เป็นเวลา 3 สัปดาห์
• การปลูกป่าที่มีพื้นที่ขนาด 70 ตารางฟุต

หมายเหตุ:
1. สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการพลังงาน สามารถเข้าไปอ่านได้ที่เว็บไซต์ www.energystar.gov/powermanagement
2. สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Energy Star สามารถเข้าไปอ่านได้ที่เว็บไซต์ www.energystar.gov

ท้ายนี้อยากจะฝากชาวไอทีทุกๆ ท่านว่า ในการซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องต่อไป หากเป็นไปได้ก็ขอแนะนำให้เลือกเครื่องที่ได้มาตรฐาน Energy Star นะครับ เพื่อจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการลดภาวะโลกร้อน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• support.dell.com

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.

Mozilla Firefox 3.5 RC2 Available for Download

Firefox 3.5 Release Candidate 2 (RC2) เวอร์ชัน Pre-release
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

หลังจากออก Firefox 3.5 RC1 ไปได้ 3 วัน Mozilla ก็ออกเวอร์ชัน Release Candidate 2 (RC2) โดยเปิดให้นักพัฒนาและผู้สนใจทำการดาวน์โหลดไปทดลองใช้งานเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา เวอร์ชัน Release Candidate 2 (RC2) ถือเป็นเวอร์ชัน Pre-release ซึ่งหากไม่มีข้อผิดพลาดหรือปัญหาในการทำงานใดๆ ทาง Mozilla จะออก Firefox 3.5 เวอร์ชันเสร็จสมบูรณ์ (Final version) ในไม่ช้านี้

Firefox 3.5 (Release Candidate) พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานการเรนเดอร์แบบ Gecko 1.9.1 ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี โดยใน Firefox 3.5 มีการเปลี่ยนแปลงการทำงานไปจากเวอร์ชันก่อนหน้าหลายอย่าง เพื่อให้รองรับเทคโนโลยีเว็บแบบใหม่ ทำการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน รวมถึงมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้การท่องอินเทอร์ทำได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ดีขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น โดยฟีเจอร์ใหม่ใน Firefox 3.5 มีรายชื่อดังนี้

• This beta is now available in 70 languages - get your local version.
• Improved tools for controlling your private data, including a Private Browsing Mode.
• Better performance and stability with the new TraceMonkey JavaScript engine.
• The ability to provide Location Aware Browsing using web standards for geolocation.
• Support for native JSON, and web worker threads.
• Improvements to the Gecko layout engine, including speculative parsing for faster content rendering.
• Support for new web technologies such as: HTML5

6 คำถาม ที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ Netbook

คำถาม 6 ข้อที่ต้องถามตัวเองก่อนตัดสินใจซื้อ Netbook
บทความโดย: Thai Windows Administrator Blog

กระแสของ Netbook ยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประมาณว่า Netbook มียอดขายประมาณ 10 % ของยอดขายคอมพิวเตอร์ทั่วโลก (ในบางภูมิภาคมียอดขายเกือบ 20 % ของยอดขายคอมพิวเตอร์ในภูมิภาคนั้น) ซึ่งผมได้เคยโพสต์เกี่ยวกับข้อควรพิจารณาก่อนที่ตัดสินใจว่าจะซื้อเน็ตบุ๊คหรือโน้ตบุ๊คไปแล้วครั้งหนึ่งในบทความเรื่อง "Netbook หรือ Notebook?" สำหรับทความนี้จะรวบรวมข้อควรพิจารณาต่างๆ หลังจากตัดสินใจว่าจะซื้อเน็ตบุ๊คแล้ว ซึ่งจะเป็นเสมือนเช็คลิสต์ที่ช่วยให้ตัดสินใจซื้อ Netbook ได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด

1. การใช้งานง่ายหรือไม่?
คำถามแรกและอาจจะสำคัญที่สุด คือ การใช้งานง่ายหรือไม่ ? เนื่องจากการใช้งาน Netbook โดยทั่วไปนั้นจะเป็นลักษณะคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2 ซึ่งจะใช้ควบคู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คหลัก ดังนั้น เพื่อให้การแชร์ข้อมูลระหว่างกันทำได้ง่าย ทั้ง 2 เครื่องควรจะใช้ระบบปฏิบัติการระบบเดียวกัน และเครื่อง Netbook จะต้องรองรับการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายไร้สายหรือระบบเครือข่ายบรอดแบนด์ 3G ได้ง่ายเพื่อความสะดวกในการแชร์ข้อมูลรวมถึงการออนไลน์

2. การทำงานร่วมกับอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ ของคุณ?
คำถามที่สองคือ ซอฟต์แวร์ต่างๆ บน Netbook สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ ตัวอย่างเช่น กล้องถ่ายรูป เครื่องพิมพ์ เครื่องเล่น MP3 และ ฯลฯ ได้หรือไม่ นอกจากนี้ ควรต้องมีซอฟต์แวร์ที่สามารถทำงานร่วมกับเอกสารที่ท่านใช้บนเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คหลักได้ด้วย ซึ่งคำถามนี้จะเป็นแนวทางสำหรับการเลือกใช้ระบบปฏิบัติการบนเครื่อง Netbook

นั้นคือ หากท่านต้องการต่ออุปกรณ์ อย่างเช่น กล้องถ่ายรูป เครื่องพิมพ์ เครื่องเล่น MP3 และ ฯลฯ ก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีไดรเวอร์สำหรับระบบปฏิบัติการที่ท่านเลือก หรือหากท่านใช้ Microsoft Office บนเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คหลัก ก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีบนเครื่อง Netbook มีซอฟต์แวร์ที่สามารถแอคเซสไฟล์ต่างๆ ที่สร้างจาก Microsoft Office นอกจากนี้ ควรพิจารณาถึงชอฟต์แวร์เสริมสำหรับใช้งานในด้านต่างๆ เช่น ดูหนัง, ฟังเพลง ท่องอินเทอร์เน็จ รับ-ส่งอีเมล แชท ฯลฯ

3. ขนาดของจอภาพและคีย์บอร์ดเหมาะสมกับการใช้งานหรือไม่?
คำถามต่อมาคือขนาดของจอภาพและคีย์บอร์ดเหมาะสมกับการใช้งานหรือไม่? ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินโจซื้อ Netbook โดยการเลือกนั้นคงต้องพิจารณาทั้งเหมาะสมในการใช้งานและความสะดวกในการพกพา ซึ่งสองสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักของตัว Netbook ตามลำดับ ตัวอย่างเช่น หากเลือกจอภาพขนาดเล็กเช่น 8.9 นิ้ว อาจจะพกพาได้สะดวกแต่อาจจะมีปัญหาเรื่องการใช้งานคีย์บอร์ดเนื่องจากขนาดของปุ่มแต่ละปุ่มจะค่อนข้างเล็ก สำหรับคำแนะนำทั่วไปนั้น ควรเลือก Netbook ที่มีขนาดจอภาพ 10 นิ้วเป็นอย่างต่ำจะดีที่สุด

4. ต้องการฮาร์ดแวร์ระดับใด?
คำถามที่สี่จะเป็นการพิจารณาด้านฮาร์ดแวร์ ซึ่งมีข้อที่ต้องพิจารณา 4 ข้อด้วยกันคือ

1. ขนาดของจอภาพและคีย์บอร์ด:
หัวข้อนี้มีรายละเอียดตามหัวข้อด้านบน

2. ความเร็วของซีพียู
การเลือกซีพียูของ Netbook นั้นมีหลักพิจารณาเช่นเดียวกับการเลือกซีพียูของเดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊ค คือ เลือกสเปกสูงสุดเท่าที่งบประมาณจะเอื้ออำนวย ซึ่งเครื่อง Netbook ส่วนใหญ่จะใช้ซีพียู Intel Atom แนะนำให้เลือกรุ่นที่ใช้ซีพียูซึ่งมีความเร็วไม่น้อยกว่า 1GHz

3. ขนาดของหน่วยความจำ
ในส่วนของหน่วยความจำนั้นก็มีหลักพิจารณาเช่นเดียวกับซีพียู คือ เลือกสเปกสูงสุดเท่าที่งบประมาณจะเอื้ออำนาย โดย Netbook ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับหน่วยความจำ 1GB แต่ถ้าต้องการสมรรถนะการทำงานเพิ่มขึ้นแนะนำให้อัพเกรดเป็น 2GB

4 ขนาดของหน่วยเก็บข้อมูล
การเลือกขนาดของหน่วยเก็บข้อมูลนั้น จะขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละท่าน ขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปใช้ในงานลักษณะไหน ตัวอย่างเช่น หากใช้งานรับส่งอีเมลและท่องอินเทอร์เน็ต ควรเลือกขนาดของหน่วยเก็บข้อมูลแบบ Solid State Drive โดยที่ขนาดไม่ต้องมาก เช่น 32GB ก็เพียงพอต่อการใช้งาน แต่ถ้าหากต้องการใช้ในการเก็บข้อมูล เช่น รูปภาพ หนัง และเพลง ก็ควรเลือกฮาร์ดดิสก์แบบ SATA โดยที่ขนาดอย่างต่ำ 120GB ขึ้นไป

หมายเหตุ: การเลือกชนิดของขนาดของหน่วยเก็บข้อมูลซึ่งมี 2 แบบ คือ SSD และ Hard Disk SATA โดยแต่ละแบบนั้นมีข้อดีข้อเสียต่างกัน โดย SSD นั้นมีข้อดีคือ ผลิตความร้อน เสียงรบกวน และใช้พลังงานน้อยกว่าฮาร์ดดิสก์แบบ SATA แต่จะมีข้อจำกัดเรื่องความจุ (ซึ่งในปัจจุบันอยู่ที่ 32GB) ในขณะที่ฮาร์ดดิสก์แบบ SATA มีความจุที่สูงกว่า แต่ก็ใช้พลังงานมากกว่า

5. ความปลอดภัยในการออนไลน?
คำถามที่ห้าคือมีความปลอดภัยเมื่อทำการออนไลน์หรือไม่ ซึ่งสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยในการออนไลน์ คือ ระบบปฏิบัติการและเบราเซอร์ โดยควรเลือกใช้โปแกรมที่สามารถป้องการกันภัยคุกคามต่างๆ บนโลกออนไลน์ ตัวอย่างเช่น phishing, Cross-Site Scripting, ClickJacking, identity theft ได้

นอกจากนี้ ควรพิจารณาเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยอื่นๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น โปรแกรมป้องกัน Spyware และ โปรแกรมป้องกัน Malware โปรแกรมประเภท Parental controls และโปรแกรม Firewall เป็นต้น

6. ระดับการซัพพอร์ตทางเทคนิคที่ต้องการ ?
คำถามสุดท้าย คือ ท่านต้องการการซัพพอร์ตทางเทคนิคในระดับใด? คำถามนี้เน้นไปทางด้านของซอฟท์แวร์ นั้นคือ หากท่างคาดหวังการการซัพพอร์ตทางเทคนิคในระดับที่สูง ก็ควรเลือกซอฟท์แวร์ที่มีการรับประกันเรื่องการซัพพอร์ต ซึ่งนอกจากจะได้ความสะดวกในการในการแก้ไขในกรณีประสบปัญหาแล้ว ยังได้รับบริการเสริมอื่นๆ เช่น การอัพเดทระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ต่างๆ แต่ถ้าหากท่านสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง การเลือกใช้ฟรีซอฟต์แวร์หรือซอฟต์แวร์ประเภทโอเพนซอร์สก็เป้นทางเลือกที่ดี

HP Mini 110 XP
HP Mini 110 XP (ภาพจาก: HP)

HP Mini 2140
HP Mini 2140 (ภาพจาก: HP)

Dell Inspiron Mini 9
Dell Inspiron Mini 9 (ภาพจาก: Dell)

Dell Inspiron Mini 10
Dell Inspiron Mini 10 (ภาพจาก: Dell)

ที่มา
• http://windowsteamblog.com/blogs/windowsexperience/archive/2009/06/17/top-6-things-to-consider-before-buying-a-small-notebook-pc.aspx

© 2009 TWAB. All Rights Reserved.